เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Buy Now Pay Later "ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง" ทางลัดสู่การจับจ่าย หรือระเบิดเวลาหนี้ยุคใหม่?


• BNPL ทำให้การซื้อของง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้การเป็นหนี้ง่ายขึ้นเช่นกัน เพราะผู้ใช้สามารถรับสินค้าไปก่อนและทยอยจ่ายภายหลัง โดยแทบไม่รู้สึกว่ากำลังก่อหนี้
 
• การเติบโตของ BNPL กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลกและในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ยาก
 
• จุดแข็งของ BNPL คือช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากใช้โดยขาดวินัยทางการเงิน อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สะสมได้ในระยะยาว
 
• ความเสี่ยงสำคัญของ BNPL คือหนี้ที่มองไม่เห็น ผู้บริโภคสามารถผ่อนหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน จนภาระหนี้รวมสูงเกินกว่าที่ตนเองรับรู้
 
• หลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับการกำกับดูแล BNPL ด้วยการบังคับตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ เพิ่มความโปร่งใส และคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น
 
• BNPL ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง แต่ต้องใช้และกำกับอย่างเหมาะสม เพื่อให้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สร้างโอกาส มากกว่ากลายเป็นกับดักหนี้ยุคดิจิทัล
 
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการชำระเงินที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เพียงกดไม่กี่ครั้ง ผู้บริโภคก็สามารถนำสินค้าไปใช้ก่อนได้ทันที แล้วค่อยทยอยชำระภายหลัง หลายบริการยังชูจุดขายว่า “ผ่อน 0%” จนทำให้การจับจ่ายดูง่ายและแทบไม่มีต้นทุน
 
การเติบโตของ BNPL ไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมและสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ผู้บริโภคจำนวนมากต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่รายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่วนร้านค้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลก็ต้องการเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มยอดขายและลดอุปสรรคในการตัดสินใจซื้อ BNPL จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้จ่าย การขายสินค้า และการเข้าถึงบริการทางการเงินในเวลาเดียวกัน
 
แต่ภายใต้ความสะดวกนั้น คำถามสำคัญกำลังถูกหยิบยกขึ้นมาทั่วโลกว่า BNPL เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค หรือกำลังกลายเป็น “หนี้ยุคใหม่” ที่ผลักดันให้คนใช้จ่ายเกินตัวโดยไม่รู้ตัว
 
BNPL โตแรงทั่วโลก และไทยกำลังตามมา
 
การเติบโตของ BNPL ได้รับแรงหนุนอย่างมากหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อการซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มูลค่าธุรกรรม BNPL ทั่วโลกคาดว่าจะพุ่งแตะ 509.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากปี 2019 ขณะที่จำนวนผู้ใช้งานทั่วโลกมีมากกว่า 380 ล้านคน และอาจเพิ่มเป็นราว 670 ล้านคนภายในปี 2028
 
ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย เป็นตลาดใหญ่ที่มีมูลค่าธุรกรรมสูง ผู้บริโภคจำนวนมากใช้ BNPL เพื่อช่วยบริหารกระแสเงินสดและเพิ่มความยืดหยุ่นในการซื้อสินค้า ส่วนในตลาดเกิดใหม่ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย แอฟริกา และละตินอเมริกา แม้มูลค่าการใช้งานจะยังต่ำกว่า แต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังเข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ยาก
 
ไทยเองก็เติบโตไม่แพ้กัน ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า จำนวนบัญชีผู้ใช้ BNPL เพิ่มจากราว 0.6 ล้านบัญชี ในปี 2021 เป็นเกือบ 4.91 ล้านบัญชีในปี 2024 หรือเติบโตเฉลี่ยเกือบ 100% ต่อปี ขณะที่ มูลค่าสินเชื่อ BNPL อยู่ที่เกือบ 18,000 ล้านบาท โตเฉลี่ย 38% ต่อปี ที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ค่อนข้างจำกัด
 
ทำไม BNPL ถึงดึงดูดคนได้มากขนาดนี้?
 
