เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
"ประกันสุขภาพ" เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว สัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้


• Loss Ratio ที่พุ่งสูงต่อเนื่อง สะท้อนว่าบริษัทประกันกำลังแบกรับต้นทุนค่ารักษาพยาบาลหนักขึ้น จนเริ่มกระทบเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในระยะยาว
 
• เงินเฟ้อทางการแพทย์ ประกันแบบเหมาจ่าย การใช้บริการเกินความจำเป็น กติกาคุ้มครองผู้บริโภค การแข่งขันด้านราคา รวมถึงสังคมสูงวัยและโรค NCDs ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ Loss Ratio สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
• หากเบี้ยประกันปรับแพงขึ้นต่อเนื่อง หรือเงื่อนไขเข้มงวดมากขึ้น คนสุขภาพดีอาจทยอยเลิกทำประกัน เหลือเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสเคลมสูง จนเสี่ยงเกิดวงจร “Insurance Death Spiral”
 
• ทางออกอาจไม่ใช่แค่ Copayment แต่ต้องปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ ควบคู่กับการควบคุมต้นทุน การใช้เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ระบบประกันสุขภาพไทยเดินต่อได้อย่างยั่งยืน
 
หลายคนเริ่มตกใจเมื่อได้รับจดหมายแจ้งต่ออายุประกันสุขภาพ แล้วพบว่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อปี ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยรุนแรง หรือบางคนพบว่ากรมธรรม์ใหม่มีเงื่อนไขเข้มงวดกว่าเดิม
 
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของบริษัทประกัน แต่กำลังสะท้อนความจริงอีกด้านหนึ่งว่า “ต้นทุนสุขภาพของประเทศ” กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
ธุรกิจประกันสุขภาพไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จาก “Loss Ratio” ที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จนหลายบริษัทเริ่มส่งสัญญาณว่า โมเดลธุรกิจแบบเดิมอาจไม่สามารถรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป
 
Loss Ratio คือสัดส่วนระหว่าง “ค่าสินไหมทดแทน” เทียบกับ “เบี้ยประกันที่บริษัทจัดเก็บได้”
 
ยิ่งตัวเลขสูง หมายความว่าบริษัทกำลังแบกรับต้นทุนมากขึ้น
 
หลังโควิด-19 ปัญหานี้ยิ่งชัดเจนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าในปี 2569 Loss Ratio ของประกันสุขภาพอาจเพิ่มขึ้นแตะระดับ 89% จาก 64% ในปี 2562
 
และในบางผลิตภัณฑ์ หลายบริษัทมี Loss Ratio สูงเกิน 100% ซึ่งหมายความว่าบริษัทกำลังจ่ายค่าสินไหมมากกว่าเบี้ยประกันที่ได้รับ
 
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ระบบประกันสุขภาพไทยกำลังเผชิญกับ “วิกฤตต้นทุนสุขภาพ” (Health Cost Crisis) ที่อาจส่งผลต่อทั้งผู้เอาประกัน บริษัทประกัน โรงพยาบาล และระบบสาธารณสุขในระยะยาว
 
ทำไม Loss Ratio ถึงพุ่งสูงขึ้น?
ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์เพิ่มเร็ว
 
Willis Towers Watson ประเมินว่า เงินเฟ้อทางการแพทย์ของภาคเอกชนของไทย ในปี 68 อยู่ที่ 10.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 10.0% และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อในหมวดการตรวจรักษาและค่ายาอย่างมาก
 
สะท้อนว่าต้นทุนด้านสุขภาพกำลังเพิ่มขึ้นเร็วกว่าระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปในระบบเศรษฐกิจ เมื่อค่ารักษาเพิ่มเร็วกว่าที่บริษัทประกันคำนวณเบี้ยไว้ ต้นทุนการจ่ายเคลมจึงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และผลักให้ Loss Ratio สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
 
แบบประกัน + พฤติกรรมของคนในระบบ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “แบบประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย” ที่ได้รับความนิยมมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้เกิดปัญหา Moral Hazard ในบางส่วนของระบบ
 
เมื่อผู้เอาประกันแทบไม่ต้องจ่ายเพิ่มเวลาเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชน บางคนจึงใช้บริการบ่อยขึ้น แม้เป็นอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งก็อาจมีแรงจูงใจในการเสนอการตรวจหรือการรักษาที่เกินความจำเป็น
 
กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ พบว่า ในสิงคโปร์ ผู้ที่มีประกันคุ้มครองเต็มรูปแบบมีแนวโน้มใช้บริการและเคลมมากกว่ากลุ่มที่ต้องร่วมจ่ายประมาณ 1.4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนของทั้งระบบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
กติกาใหม่ที่เพิ่มภาระต้นทุน

ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2565 คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เริ่มใช้มาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การการันตีต่ออายุกรมธรรม์ไปจนถึงวัยสูงอายุ และการห้ามปรับเบี้ยประกันรายบุคคล
 
แม้มาตรการนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เอาประกัน แต่ในอีกด้าน บริษัทประกันก็ไม่สามารถปฏิเสธการต่ออายุหรือปรับเบี้ยเฉพาะรายได้ง่ายเหมือนเดิม ส่งผลให้ต้นทุนสะสมเพิ่มขึ้น
 
สงครามราคา

ตลาดประกันสุขภาพไทยแข่งขันรุนแรง หลายบริษัทเคยใช้กลยุทธ์ “เบี้ยต่ำ ความคุ้มครองสูง” เพื่อดึงลูกค้า
 
ในระยะแรก ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากเบี้ยราคาถูก แต่เมื่อค่าเคลมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทต้องเผชิญภาระที่หนักขึ้น และจำเป็นต้องทยอยขึ้นเบี้ยในเวลาต่อมา
 
สังคมสูงวัย และแนวโน้มการเจ็บป่วย
ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2567 โดย ณ เดือน เม.ย. 69 คนอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนกว่า 22% ของประชากร หรือเกือบ 15 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
 
ขณะเดียวกัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คนไทยเสียชีวิตจากโรคกลุ่มนี้มากกว่า 400,000 คนต่อปี หรือคิดเป็น 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด และยังกินสัดส่วนค่าใช้จ่ายกว่า 50% ของงบระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ
 
ทั้งสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง ทำให้ประชาชนต้องรักษาต่อเนื่อง และเข้ารักษาในโรงพยาบาลบ่อยขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและค่าสินไหมประกันสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว
 
ผลกระทบกระจายไปทั้งระบบ
ในมุมเศรษฐศาสตร์ ปัญหานี้สะท้อนว่า “ต้นทุนสุขภาพของประเทศ” กำลังเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการจ่ายของทั้งประชาชน บริษัทประกัน และภาครัฐ
 
เมื่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่รายได้ของประชาชนไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกัน ระบบย่อมเผชิญแรงกดดันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยประกันที่สูงขึ้น งบประมาณด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น หรือภาระทางการคลังในอนาคต
 
หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหานี้อาจกลายเป็นความท้าทายที่กระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงบริการสุขภาพของคนไทยในระยะยาว
 
ผู้เอาประกัน - เบี้ยประกันสุขภาพปรับเพิ่มเร็วขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “ประกันสุขภาพแพงเกินเอื้อม” ขณะที่ บางรายอาจเผชิญเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น
 
บริษัทประกันภัย – ค่าเคลมที่เพิ่มเร็วกว่ารายได้จากเบี้ยประกัน กระทบต่อกำไรและฐานะทางการเงินของบริษัท หลายแห่งเริ่มปรับโมเดลธุรกิจ หรือยกเลิกผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ประกันแบบเหมาจ่าย และทบทวนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่
 
โรงพยาบาลเอกชน - เมื่อเบี้ยแพงขึ้น ผู้บริโภคอาจลดการใช้บริการเอกชน ขณะเดียวกัน บริษัทประกันก็เริ่มต่อรองค่ารักษาเข้มงวดขึ้นเพื่อลดต้นทุน
 
ระบบสุขภาพโดยรวม - หากประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงประกันเอกชนได้ ภาระอาจไหลกลับไปยังระบบสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น และหากธุรกิจประกันอ่อนแอลง ก็อาจกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสุขภาพไทยในระยะยาว
 
วงจรอันตราย “Insurance Death Spiral”
 
สิ่งที่น่ากังวลคือ การเกิด “Insurance Death Spiral” หรือวงจรที่ทำให้ระบบประกันค่อย ๆ เสียสมดุล
 
เบี้ยแพงขึ้น หรือปรับเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น → คนสุขภาพดีทำประกันน้อยลง → เหลือแต่กลุ่มที่เคลมสูง → Loss Ratio แย่ลง → บริษัทต้องขึ้นเบี้ยอีก
 
หากวงจรนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกันสุขภาพอาจกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงได้เฉพาะคนรายได้สูงเท่านั้น
 
ทำไม “Copayment” ถึงถูกหยิบมาใช้?
 
