
By วิภาดา จิณณวาโส
หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน คำถามสำคัญที่สุดที่บริษัทข้ามชาติใช้ในการเลือกฐานการผลิตอาจมีเพียงข้อเดียว คือ "ประเทศไหนผลิตสินค้าได้ถูกที่สุด" ตามในช่วงของยุคที่โลกาภิวัตน์กำลังเติบโต การลดต้นทุนคือหัวใจของการแข่งขัน ประเทศที่มีค่าแรงต่ำ มีที่ดินราคาถูก และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า ย่อมกลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักลงทุนทั่วโลก โรงงานจำนวนมหาศาลย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่บริษัทข้ามชาติสามารถกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั่วโลกผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
โมเดลดังกล่าวทำให้โลกเติบโตอย่างรวดเร็วตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนก้าวขึ้นเป็น “โรงงานของโลก” ขณะที่หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ได้รับอานิสงส์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท
แต่ในวันนี้ กติกาเดิมกำลังใช้ไม่ได้อีกต่อไป แม้ต้นทุนการผลิตจะยังเป็นปัจจัยสำคัญ แต่กลับไม่ใช่ปัจจัยแรกที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจเหมือนในอดีต เพราะสิ่งที่บริษัทข้ามชาติกำลังเผชิญ ไม่ใช่การแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็น “โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญเหตุการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นพร้อมกันมาก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงงานทั่วโลกต้องหยุดสายการผลิต การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และการปิดท่าเรือ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานที่เคยทำงานอย่างราบรื่นหยุดชะงัก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนทำให้หลายบริษัทต้องรับมือกับกำแพงภาษีและข้อจำกัดด้านการลงทุน ขณะที่สงครามในยุโรป ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้า การขนส่ง และต้นทุนพลังงาน เหตุการณ์เหล่านี้เปลี่ยนวิธีคิดของภาคธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ในอดีตบริษัทอาจเลือกผลิตสินค้าในประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุด แม้ว่าจะต้องขนส่งสินค้าไปอีกซีกโลก เพราะต้นทุนด้านโลจิสติกส์ยังต่ำกว่าการตั้งโรงงานหลายแห่ง แต่เมื่อโลกเริ่มเผชิญวิกฤตบ่อยครั้ง บริษัทจำนวนมากกลับพบว่า ต้นทุนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงหรือราคาที่ดินเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “ความเสี่ยง” ที่อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ โรงงานที่ผลิตได้ถูกที่สุด อาจกลายเป็นโรงงานที่แพงที่สุด หากวันหนึ่งวัตถุดิบส่งมาไม่ถึง ชิ้นส่วนขาดแคลน หรือสินค้าถูกกีดกันทางการค้าจนไม่สามารถส่งออกได้
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่อง Resilience หรือ “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” จึงกลายเป็นคำที่ผู้บริหารทั่วโลกพูดถึงมากขึ้น บริษัทจำนวนมากเริ่มกระจายฐานการผลิตไปยังหลายประเทศ แทนที่จะพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแห่งเดียว เกิดเป็นแนวคิด China+1 ที่ลดการพึ่งพาจีน และ Friend-shoring ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศพันธมิตรหรือประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มั่นคง นั่นหมายความว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้วัดกันที่ค่าแรงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังวัดกันที่ “ความน่าเชื่อถือ” ของประเทศ
ความน่าเชื่อถือในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงเสถียรภาพทางการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความมั่นคงด้านพลังงาน คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของระบบดิจิทัล ความสามารถในการผลิตบุคลากรที่มีทักษะ ไปจนถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่มีความชัดเจนและคาดการณ์ได้ ยิ่งในยุคที่โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพราะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่ได้เลือกประเทศจากค่าแรงเป็นหลักอีกแล้ว แต่เลือกจากความสามารถของประเทศในการรองรับการลงทุนระยะยาว เพราะ Data Center ต้องการระบบไฟฟ้าที่มั่นคง โรงงานผลิตชิปต้องการน้ำคุณภาพสูงและบุคลากรเฉพาะทาง บริษัทเทคโนโลยีต้องการกฎหมายด้านข้อมูลที่ชัดเจนและระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่นักลงทุนสถาบันยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลมากขึ้น ตอนนี้เอง เราจึงได้เห็นกฎหมายการค้ารุ่นใหม่ของหลายประเทศ ไม่ได้พิจารณาเพียงคุณภาพของสินค้า แต่ยังตรวจสอบย้อนกลับไปถึงทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ แรงงาน ไปจนถึงกระบวนการผลิต สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแรงงานบังคับ การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการผลิตที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มีโอกาสถูกปฏิเสธการนำเข้าหรือเผชิญมาตรการทางการค้าได้ง่ายกว่าที่เคย