ความสำเร็จของ BNPL ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการออกแบบที่เข้าใจพฤติกรรมมนุษย์
 
“ผ่อน 0%” และโปรโมชันที่ชวนตัดสินใจ
 
ผู้ให้บริการมักเสนอส่วนลด โค้ดพิเศษ หรือสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ที่เลือกใช้ BNPL ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการผ่อนชำระ หรือการจ่ายทีหลัง คุ้มค่ากว่าการจ่ายเงินสด แม้เดิมอาจไม่ได้ตั้งใจใช้บริการก็ตาม
 
ฝังตัวเลือก BNPL ในขั้นตอนจ่ายเงิน
 
หลายแพลตฟอร์มวาง BNPL ไว้ในจุดที่มองเห็นง่าย ตั้งเป็นค่าเริ่มต้นในการชำระเงิน หรือเปิดวงเงินให้พร้อมใช้งานล่วงหน้า ทำให้การก่อหนี้เกิดขึ้นแทบจะพร้อมกับการกดซื้อสินค้า
 
ทำให้ราคาดู “ถูกลง”
 
แทนที่ผู้บริโภคจะเห็นราคาสินค้าเต็มจำนวน พวกเขามักเห็นข้อความอย่าง “ผ่อนเพียง 99 บาทต่อเดือน” ซึ่งช่วยลดความรู้สึกเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน และทำให้การตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นง่ายขึ้น
 
ผลลัพธ์คือผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเลือกซื้อสินค้าที่เดิมอาจไม่จำเป็น หรือซื้อสินค้าราคาสูงกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะมองว่าภาระรายเดือนดูเล็กน้อยและจัดการได้
 
คนไม่มีเครดิตก็เข้าถึงได้
 
BNPL เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อ หรือเดิมเข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ยาก สามารถผ่อนชำระสินค้าได้ ผ่านขั้นตอนอนุมัติที่รวดเร็ว ช่วยขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน
 
ใครได้ประโยชน์จาก BNPL?

แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องความเสี่ยง แต่ BNPL ก็สร้างประโยชน์ให้หลายฝ่ายอย่างชัดเจน
 
ผู้บริโภค
 
BNPL ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น ผู้ใช้สามารถแบ่งจ่ายเป็นงวด ๆ โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนทันที อีกทั้งขั้นตอนสมัครมักง่าย รวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องยื่นเอกสารทางการเงิน หรือสลิปเงินเดือน ไม่ต้องมีบัตรเครดิต
 
สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงิน BNPL เป็นเครื่องมือช่วยบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ร้านค้า
 
ร้านค้าที่เปิดรับ BNPL มักมียอดขายเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น และมีแนวโน้มเลือกสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น นอกจากนี้ ร้านค้ายังได้รับเงินค่าสินค้าเต็มจำนวนจากผู้ให้บริการทันที โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระของลูกค้าเอง แม้จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แพลตฟอร์มในอัตราที่สูงกว่าช่องทางชำระเงินบางประเภทก็ตาม
 
เศรษฐกิจโดยรวม

BNPL ช่วยกระตุ้นการบริโภค สนับสนุนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่มีประวัติเครดิตสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
 
ด้านมืดของ BNPL: ทำไมหลายคนเริ่มกังวล?
 
แม้ BNPL จะดูเป็นมิตร แต่หลายฝ่ายมองว่าความเสี่ยงของมันอาจรุนแรงกว่าสินเชื่อแบบเดิมในบางด้าน
 
กู้ง่ายเกินไป
 
ผู้ให้บริการจำนวนมากใช้กระบวนการอนุมัติที่รวดเร็วและตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าธนาคาร ทำให้ผู้ที่มีภาระหนี้อยู่แล้วสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ง่าย
 
ก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว
 
ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ตระหนักว่าตนเองกำลังสร้างภาระหนี้ใหม่ บางกรณีได้รับวงเงินสินเชื่อโดยอัตโนมัติ หรือระบบถูกตั้งค่าให้ใช้วงเงิน BNPL เป็นช่องทางชำระเงินหลัก ทำให้การก่อหนี้เกิดขึ้นโดยแทบไม่รู้ตัว
 
โปร่งใสไม่พอ
 
แม้หลายบริการจะโฆษณาว่า “ผ่อน 0%” หรือ “ไม่มีดอกเบี้ย” แต่หากผิดนัดชำระอาจต้องเสียค่าปรับหรือดอกเบี้ยในอัตราที่สูง นอกจากนี้ บางแพลตฟอร์มแสดงเพียงยอดผ่อนชำระรายเดือน โดยไม่ได้ระบุภาระดอกเบี้ยและต้นทุนรวมอย่างชัดเจน ทำให้ผู้บริโภคประเมินค่าใช้จ่ายที่แท้จริงได้ยาก
 
