
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ตลาดการเงินทั่วโลกต้องกลับมาจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง หลังสวิตเซอร์แลนด์ยืนยันว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่รีสอร์ตบือเกนสต็อก ซึ่งเดิมถูกวางให้เป็นเวทีสำคัญในการเดินหน้าสู่ข้อตกลงสันติภาพระยะยาว ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากนายเจ.ดี. แวนซ์ หนึ่งในผู้แทนระดับสูงของสหรัฐ ยกเลิกการเดินทาง ขณะที่ฝั่งอิหร่านส่งสัญญาณว่ายังต้องการเห็นหลักฐานว่าสหรัฐฯ กำลังดำเนินการตามข้อตกลงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันก่อนจะเข้าสู่การเจรจารอบใหม่ ข่าวดังกล่าวนี้ได้สร้างความกังวลทันที เพราะก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่วัน ตลาดเพิ่งเริ่มคลายความกดดันหลังจากสหรัฐ และอิหร่านบรรลุกรอบข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน และส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี
หากมองเพียงพาดหัวข่าว หลายคนอาจตีความว่านี่คือสัญญาณลบที่สะท้อนว่ากระบวนการสันติภาพกำลังสะดุด แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ตลาดการเงินกลับไม่ได้ตอบสนองอย่างตื่นตระหนกเหมือนช่วงที่สงครามปะทุขึ้นในระยะแรก ราคาน้ำมันไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ตลาดหุ้นไม่ได้เผชิญแรงขายครั้งใหญ่ และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำก็ไม่ได้ทะยานขึ้นในลักษณะที่สะท้อนความหวาดกลัวของนักลงทุน
เหตุผลสำคัญอาจเป็นเพราะตลาดไม่ได้มองเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่มองไปถึงทิศทางโดยรวมของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน ที่แม้การประชุมจะถูกเลื่อนออกไป แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 60 วัน ยังไม่มีสัญญาณว่ากระบวนการเจรจาถูกยุติลงอย่างสิ้นเชิง และยังคงมีความพยายามจากประเทศคนกลางอย่างสวิตเซอร์แลนด์และกาตาร์ในการผลักดันให้การพูดคุยเดินหน้าต่อ ยิ่งไปกว่านั้น เพียงหนึ่งวันหลังมีข่าวการเลื่อนเจรจา ก็มีรายงานว่าผู้แทนของทั้งสหรัฐ และอิหร่าน ยังคงเตรียมเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์เพื่อหารือรายละเอียดของข้อตกลงต่อไป
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างในหลายประเด็น แต่ก็ยังไม่มีใครเลือกเดินออกจากโต๊ะเจรจา ซึ่งสำหรับมุมมองของนักลงทุน นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเจรจาสะดุด” กับ “การเจรจาล่ม” เพราะหากว่าการเจรจาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อหรือขยายวงย่อมเพิ่มขึ้นทันที แต่หากเป็นเพียงการต่อรองในรายละเอียด ความหวังในการหาทางออกร่วมกันก็ยังคงมีอยู่ และนั่นคือสิ่งที่ตลาดกำลังให้น้ำหนักมากกว่า อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดไม่ตื่นตระหนกไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงได้หายไปแล้วทั้งหมด ตรงกันข้าม ความกังวลของนักลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการจับตาสงคราม ไปสู่การจับตาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากสงคราม โดยเฉพาะ “เรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ”
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามากที่สุด คือ ความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีน้ำมันดิบราว 20% ของการค้าทางทะเลทั่วโลกไหลผ่านเส้นทางดังกล่าว ในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงที่สุด ความกังวลสำคัญของตลาดไม่ใช่จำนวนขีปนาวุธที่ถูกยิงออกมา แต่คือคำถามว่า “ฮอร์มุซจะถูกปิดหรือไม่” หากเส้นทางดังกล่าวถูกปิดแม้เพียงชั่วคราว อุปทานน้ำมันโลกอาจได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อทั่วโลกอีกระลอก
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าความเสี่ยงด้านพลังงานยังไม่ได้หายไปจากตลาดโลก แม้จะยังไม่เกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในวงกว้างก็ตาม หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง อิหร่านได้ส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดต่อการเดินเรือในบริเวณช่องแคบ
ฮอร์มุซ พร้อมเตือนว่าไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของเรือที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวได้ ขณะที่สหรัฐยืนยันว่าช่องแคบยังคงเปิดให้มีการเดินเรือและการขนส่งพลังงานตามปกติ