เพื่อลดการใช้บริการที่ไม่จำเป็นและช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบประกันสุขภาพในระยะยาว คปภ. จึงเริ่มผลักดันระบบ “Copayment” กำหนดให้ผู้เอาประกันบางกลุ่มที่มีประวัติการเคลมสูงผิดปกติต้องร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลในปีถัดไปภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ บางรูปแบบของกรมธรรม์เปิดให้ผู้เอาประกันเลือกเงื่อนไขร่วมจ่ายส่วนแรก เพื่อแลกกับเบี้ยประกันที่ต่ำลง
 
แนวคิดสำคัญคือ “ทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่าย” เมื่อผู้ใช้บริการต้องร่วมจ่ายบางส่วน การตัดสินใจใช้บริการทางการแพทย์มักระมัดระวังมากขึ้น ช่วยลดการรักษาที่ไม่จำเป็น และควบคุมต้นทุนของระบบ
 
บทเรียนจากต่างประเทศ: ระบบที่แข็งแรง “ทุกคนร่วมกันรับผิดชอบ”
 
หลายประเทศเคยเผชิญปัญหาคล้ายกันมาก่อน  และประเทศที่มีระบบประกันสุขภาพเข้มแข็ง ใช้แนวทาง “แบ่งความเสี่ยงร่วมกัน”  เพื่อรักษาความยั่งยืนของระบบในระยะยาว
 
ญี่ปุ่น
 
ใช้ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Health Coverage) และรัฐเป็นผู้กำหนดราคากลางค่ารักษาพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ผู้ป่วยต้องร่วมจ่ายค่ารักษาประมาณ 10–30% เพื่อลดการใช้บริการเกินความจำเป็น แต่ก็มีการกำหนดเพดานค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักจนเกินไป
 
สิงคโปร์
 
ใช้แนวคิดผสมระหว่าง “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” และ “การคุ้มครองจากรัฐ” มีระบบบังคับให้มีการออมเงินสุขภาพ (Medisave) และประกันสุขภาพพื้นฐานของรัฐ (MediShield Life) โดยประชนชนสามารถซื้อประกันเสริมจากเอกชนเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันรัฐเข้ามากำกับดูแลในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด โดยกำหนดให้ทุกแผนประกันต้องมี Deductible และ Copayment เพื่อป้องกันการใช้บริการเกินจำเป็น
 
เช่น กำหนดให้ผู้เอาประกันร่วมจ่ายอย่างน้อย 5% ของค่ารักษา และกำหนดเพดาน Copay ไม่เกิน 6,000 SGD ต่อปี นโยบายนี้เกิดขึ้นหลังพบว่าการคุ้มครองแบบจ่ายเต็ม ทำให้ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนและค่าเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นรวดเร็ว
 
สวิตเซอร์แลนด์

ระบบสาธารณสุขของสวิตเซอร์แลนด์เป็นตัวอย่างของโมเดลที่ผสมผสาน “การแข่งขันของเอกชนภายใต้การกำกับของรัฐ” เข้ากับ “ความรับผิดชอบส่วนบุคคล” โดยประชาชนทุกคนต้องซื้อประกันสุขภาพภาคบังคับจากบริษัทประกันเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ซึ่งให้ความคุ้มครองมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ บริษัทประกันไม่สามารถปฏิเสธลูกค้า กำหนดสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน หรือทำกำไรจากประกันพื้นฐานได้
 
ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายผ่าน deductible และ coinsurance ในระดับค่อนข้างสูง เพื่อลดการใช้บริการเกินความจำเป็น นอกจากนี้ รัฐยังมีมาตรการช่วยอุดหนุนผู้มีรายได้น้อย เพื่อรักษาความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการ และมีกลไกกระจายความเสี่ยงระหว่างบริษัทประกัน เพื่อป้องกันการคัดเลือกผู้เอาประกันและรักษาเสถียรภาพของระบบ
 
สิ่งสำคัญที่หลายประเทศมีร่วมกัน คือการสร้าง “สมดุล” ระหว่างการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การควบคุมต้นทุน และการให้ทุกฝ่ายร่วมรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นรัฐ โรงพยาบาล บริษัทประกัน หรือผู้เอาประกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ระบบประกันสุขภาพสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
ทางออกของไทยอาจไม่ใช่แค่ “ร่วมจ่าย”

แม้ Copayment จะช่วยชะลอปัญหาได้บางส่วน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ ไทยจำเป็นต้องปฏิรูประบบประกันสุขภาพในภาพรวม มากกว่าการเพิ่มภาระร่วมจ่ายเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ระบบสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว แนวทางสำคัญที่ควรผลักดัน ได้แก่
 
เพิ่มความโปร่งใสของค่ารักษาพยาบาล
 
เปิดเผยราคาค่ารักษา ค่ายา และค่าบริการต่าง ๆ ให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น รวมถึงพัฒนามาตรฐานหรือช่วงราคาอ้างอิงในบางประเภทบริการ เพื่อลดความแตกต่างของราคาที่เกินสมเหตุสมผล และช่วยให้ทั้งผู้ป่วย โรงพยาบาล และบริษัทประกันบริหารต้นทุนได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
ใช้ข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยี และ AI
 
