.jpg)
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี ประเมินค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 33.00 - 33.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยล่าสุดอยู่บริเวณ 33.42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่ยังแข็งค่า ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อาจทรงตัวในระดับสูง รวมถึงปัจจัยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดการเงินให้น้ำหนักยังอยู่ที่ทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ หลังดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสำคัญ ปรับเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจาก 3.8% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่ดัชนี PCE พื้นฐานอยู่ที่ 3.4% เพิ่มขึ้นจาก 3.3% สะท้อนว่าแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลายเต็มที่ แม้ตัวเลขรายเดือนจะออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย โดย PCE ทั่วไปและ PCE พื้นฐานขยายตัว 0.4% และ 0.3% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังบ่งชี้ถึงความแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ได้รับการปรับเพิ่มเป็น 2.1% จากเดิม 1.6% และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกปรับลดลงสู่ 215,000 ราย ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ปัจจัยดังกล่าวหนุนมุมมองว่า Fed อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อเงินดอลลาร์สหรัฐและกดดันสกุลเงินในภูมิภาค รวมถึงเงินบาท
สำหรับทิศทางเงินบาทในระยะสั้น ทีทีบีมองว่ายังมีความเปราะบางและมีโอกาสอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มกว้างขึ้น หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีท่าทีคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ตลาดยังเปิดโอกาสต่อการคงดอกเบี้ยในระดับสูงของ Fed นอกจากนี้ การปรับลดลงของราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงที่ปรับสูงขึ้น ยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาท โดยตลาดยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งแม้ล่าสุดมีสัญญาณผ่อนคลายจากการเจรจาลดความตึงเครียด แต่ยังอาจสร้างความผันผวนต่อราคาพลังงาน กระแสเงินทุน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในระยะต่อไป
ข่าวเด่น