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซเต็มรูปแบบอาจลดลงจากช่วงที่สงครามปะทุใหม่ ๆ แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วหากการเจรจาทางการทูตสะดุดหรือความขัดแย้งกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง สำหรับนักลงทุน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่เป็นการประเมินว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะส่งผลต่ออุปทานพลังงานโลกมากน้อยเพียงใด เพราะตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน ความไม่แน่นอนในพื้นที่ก็ยังคงถูกสะท้อนอยู่ในราคาพลังงานโลก ในมุมของตลาดการเงิน ราคาน้ำมันไม่ได้สะท้อนเพียงอุปสงค์และอุปทานในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสะท้อน “ค่าความเสี่ยง” ที่นักลงทุนประเมินว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดังนั้น แม้การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางจะยังไม่ได้หยุดชะงัก แต่ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังคงถูกบวกอยู่ในราคาพลังงานโลก
มุมมองดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินของ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่มองว่าราคาน้ำมันดิบในปี 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจไม่กลับไปอยู่ในกรอบ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเหมือนในช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง ในมุมหนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้ดูน่ากังวลเท่ากับสถานการณ์วิกฤตพลังงานในอดีต แต่ในอีกมุมหนึ่ง ระดับราคาน้ำมันที่สูงกว่าช่วงก่อนสงครามก็หมายความว่าต้นทุนของระบบเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ
สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างประเทศไทย ความแตกต่างของราคาน้ำมันเพียงไม่กี่สิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล สามารถส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าพลังงานของประเทศ ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค ต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นย่อมส่งผลต่อต้นทุนสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าครองชีพ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวนมากซึ่งแบกรับต้นทุนเอาไว้ก่อนหน้านี้ก็เริ่มทยอยส่งผ่านภาระดังกล่าวมายังราคาสินค้าและบริการมากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี แม้เศรษฐกิจจะไม่ได้ร้อนแรงก็ตาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีอาจไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้น แต่เกิดจากแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ซึ่งประเด็นนี้นั้น ก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ที่จากก่อนหน้านี้ นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังว่า Fed จะมีพื้นที่ในการลดอัตราดอกเบี้ยมากขึ้น หากเงินเฟ้อชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่หากราคาพลังงานยังทรงตัวในระดับสูง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง ความคาดหวังดังกล่าวก็อาจต้องถูกทบทวนใหม่
มันจึงกลายเป็นเหตุผลที่นักลงทุนกำลังจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพราะต้องการรู้ว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบทางการเมือง แต่เพราะผลลัพธ์ของการเจรจาอาจส่งผลต่อทิศทางราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยของโลกในระยะต่อไป โดยสำหรับประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไว้ที่ 2% พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมาจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการค้าของสหรัฐ หรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ตลาดโลกกำลังจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าการประชุมระหว่างสหรัฐ และอิหร่านจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คือคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า ทั้งสองฝ่ายยังต้องการรักษาเส้นทางสู่ข้อตกลงระยะยาวเอาไว้หรือไม่ เพราะหากการเจรจายังเดินหน้าต่อได้ ความเสี่ยงด้านพลังงานอาจค่อย ๆ ลดลง เงินเฟ้ออาจไม่เร่งตัวรุนแรงอย่างที่กังวล และเศรษฐกิจโลกก็อาจหลีกเลี่ยงแรงกระแทกครั้งใหม่ได้
แต่หากกระบวนการสันติภาพสะดุดจนกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตะวันออกกลาง หากแต่อาจส่งผ่านมาถึงราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ และเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ตลาดกำลังจับตาอาจไม่ใช่สงคราม แต่คือสันติภาพ เพราะความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกระบวนการเจรจาในครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้
ข่าวเด่น