หนี้กระจายหลายแพลตฟอร์ม
 
ปัญหาสำคัญคือหนี้ BNPL ส่วนใหญ่ยังไม่ปรากฏในระบบเครดิตบูโร ส่งผลให้ทั้งผู้ให้กู้และตัวผู้บริโภคเองมองไม่เห็นภาพรวมของภาระหนี้ทั้งหมด หลายคนผ่อนสินค้าพร้อมกันหลายแอป หลายแพลตฟอร์ม จนยอดผ่อนรวมสูงเกินกว่ากำลังชำระ
 
ไม่รู้สึกว่ากำลังก่อหนี้
 
ผู้ใช้จำนวนมากมอง BNPL เป็นเพียง “วิธีจ่ายเงิน” มากกว่าจะเป็น “การกู้ยืม” จึงตัดสินใจใช้บริการได้ง่ายกว่าการสมัครสินเชื่อหรือรูดบัตรเครดิต ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว BNPL คือภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนในอนาคตเช่นกัน
 
กลุ่มเสี่ยงคือคนรุ่นใหม่
 
ผู้ใช้ BNPL ส่วนใหญ่มักเป็นคนอายุน้อย มีรายได้ไม่แน่นอน และมีภาระหนี้เดิมอยู่แล้ว ส่งผลให้อัตราการผิดนัดชำระสูงกว่าสินเชื่อผู้บริโภคบางประเภท
 
ในไทย ปี 2024 มีผู้เป็นหนี้กว่า 25.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 38% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่กลุ่มอายุ 20-35 ปี มีสัดส่วนผู้เป็นหนี้สูงถึง 52.7% และยังเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสีย (NPL) สูงที่สุด เมื่อ BNPL กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มเดียวกัน ความกังวลเรื่องการสร้างหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเพิ่มขึ้นอย่างมาก
 
จากค้าปลีก สู่ “ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน”
 
BNPL มีแนวโน้มขยายการให้บริการจากการซื้อสินค้าไปสู่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า ท่องเที่ยว ค่ารักษาพยาบาล ค่าสมาชิกบริการต่าง ๆ หรือแม้แต่ชานมไข่มุก ทำให้ผู้บริโภคเริ่มใช้ “หนี้” กับรายจ่ายจำเป็น หรือรายจ่ายเดิมที่เคยต้องจ่ายทันที แม้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในระยะสั้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการสะสมหนี้ต่อเนื่องและทำให้การควบคุมการเงินส่วนบุคคลยากขึ้นในระยะยาว
 
บทเรียนจากต่างประเทศ
 
หลายประเทศเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงและเร่งออกมาตรการกำกับดูแล
 
ออสเตรเลีย: กำกับเต็มรูปแบบ
 
ออสเตรเลียนำ BNPL เข้าสู่การกำกับภายใต้กฎหมายสินเชื่อ (National Credit Act) กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องมีใบอนุญาตเช่นเดียวกับผู้ให้บริการสินเชื่อรายอื่น รวมถึงปฏิบัติตามมาตรฐานสินเชื่อที่เข้มงวด เช่น ตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ ควบคุมค่าธรรมเนียม และเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส เพื่อให้ตลาดเติบโตควบคู่กับการลดความเสี่ยงหนี้ครัวเรือน
 
ยุโรป: คุมเข้มก่อนปล่อยกู้
 
สหภาพยุโรปได้ปรับกฎหมายสินเชื่อผู้บริโภคให้ครอบคลุม BNPL โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ก่อนอนุมัติวงเงิน ป้องกันปัญหาการก่อหนี้เกินตัว
 
สหราชอาณาจักร: คุมโฆษณาและคุ้มครองผู้บริโภค
 
นำบริการ BNPL เข้าสู่การกำกับดูแลของหน่วยงาน FCA (Financial Conduct Authority) อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ 15 ก.ค. 2026 โดยผู้ให้บริการต้องขอใบอนุญาตและปฏิบัติตามกฎคุ้มครองผู้บริโภค เช่น เปิดเผยข้อมูลเงื่อนไขชัดเจน ป้องกันการโฆษณาที่ชี้นำเกินจริง ตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า จัดให้มีความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาการเงิน และเปิดช่องร้องเรียนผ่านหน่วยงานกลาง
 
สิงคโปร์: ใช้แนวทางกำกับร่วมกัน
 
สิงคโปร์เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป โดยไม่เร่งออกกฎหมายใหม่ แต่สนับสนุนให้ผู้ให้บริการร่วมกันจัดทำ BNPL Code of Conduct ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแล กำหนดมาตรฐานร่วมกันในเรื่องการประเมินเครดิต การเปิดเผยข้อมูล ค่าธรรมเนียม การคุ้มครองลูกค้า และการจำกัดความเสี่ยงจากหนี้เกินตัว ช่วยสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน โดยไม่เป็นภาระต่อธุรกิจมากเกินไป
 
สหรัฐฯ: ตัวอย่างของช่องว่างกำกับดูแล
 
แม้สหรัฐฯ จะเป็นหนึ่งในตลาด BNPL ที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันยังไม่มีกรอบกำกับดูแลระดับประเทศที่ครอบคลุมโดยเฉพาะ ทำให้มาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคไม่สม่ำเสมอ ขณะที่ หน่วยงานกำกับ (CFPB) พยายามนำ BNPL เข้ากรอบกฎหมายสินเชื่อ (TILA/Regulation Z) ในปี 2024 แต่เผชิญแรงต่อต้านทางกฎหมายและสุดท้ายยกเลิกความพยายาม ส่งผลให้ BNPL ยังคงถูกกำกับจำกัดและขาดมาตรฐานคุ้มครองผู้บริโภคเทียบเท่าสินเชื่อแบบดั้งเดิม
 
ไทยกำลังเดินหน้ากำกับ BNPL
 
ปัจจุบันไทยยังไม่มีกฎเฉพาะสำหรับ BNPL แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังจัดทำหลักเกณฑ์กำกับดูแลอย่างเป็นทางการ แนวทางที่อยู่ระหว่างพิจารณา ได้แก่
 
• กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขอสินเชื่อ
• ตรวจสอบรายได้และความสามารถในการชำระหนี้
• กำหนดประเภทสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ได้
• กำหนดเพดานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
• บังคับเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้บริโภคอย่างชัดเจน และครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนทางการเงินที่เกิดจากการใช้บริการ
• ห้ามเปิดใช้ BNPL อัตโนมัติโดยลูกค้าไม่ได้ยินยอม
• ลดการตลาดที่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินความจำเป็น
 
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เชื่อมข้อมูล BNPL เข้าสู่เครดิตบูโรในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพรวมภาระหนี้ของผู้บริโภคได้ชัดเจนขึ้น
 
บทสรุป: โอกาสทางการเงิน หรือกับดักหนี้ยุคดิจิทัล?
 
BNPL เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และเปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อแบบดั้งเดิมได้ยากสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้ BNPL แตกต่างจากสินเชื่อรูปแบบเดิม คือการที่ “สินเชื่อถูกฝังอยู่ในกระบวนการซื้อสินค้า” จนผู้บริโภคแทบไม่รู้สึกว่ากำลังกู้เงินอยู่
 
BNPL กำลังสะท้อนภาพของเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ผู้คนต้องการสภาพคล่องมากขึ้น จึงต้องพึ่งพา “รายได้ในอนาคต” เพื่อรักษาระดับการบริโภคในปัจจุบัน ขณะที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของคนจำนวนไม่น้อย
 
การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ BNPL เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ มากกว่ากลายเป็นช่องทางสะสมหนี้รูปแบบใหม่ จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของระบบการเงินในยุคดิจิทัล
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 29 มิ.ย. 2569 เวลา : 11:20:05
29-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (29 มิ.ย.69) บวก 35.47 จุด ดัชนี 1,577.81 จุด

2. MTS Gold ราคาทองคำกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 เหรียญ ได้อีกครั้ง หลังร่วงแรงในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,070 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (29 มิ.ย.69) บวก 25.11 จุด ดัชนี 1,567.45 จุด

4. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (29 มิ.ย.69) บวก 11.41 จุด ดัชนี 1,553.75 จุด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (29 มิ.ย. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,150 บาท

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์

7. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.20-33.70 ลุ้นตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (29 มิ.ย.69) ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักใน กรุงเทพปริมณฑล-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 40%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (29 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.42 บาทต่อดอลลาร์

10. ประกาศ กปน.: 1 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบน้ำดิบบางซื่อ

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (26 มิ.ย.69) ลบ 16.21 จุด ดัชนี 1,542.34 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (26 มิ.ย.69) ลบ 16.79 จุด ดัชนี 1,541.76 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกเมื่อวานหลุดระดับ 4,000 เหรียญ ก่อนฟื้นกลับมาทรงตัวได้ โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,020 เหรียญ ทำให้ระดับ 4,000 เหรียญ

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.50 บาท/ดอลลาร์

15. ทองเปิดตลาดวันนี้ (26 มิ.ย.69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,400 บาท

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 29, 2026, 9:58 pm