เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เมื่อโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินไทย


 
• ความเสี่ยงจาก Climate Change ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภัยธรรมชาติ แต่สามารถส่งผ่านมายังภาคการเงิน จนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบได้
 
• ประเทศไทยมีความเปราะบางต่อ Climate Risk มากกว่าหลายประเทศ จากทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การพึ่งพาสินเชื่อธนาคาร และข้อจำกัดในการปรับตัวของภาคธุรกิจ
 
• การบริหาร Climate Risk จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและระบบการเงินในระยะยาว 

หน้าที่ของธนาคารกลางคือ ดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน ไม่ใช่สภาพอากาศ
 
แต่ในวันนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกกลับต้องศึกษาเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าอย่างจริงจัง
 
เหตุผลไม่ใช่เพราะธนาคารกลางต้องการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เพราะภัยธรรมชาติกำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ผ่านรายได้ของธุรกิจ มูลค่าทรัพย์สิน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้
 
เมื่อความเสียหายเหล่านี้ขยายวงกว้าง ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่สิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่สามารถส่งผ่านเข้าสู่ระบบการเงิน และกลายเป็นประเด็นที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
 
งานศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) ช่วยให้เห็นว่า Climate Risk กำลังพัฒนาไปสู่ ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่สามารถส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและภาคการเงิน โดยเฉพาะผ่าน ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึง มูลค่าของสินทรัพย์และหลักประกันทางการเงิน
 
Climate Risk มี 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน
 
1 Transition Risk (ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน)
 ความเสี่ยงประเภทนี้ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติโดยตรง แต่เกิดจากการที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
 
เมื่อหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการต่าง ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม หรือสนับสนุนพลังงานสะอาด ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงอาจเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และมีผลประกอบการที่อ่อนแอลง
 
เมื่อรายได้ลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ก็ลดลงตาม และความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินก็เพิ่มขึ้น
 
2 Physical Risk (ความเสี่ยงทางกายภาพ)
อีกด้านหนึ่ง ผลกระทบจากน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ หรือคลื่นความร้อน สามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงาน พื้นที่เกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุปทาน
 
เมื่อธุรกิจต้องหยุดการผลิตหรือมีต้นทุนสูงขึ้น รายได้ย่อมลดลง ขณะที่มูลค่าทรัพย์สินและหลักประกันก็อาจปรับตัวลดลง ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดกับธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ส่งต่อมายังภาคการเงินด้วย
 
แม้ Transition Risk และ Physical Risk จะมีสาเหตุแตกต่างกัน แต่ทั้งสองล้วนมีปลายทางเดียวกัน คือการเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบการเงิน
 
เหตุใดประเทศไทยจึงมีความเปราะบางต่อ Climate Risk
 
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลก แต่กลับเผชิญผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง
 
ความเปราะบางของไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน
 
1 ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น
ประเทศไทยเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
 
2 ภาคธุรกิจไทยยังพึ่งพาสินเชื่อจากธนาคารเป็นหลัก
 
ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังอาศัยสินเชื่อจากธนาคารเป็นแหล่งเงินทุนหลัก เมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบจาก Climate Risk รายได้และกระแสเงินสดย่อมลดลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และความเสี่ยงสามารถส่งผ่านเข้าสู่ระบบธนาคารได้อย่างรวดเร็ว
 
3 SMEs ยังมีข้อจำกัดในการปรับตัว
 
แม้หลายธุรกิจเริ่มลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ แต่ SMEs จำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึง Green Finance ทำให้การเปลี่ยนผ่านทำได้ช้ากว่าที่ควร
 
Climate Risk ส่งผ่านมาสู่ระบบการเงินได้อย่างไร
 
แม้ Physical Risk และ Transition Risk จะมีสาเหตุแตกต่างกัน แต่ทั้งสองล้วนส่งผลต่อระบบการเงินผ่านกลไกที่คล้ายคลึงกัน
 
เมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะจากโรงงานที่ต้องหยุดการผลิตเพราะน้ำท่วม หรือจากต้นทุนที่สูงขึ้นเพราะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ผลประกอบการย่อมอ่อนแอลง
 
