เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Weekly Brief: ทรัมป์คงภาษียาสามัญนำเข้าที่ 0% อีก 2 ปี ก่อนทยอยปรับขึ้น ขณะที่ไทยเร่งทบทวนผลคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 และดูแลผู้ได้รับผลกระทบ


 
• ทรัมป์ประกาศคงภาษีนำเข้ายาสามัญที่ 0% ต่อไปอีก 2 ปีนับจากวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ก่อนปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และ 200% หลังจากนั้น เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตในสหรัฐฯ ขณะที่นโยบายภาษีสำหรับยาต้นตำรับยังคงเดิม
 
• ผลตรวจสอบผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พบผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียน 18.8 ล้านราย ลดลงจากรอบก่อน โดยรัฐบาลระบุว่าเป็นผลจากการปรับเกณฑ์และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐ ขณะที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับข้อมูลรายได้และทรัพย์สินที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
 
• รัฐบาลเตรียมดูแลผู้ถือบัตรรายเดิมและผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บางส่วนราว 6 ล้านคน ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เป็นเวลา 2 เดือน พร้อมจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และทบทวนเกณฑ์การถือครองรถเก่าและสถานะผู้เรียนในกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น
 
1. ทรัมป์ประกาศคงภาษี 0% สำหรับยาสามัญนำเข้าอีก 2 ปี ก่อนปรับขึ้นเป็น 100% และ 200% หวังดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ
 
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ยาสามัญ (Generic Drugs) ทุกชนิดที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ จะยังคงถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 0% ต่อไปอีก 2 ปี ก่อนปรับขึ้นเป็น 100% เป็นเวลา 1 ปี และเพิ่มเป็น 200% หลังจากนั้น โดยระบุว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตยาสามัญขยายหรือย้ายฐานการผลิตมายังสหรัฐฯ ขณะที่บริษัทที่ไม่ลงทุนในโรงงานและอุปกรณ์การผลิตภายในกรอบเวลาที่กำหนดจะต้องเผชิญภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
 
มาตรการดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้อำนาจตามมาตรา 232 แห่งพระราชบัญญัติการขยายการค้า ปี ค.ศ. 1962 ซึ่งเป็นกฎหมายที่สหรัฐฯ เคยใช้จัดเก็บภาษีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศมาก่อน ยาสามัญคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของใบสั่งยาทั้งหมดในสหรัฐฯ และเป็นกลุ่มยาที่มีการนำเข้าในปริมาณมาก จึงถูกมองว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการดึงฐานการผลิตกลับเข้าสหรัฐฯ ขณะที่นโยบายที่เกี่ยวข้องกับยาต้นตำรับ ซึ่งเป็นยาที่ยังไม่หมดสิทธิบัตรและมีราคาสูงกว่า จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง
 
ประเทศที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากที่สุดคืออินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกยาสามัญรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2568 อินเดียส่งออกยาไปยังสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 9.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38% ของการส่งออกยาทั้งหมดของประเทศ
BBL Research เห็นว่า
 
• กรอบเวลา 2 ปีก่อนการปรับขึ้นภาษีเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตยาสามัญประเมินทางเลือกระหว่างการลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือการรับภาระภาษีที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของมาตรการ ต้นทุนการผลิต และความชัดเจนของข้อยกเว้นต่าง ