เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ "ไตรมาส 2/2569 เศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงที่ 4.3%YoY ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ตอกย้ำทิศทางการเติบโตเชิงคุณภาพ"


GDP จีนไตรมาส 2/2569 เติบโต 4.3%YoY ต่ำสุดในรอบ 12 ไตรมาส

ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ชะลอลงอยู่ที่ 4.3%YoY และต่ำกว่าเป้าหมายของทางการจีนปี 2569 ที่ 4.5-5.0% โดยปัจจัยหนุนยังมาจากภาคการผลิต และการส่งออกโดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Hi-tech ขณะที่ปัจจัยกดดันยังมาจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ และการลงทุนในประเทศที่หดตัว โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569

 


ตัวเลขที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทางการ สะท้อนว่า ทางการจีนยอมรับการเติบโตที่ชะลอลงในระยะสั้น เพื่อแลกกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพการเติบโต (High-quality development) ในระยะยาว โดยมีเหตุผลสำคัญ 2 ประการ

1. Growth model เดิมที่พึ่งพาการลงทุนภาครัฐเริ่มถึงข้อจำกัด

ในอดีต จีนขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นเป็นหลัก แต่แลกมาด้วยภาระหนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นที่สะสมสูง จนไม่สามารถใช้โมเดลเดิมกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป ปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างมากกว่าการเร่ง GDP โดยเร่งแก้ปัญหาหนี้แฝง (Hidden Debt) ผ่านโครงการปรับโครงสร้างหนี้ (Debt Swap Program) ส่งผลให้วงเงินพันธบัตรรัฐบาลพิเศษบางส่วนที่เคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ถูกนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูฐานะการคลังของรัฐบาลท้องถิ่นแทน

ทิศทางดังกล่าวจึงสะท้อนว่าจีนยอมแลกการเติบโตที่ต่ำลงในระยะสั้น เพื่อสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

2. ปัญหาหลักของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่อุปสงค์มากกว่าอุปทาน

แม้กำลังการผลิตยังขยายตัว แต่รายได้ครัวเรือนยังมีความไม่แน่นอน การว่างงานยังอยู่ในระดับสูง และความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนลดลงจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวลง เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุปสงค์ จึงเกิดการแข่งขันด้านราคา กดดันเงินเฟ้อและกำไรภาคธุรกิจ หรือที่จีนเรียกว่า Involution (??)

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงหลีกเลี่ยงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบอัดฉีดครั้งใหญ่ และหันมาใช้มาตรการที่มุ่งฟื้นอุปสงค์และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การสนับสนุนการบริโภค และการปฏิรูประบบประกันสังคม ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลา จึงทำให้การฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ช่วงที่เหลือของปี 2569 เศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างไม่ทั่วถึง (K-shaped) (รูปที่ 2) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทั้งปี 2569 จะเติบโตที่ 4.5%

ฝั่งอุปทานยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น ผลผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (+39.3%YoY, YTD) และ lithium-ion batteries (+28.0%YoY, YTD) ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการส่งออกครึ่งแรกของปี 69 ที่เติบโตแข็งแกร่งจากแรงหนุนของการส่งออกสินค้า Hi-tech ตามเทรนด์โลก

แนวโน้มการส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงเรื่องการบังคับใช้มาตรา 301 ในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน และการบังคับใช้แรงงานที่ต้องติดตาม หลังมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 ก.ค.69 นี้ แม้จีนได้ทยอยลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ผ่านการกระจายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคอื่น โดยสัดส่วนการส่งออกจีนไปสหรัฐฯ ปี 2568 อยู่ที่ 11% ลดลงจาก 19% ปี 2561 รวมถึงการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นมายังอาเซียน เช่น สิ่งทอ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (สัดส่วนราว 20% ของการส่งออกทั้งหมด) เช่นโทรศัพท์ และคอมพิวเตอร์ ดังนั้น ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษียังขึ้นอยู่กับขอบเขตของมาตรการ และอัตราภาษี โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินที่จะกระทบอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของจีน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความเข้มงวดในการป้องกันการหลีกเลี่ยงมาตรการส่งออกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งอาจส่งผลต่อรูปแบบการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค

 


ฝั่งอุปสงค์ยังไม่ฟื้นตัว ผลบวกจากการผลิตและส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่งต่อแรงงานในประเทศมีจำกัด ขณะที่ตลาดแรงงานในประเทศยังเปราะบาง โดยเฉพาะอัตราการว่างงานของประชากรอายุ 16–24 ปีที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับการจ้างงานบางส่วนอยู่ในรูปแบบ gig economy ซึ่งมีความไม่แน่นอนด้านรายได้และสวัสดิการ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคยังถูกกดดันและยังต้องระมัดระวังการใช้จ่าย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงมองว่าเศรษฐกิจจีนปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อน แต่ยังเติบโตอยู่ในกรอบเป้าหมายของทางการจีนที่ 4.5% แม้ภาคการผลิต และการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี และการส่งออกยังมีแนวโน้มขยายตัวดี แต่คาดว่ายังไม่พอที่จะชดเชยความอ่อนแอของอุปสงค์ภายในประเทศได้ อีกทั้งยังมีประเด็นความเสี่ยงทางการค้า และเทคโนโลยีที่ยังต้องติดตาม ขณะที่มาตรการกระตุ้นมีแนวโน้มดำเนินมาตรการแบบเฉพาะจุด (Targeted stimulus) มากกว่ามาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ โดยล่าสุดทางการจีนมีการแจกคูปองเพื่อการบริโภคด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมราว 450 ล้านหยวน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของมูลค่าเศรษฐกิจจีน ด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี 69 ทั้งนี้ ติดตามการประชุม Politburo ปลายเดือนก.ค.69 เกี่ยวกับนโยบายกระตุ้น และทิศทางของเศรษฐกิจจีน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 16 ก.ค. 2569 เวลา : 16:25:09
17-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 0.76 จุด ดัชนี 1,636.05 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวลดลงและหลุดระดับ 4,000 เหรียญ อีกครั้ง ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นวันที่ 6

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (16 ก.ค.69) ลบ 105.67 จุด หุ้นชิปร่วงฉุดตลาด

4. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (16 ก.ค.69) ร่วง 59.70 ดอลลาร์ กังวลสงครามหนุนเงินเฟ้อสูง-กดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 ก.ค.69) ลบ 2.83 จุด ดัชนี 1,632.46 จุด

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 ก.ค.69) ลดลง 600 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,300 บาท

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ก.ค.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 40% ภาคอื่นๆ 30%

10. ประกาศ กปน.: 21 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนกิ่งแก้วตัดถนนหนามแดง-บางพลี

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (16 ก.ค.69) บวก 5.08 จุด ดัชนี 1,635.29 จุด

12. ประกาศ กปน.: 21 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนกิ่งแก้วตัดถนนหนามแดง-บางพลี

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (16 ก.ค.69) บวก 7.06 จุด ดัชนี 1,637.27 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ก.ค.69) ลบ 17.90 ดอลลาร์ กังวลสงครามยืดเยื้อหนุนราคาน้ำมันขึ้นสูง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 17, 2026, 2:12 pm