เมื่อรายได้ลดลง ความสามารถในการชำระหนี้ก็ลดลงตาม และความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินก็เพิ่มขึ้น
 
หากเกิดขึ้นกับธุรกิจจำนวนมากพร้อมกัน ความเสี่ยงก็อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงลูกหนี้บางราย แต่สามารถลุกลามไปสู่ระบบการเงินในวงกว้างได้
 
กล่าวโดยสรุป กลไกการส่งผ่านมีลักษณะดังนี้
 
ภัยธรรมชาติหรือการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
 
  • ผลประกอบการของธุรกิจลดลง
  • ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง
 
  • ความเสี่ยงด้านเครดิตของสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น
  • เสถียรภาพของระบบการเงินอ่อนแอลง
 
นอกจากนี้ Climate Risk ยังอาจกดดันมูลค่าของที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งเป็นหลักประกันของระบบสินเชื่อ หากมูลค่าสินทรัพย์ลดลงในวงกว้าง ความเสี่ยงก็อาจไม่ได้กระทบเฉพาะลูกหนี้หรือสถาบันการเงินบางแห่ง แต่สามารถลุกลามจนกลายเป็น ความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk)ได้
 
 ใครคือกลุ่มเสี่ยงสูง
 
กลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อ Climate Risk ได้แก่
• ภาคเกษตรกรรม
• ภาคพลังงาน
• อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น
• ธุรกิจที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสภาพอากาศ
 
หากภาคส่วนเหล่านี้เผชิญความเสียหายอย่างต่อเนื่อง คุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงินก็อาจอ่อนแอลง และส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบการเงินในภาพรวม
 
ประเทศไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
 
การรับมือกับ Climate Risk ไม่ใช่หน้าที่ของภาคสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน
 
แนวทางสำคัญ ได้แก่
• นำ Climate Risk เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน
• พัฒนา Climate Stress Test เพื่อประเมินผลกระทบในสถานการณ์ต่าง ๆ
• ส่งเสริม Green Finance และ Sustainable Finance เพื่อสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจ
• เพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อเร่งการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
 
บทสรุป
ในอดีต ความเสี่ยงที่ธนาคารต้องติดตามอาจมาจากวัฏจักรเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ย หรือความผันผวนของตลาดการเงิน
 
แต่ในวันนี้ สภาพภูมิอากาศกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กำหนดเสถียรภาพของระบบการเงิน
 
ยิ่งภาคธุรกิจปรับตัวได้เร็วเท่าไร ระบบการเงินก็จะยิ่งมีความมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น
 
การบริหาร Climate Risk จึงไม่ใช่เพียงการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่คือการลดความเปราะบางของเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพในการปรับตัวของภาคธุรกิจ และสร้างระบบการเงินที่แข็งแกร่งพอจะรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ก.ค. 2569 เวลา : 16:48:09
08-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (7 ก.ค.69) ลบ 12.75 จุด ดัชนี 1,604.13 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (7 ก.ค.69) ลบ 20.11 จุด ดัชนี 1,596.77 จุด

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (6 ก.ค.69) บวก 155.84 จุด รับแรงซื้อหุ้นเทคฯ จับตารายงานประชุมเฟด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (6 ก.ค.69) บวก 41.80 ดอลลาร์ นักลงทุนคลายความกังวลเฟดไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ก.ค.69) ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ 20-30%

6. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่ยังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 4,100 เหรียญ ขณะที่ราคาทองคำไทยยังทรงตัวเหนือ 65,000 บาท

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (7 ก.ค.69) ปรับลดลง 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,200 บาท

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (7 ก.ค.69) ลบ 4.29 จุด ดัชนี 1,612.59 จุด

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (7 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 9 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนวิภาวดีรังสิต

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 ก.ค.69) บวก 5.60 จุด ดัชนี 1,616.88 จุด

13. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหว 32.70-33.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบาย Fed

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (6 ก.ค.69) ลบ 1.58 จุด ดัชนี 1,609.70 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำดีดตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเช้าวันนี้ได้รับแรงซื้อจากตลาดเอเชีย หนุนให้ราคาขยับขึ้นใกล้ทดสอบบริเวณ 4,200 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 8, 2026, 6:46 am