นำ Big Data, InsurTech และ AI มาช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยง ตรวจจับการเคลมผิดปกติ ลดการทุจริต และช่วยให้การกำหนดเบี้ยประกันมีความแม่นยำมากขึ้น
 
ปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์
 
ออกแบบแผนประกันให้สะท้อนความเสี่ยงจริงมากขึ้น เช่น เพิ่ม Deductible ลดความคุ้มครองซ้ำซ้อน และกำกับการออกแบบกรมธรรม์อย่างรอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความคุ้มครองและความยั่งยืนของธุรกิจ
 
ปรับกติกาและกฎหมายให้สมดุล
 
กฎหมายประกันสุขภาพควรสร้างสมดุลระหว่าง “การคุ้มครองผู้บริโภค” และ “ความยั่งยืนของธุรกิจประกัน” อย่างแท้จริง พร้อมผลักดันการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการกำกับดูแลมากขึ้น
 
ส่งเสริมการป้องกันโรค
 
การลด Loss Ratio อย่างยั่งยืน อาจต้องเริ่มจากการทำให้คน “ป่วยน้อยลง” ผ่านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เช่น โปรแกรมตรวจสุขภาพ การให้สิทธิประโยชน์กับผู้ที่ดูแลสุขภาพดี และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
 
รองรับสังคมสูงวัยและโรคเรื้อรัง
 
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนระยะยาวของทั้งระบบ
 
ปัญหา Loss Ratio ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังสะท้อนว่าต้นทุนสุขภาพของประเทศไทยกำลังสูงขึ้นเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
 
เรื่องนี้อาจไม่ใช่ปัญหาของบริษัทประกันหรือโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะบริหารต้นทุนสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างไร ในวันที่สังคมกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย และโรคเรื้อรังกำลังกลายเป็นภาระสำคัญของประเทศ
 
หากผู้คนป่วยมากขึ้น ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น และระบบต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อให้ปรับเบี้ยประกันขึ้นอีกกี่ครั้ง ก็อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
 
ระบบประกันสุขภาพที่แข็งแรงจึงไม่ได้เริ่มจากการจ่ายค่าสินไหมที่มีประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้คนมีสุขภาพดีขึ้น ป่วยน้อยลง และสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพในต้นทุนที่ทุกฝ่ายรับไหว
 
เวทีถกเถียงเรื่อง Copayment ในวันนี้จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่า ว่าเราจะออกแบบระบบสุขภาพไทยอย่างไร ให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้ ขณะที่บริษัทประกัน โรงพยาบาล และภาครัฐ ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
 
เพราะหากปล่อยให้ต้นทุนสุขภาพเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ วันหนึ่งประกันสุขภาพอาจกลายเป็นสิ่งที่คนจำนวนมาก “อยากมี แต่จ่ายไม่ไหว” และเมื่อถึงจุดนั้น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทประกันหรือผู้เอาประกันเท่านั้น แต่จะกลายเป็นความเสี่ยงของระบบสุขภาพทั้งประเทศ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 มิ.ย. 2569 เวลา : 11:30:43
25-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 มิ.ย.69) บวก 12.04 จุด ดัชนี 1,560.26 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวลดลงแรง หลุดระดับ 4,000 เหรียญ ก่อนทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,960 เหรียญ ต่ำสุดในรอบเกือบ 8 เดือน

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (24 มิ.ย.69) บวก 182.06 จุด ราคาน้ำมันร่วง หนุนหุ้นสายการบิน

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (24 มิ.ย.69) ร่วง 140.60 เหรียญ กังวลดอกเบี้ยขาขึ้น-ดอลลาร์แข็งฉุดตลาด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 มิ.ย.69) ร่วงแรง 1,350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 63,800 บาท

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (25 มิ.ย.69) มรสุมกำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลฝนฟ้าคะนองและตกหนักบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." 60% ภาคอื่นๆ 40%

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ (25 มิ.ย.69) บวก 12.03 จุด ดัชนี 1,560.25 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 มิ.ยัง.69) ทรงตัว ที่ระดับ 33.43 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 มิ.ย.69) บวก 7.32 จุด ดัชนี 1,548.22 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 มิ.ย.69) บวก 10.06 จุด ดัชนี 1,550.96 จุด

12. พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 มิ.ย.69) ประเทศไทยเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก" ฝน 40% ภาคใต้ 40-60% ภาคอีสาน 30%

13. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงเช้าวันนี้หลุดระดับ 4,100 เหรียญ ลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,090 เหรียญ

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 มิ.ย.69) ลบ 45.87 จุด, Nasdaq ร่วงหนักจากแรงขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 มิ.ย.69) ร่วง 53.30 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็ง-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 25, 2026, 5:04 pm