เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : จากการตรึงราคา สู่โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย "ทำอย่างไรให้ค่าครองชีพลดลงอย่างยั่งยืน"


 
                        By วิภาดา จิณณวาโส
 
หากติดตามข่าวเศรษฐกิจไทยเป็นประจำ จะพบภาพที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่ต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง หรือวัตถุดิบนำเข้า ภาครัฐมักเรียกประชุมผู้ประกอบการ ติดตามต้นทุนสินค้า ขอความร่วมมือให้ตรึงราคา หรือในบางช่วงก็ขอให้ปรับลดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง

โดยล่าสุดนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามราคาปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ หลังต้นทุนด้านพลังงานเริ่มคลี่คลาย พร้อมทั้งกำชับให้ผู้ประกอบการปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกันก็เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากตลาดส่งออก และประสานผู้ประกอบการรับซื้อมะพร้าวเพื่อพยุงราคาผลผลิตภายในประเทศ

ซึ่งเมื่อมองผิวเผิน หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเพียงภารกิจตามปกติของกระทรวงพาณิชย์ แต่หากมองให้ลึกลงไป ข่าวลักษณะนี้กำลังสะท้อนคำถามที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ เหตุใดรัฐบาลไทยจึงต้องคอยติดตามราคาสินค้าแทบทุกเดือน” และเหตุใดการลดค่าครองชีพของคนไทยจึงยังต้องอาศัยการ “ประคับประคอง” จากภาครัฐอยู่เสมอ

ในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่รัฐกำลังทำอยู่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการบริหารค่าครองชีพ หรือ Cost of Living Management กล่าวคือ เมื่อปัจจัยภายนอกทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น รัฐจะพยายามชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นเร็วเกินไป แต่เมื่อปัจจัยด้านต้นทุนเริ่มลดลง ก็จะเข้าไปตรวจสอบว่าผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงมายังผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ภาครัฐกำลังพยายามทำให้ “ราคาสินค้าเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่ปล่อยให้ต้นทุนที่ลดลงหยุดอยู่เพียงในภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องรับภาระจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากเกินความจำเป็น

มาตรการลักษณะเช่นนี้มีความจำเป็น โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนจำนวนมากยังมีรายได้ไม่สูง และรายจ่ายด้านอาหาร พลังงาน และของใช้จำเป็นยังคิดเป็นสัดส่วนหลักของค่าใช้จ่ายในครัวเรือน หากปล่อยให้ราคาสินค้าผันผวนตามกลไกตลาดทั้งหมด ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือราคาพลังงานโลกปรับตัวขึ้น ผลกระทบก็จะตกถึงผู้บริโภคแทบจะในทันที ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐก็ยังต้องดูแลฝั่งผู้ผลิตเช่นกัน เพราะหากปล่อยให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างรุนแรง เกษตรกรก็อาจขาดรายได้จนกระทบต่อกำลังซื้อของเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้นการช่วยระบายผลผลิตกุ้ง การประสานโรงงานรับซื้อมะพร้าว หรือการแก้ปัญหาการกดราคารับซื้อจากกลุ่มทุนบางส่วน จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นความพยายามรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ซึ่งหากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ภาครัฐกำลังทำหน้าที่เสมือน “โช้คอัพ” ของรถยนต์อยู่นั่นเอง

โดยเมื่อเศรษฐกิจโลกเกิดแรงกระแทกจากราคาน้ำมัน ความผันผวนของตลาดโลก หรือปัญหาห่วงโซ่อุปทาน รัฐจะเข้าไปช่วยดูดซับแรงกระแทกนั้น เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตได้รับผลกระทบมากเกินไป บทบาทเช่นนี้ เป็นสิ่งที่หลายประเทศดำเนินการเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เช่น การระบาดของโควิด-19 หรือช่วงที่เงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูงหลังสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน หลายรัฐบาลใช้ทั้งมาตรการอุดหนุนพลังงาน ลดภาษีเชื้อเพลิง หรือช่วยเหลือค่าครองชีพเฉพาะกลุ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวรุนแรง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายประเทศมองมาตรการเหล่านี้เป็น “เครื่องมือชั่วคราว” สำหรับรับมือกับภาวะฉุกเฉิน แต่สำหรับประเทศไทย ข่าวการติดตามราคาสินค้า การขอความร่วมมือตรึงราคา หรือการช่วยระบายผลผลิตทางการเกษตร กลับเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจจะไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตเต็มรูปแบบ

การประคับประคองค่าครองชีพของรัฐดังกล่าว จึงสะท้อนว่า ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญโจทย์ที่ลึกกว่าปัญหาราคาสินค้ารายการใดรายการหนึ่ง เพราะหากสังเกตให้ดี มาตรการจำนวนมากของรัฐยังคงเป็นการแก้ปัญหา “รายสินค้า” เมื่อปุ๋ยแพง ก็เข้าไปหารือกับผู้นำเข้า, เมื่อเม็ดพลาสติกแพง ก็ติดตามผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์, เมื่อราคาน้ำมันลด ก็ตรวจสอบว่าสินค้าใดควรปรับราคาลง, เมื่อกุ้งล้นตลาด ก็หาช่องทางระบายผลผลิต หรือเมื่อมะพร้าวราคาตก ก็จะไปประสานโรงงานและผู้รับซื้อ ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็สะท้อนว่า ภาครัฐกำลังต้อง “วิ่งตามปัญหา” อยู่ตลอดเวลา เพราะทุกครั้งที่ต้นทุนเปลี่ยน ก็จำเป็นต้องเข้าไปติดตามสินค้าแต่ละประเภทใหม่อีกครั้ง

ดังนั้นแท้จริงแล้ว เหตุผลที่ประเทศไทยจึงยังต้องใช้วิธีนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้นตอของปัญหามันอาจอยู่ที่ “โครงสร้างของเศรษฐกิจไทย” เอง เพราะว่าตราบใดที่ต้นทุนด้านพลังงานยังผันผวน ระบบขนส่งยังมีต้นทุนสูง การแข่งขันในบางอุตสาหกรรมยังไม่สมบูรณ์ และผู้ผลิตจำนวนไม่น้อยยังมีอำนาจต่อรองเหนือผู้บริโภค การบริหารค่าครองชีพก็จะยังคงเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่า “การลดต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจ” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่ภาครัฐกำลังทำอยู่คือการรักษาอาการของเศรษฐกิจ ขณะที่โจทย์ที่ยากกว่า คือการรักษา “ต้นเหตุ” ที่ทำให้ค่าครองชีพของคนไทยยังเปราะบางต่อความผันผวนของต้นทุนโลกอยู่เสมอ

และนั่นคือจุดที่คำว่า “การบริหารค่าครองชีพ” แตกต่างจาก “การลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน” เพราะการบริหารค่าครองชีพ คือการทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเกิดปัญหา แต่การลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน คือการทำให้ต้นทุนของเศรษฐกิจทั้งระบบลดลง จนไม่จำเป็นต้องมีใครคอยวิ่งตามแก้ปัญหาราคาสินค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในที่นี้มันก็หมายถึงการโฟกัสไปที่ “ต้นทุนของระบบเศรษฐกิจ” ที่สะสมมาตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ พลังงาน การขนส่ง ค่าแรง ภาษี ต้นทุนทางการเงิน ไปจนถึงการแข่งขันในตลาด หากต้นทุนเหล่านี้ยังอยู่ในระดับสูง ต่อให้ภาครัฐขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาหรือปรับลดราคาได้ในบางช่วง ก็ยากที่จะทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อเกิดแรงกดดันรอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือค่าเงินที่ผันผวน วงจรเดิมก็จะกลับมาอีกครั้ง

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมราคาสินค้าเป็นเครื่องมือหลัก แต่หันไปลงทุนกับการลดต้นทุนของระบบเศรษฐกิจแทน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพราะพลังงานเป็นต้นทุนของแทบทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่การเดินทาง การขนส่ง การผลิตสินค้า ไปจนถึงการเกษตร หากประเทศสามารถผลิตพลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีแหล่งพลังงานที่หลากหลาย หรือมีระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัย ต้นทุนของภาคธุรกิจก็จะลดลงในระยะยาว และผลประโยชน์จะค่อย ๆ ส่งผ่านมายังผู้บริโภคโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการแทรกแซงราคาอยู่ตลอดเวลา

ในทำนองเดียวกัน ระบบโลจิสติกส์ก็เป็นอีกปัจจัยที่มีผลต่อค่าครองชีพอย่างมาก ประเทศไทยยังพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นสัดส่วนสูง ทำให้ต้นทุนสินค้าอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันและค่าขนส่ง หากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางราง ทางน้ำ รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า ต้นทุนการเคลื่อนย้ายสินค้าก็จะลดลงอย่างเป็นระบบ

และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องของ “การแข่งขัน” โดยเราจะเห็นว่า ในตลาดที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุน เพราะหากยังขายในราคาเดิม ขณะที่ต้นทุนลดลง ผู้บริโภคก็สามารถหันไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งได้ทันที แต่หากตลาดมีผู้เล่นจำนวนน้อย หรือมีอำนาจตลาดกระจุกตัว แม้ต้นทุนจะลดลง ราคาสินค้าก็อาจไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน ดังนั้น การส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม การลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด และการกำกับดูแลไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดค่าครองชีพที่ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมราคาโดยตรง

ซึ่งสำหรับภาคเกษตร การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่การช่วยระบายผลผลิตทุกครั้งที่ราคาตก เพราะแม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่หากโครงสร้างการผลิตยังเหมือนเดิม ปัญหาผลผลิตล้นตลาดก็อาจกลับมาเกิดขึ้นอีกในฤดูกาลถัดไป สิ่งที่สำคัญกว่า คือการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนามาตรฐาน การสร้างแบรนด์ การขยายตลาดส่งออก และการใช้ข้อมูลมาช่วยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อลดความผันผวนของรายได้เกษตรกรในระยะยาว ขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะแรงงาน ก็เป็นอีกปัจจัยที่มักไม่ถูกเชื่อมโยงกับค่าครองชีพ ทั้งที่จริงแล้วมีความเกี่ยวข้องโดยตรง

เมื่อแรงงานมีทักษะสูงขึ้น ธุรกิจสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยลดลง ผลิตภาพของประเทศเพิ่มขึ้น รายได้ของแรงงานก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย สอดคล้องกับในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่สะท้อนคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ได้มีเพียงระดับราคาสินค้า แต่คือ “กำลังซื้อที่แท้จริง” หรือความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการด้วยรายได้ที่มีอยู่ หรือหมายความว่า แม้ราคาสินค้าบางประเภทจะเพิ่มขึ้น แต่หากรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่า กำลังซื้อก็ยังคงดีขึ้นได้ (ในทางกลับกัน ต่อให้รัฐบาลสามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้ชั่วคราว แต่หากรายได้ของประชาชนแทบไม่เติบโต คุณภาพชีวิตก็อาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง)

สำหรับประเทศไทย มาตรการติดตามราคาสินค้า การขอความร่วมมือตรึงราคา หรือการช่วยเหลือผู้ผลิตและเกษตรกร ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงาน และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก มาตรการเหล่านี้ช่วยลดแรงกระแทกให้กับทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำในฐานะผู้ดูแลเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

แต่ในขณะเดียวกัน หากประเทศไทยต้องการให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน การประคับประคองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะไม่มีรัฐบาลใดสามารถติดตามราคาสินค้าได้ทุกชนิดตลอดไป และไม่มีมาตรการใดที่จะช่วยตรึงราคาสินค้าได้ตลอดเวลา หากต้นทุนของประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม ดังนั้นความสำเร็จของนโยบายด้านค่าครองชีพของไทยในทศวรรษต่อจากนี้ อาจไม่ใช่วันที่รัฐสามารถสั่งให้สินค้าลดราคาได้ แต่คือวันที่ภาครัฐไม่จำเป็นต้องคอยวิ่งตามราคาสินค้าทีละรายการอีกต่อไป เพราะต้นทุนของทั้งระบบเศรษฐกิจลดลง การแข่งขันทำงานอย่างเต็มที่ และรายได้ของประชาชนเติบโตได้เร็วกว่าค่าครองชีพ นั่นคือความหมายของการลดค่าครองชีพอย่างยั่งยืน และอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดที่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งตอบให้ได้ในวันที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนมากกว่าที่เคย

LastUpdate 05/07/2569 20:15:55 โดย : Admin
06-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (3 ก.ค.69) บวก 17.72 จุด ดัชนี 1,611.28 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (3 ก.ค.69) บวก 20.77 จุด ดัชนี 1,614.33 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวแข็งแกร่งในสัปดาห์นี้โดยราคาได้ลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,940 เหรียญ ก่อนดีดตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของสัปดาห์ที่ 4,195 เหรียญ

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

5. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (3 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.26 บาทต่อดอลลาร์

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (3 ก.ค.69) พุ่งขึ้น 1,550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,450 บาท

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (3 ก.ค.69) บวก 6.65 จุด ดัชนี 1,600.21 จุด

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (3 ก.ค.69) ประเทศไทยมีฝนตกหนักในภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก 70% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60%

9. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (2 ก.ค.69) พุ่ง 594.83 จุด คลายกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย หลังจ้างงานต่ำกว่าคาด

10. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (2 ก.ค.69) บวก 43.30 เหรียญ จ้างงานต่ำกว่าคาด ลดโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย

11. ประกาศ กปน.: 7 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภ

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (2 ก.ค.69) บวก 5.33 จุด ดัชนีื 1,593.56 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (2 ก.ค.69) บวก 3.99 จุด ดัชนี 1,592.22 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นกลับขึ้นมายืนเหนือแนวรับจิตวิทยา 4,000 เหรียญ หลังเมื่อวานร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,960 เหรียญ และทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,115 เหรียญ

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 6, 2026, 1:12 am