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า โลกไม่ได้เปลี่ยนเพียงรูปแบบของการค้า แต่กำลังเปลี่ยน “คุณสมบัติของประเทศที่นักลงทุนต้องการ” จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยต้นทุนต่ำ วันนี้ประเทศต่าง ๆ ต้องแข่งขันกันด้วยความโปร่งใส ความมั่นคง และความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยสำหรับประเทศไทยแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ในเวลาเดียวกัน เพราะในด้านหนึ่ง ไทยยังมีจุดแข็งหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคอาเซียน อุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีห่วงโซ่อุปทานค่อนข้างครบวงจร รวมถึงทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เซมิคอนดักเตอร์ และศูนย์ข้อมูล (Data Center)
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศไทยอีกต่อไป เวียดนามเองก็กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมลงนามความตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ อินโดนีเซียใช้ทรัพยากรแร่สำคัญอย่างนิกเกิลเป็นแต้มต่อในการดึงดูดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า ขณะที่มาเลเซียกำลังผลักดันตัวเองให้เป็นศูนย์กลางด้านเซมิคอนดักเตอร์และดิจิทัลของภูมิภาค ทุกประเทศต่างเข้าใจตรงกันว่า การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในทศวรรษหน้า ไม่ใช่การแข่งขันด้านค่าแรง แต่คือการแข่งขันเพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่น” ดังนั้น สิ่งที่นักลงทุนกำลังประเมิน จึงไม่ได้มีเพียงต้นทุนการผลิต แต่รวมถึงคำถามที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศนี้จะยังสามารถส่งออกสินค้าได้หรือไม่ ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพเพียงพอสำหรับรองรับ Data Center หรือโรงงานผลิตชิปหรือไม่ กฎระเบียบจะเปลี่ยนแปลงบ่อยจนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือเปล่า และประเทศมีแรงงานที่มีทักษะเพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นักลงทุนกำลังมองหา “ความแน่นอน” ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วย “ความไม่แน่นอน” นี่คือเหตุผลที่คำว่า Trust หรือ “ความเชื่อมั่น” กำลังกลายเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความเชื่อมั่น ไม่ได้เกิดจากการประกาศนโยบายเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการสะสมของปัจจัยหลายด้าน ตั้งแต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ ความโปร่งใสของกฎหมาย คุณภาพของสถาบัน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ไปจนถึงความสามารถในการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในโลกยุคใหม่ ประเทศที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ ย่อมมีโอกาสดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า แม้ต้นทุนการผลิตอาจสูงกว่าประเทศคู่แข่งก็ตาม โดยหากย้อนมองข่าวเศรษฐกิจในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การแข่งขันดึงดูดโรงงานผลิตชิป การลงทุนด้าน AI การสร้าง Data Center หรือแม้แต่มาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและแรงงานบังคับ หลายคนอาจมองว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกจากกัน แต่ในความเป็นจริง ข่าวทั้งหมดกำลังเล่าเรื่องเดียวกัน โลกกำลังเขียนกติกาใหม่ของการลงทุน กติกาที่ไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่ผลิตสินค้าได้ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่ให้รางวัลกับประเทศที่ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นได้มากที่สุดว่า ธุรกิจจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคง แม้โลกจะเผชิญวิกฤตครั้งใหม่
สำหรับประเทศไทย นี่จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่าเราจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากเพียงใด แต่เป็นคำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ เราจะยกระดับ “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ให้ทันกับกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ค่าแรงที่ต่ำลงอาจช่วยดึงดูดนักลงทุนได้เพียงช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นต่างหาก ที่จะทำให้นักลงทุนเลือกอยู่กับประเทศนั้นในระยะยาว และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษนี้ จากที่โลกเคยแข่งขันกันด้วย “ต้นทุน” กำลังเปลี่ยนผ่านสู่โลกที่แข่งขันกันด้วย “ความไว้วางใจ” และประเทศที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้เร็วที่สุด อาจเป็นประเทศที่คว้าโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดได้ในช่วงทศวรรษหน้านี้
ข่าวเด่น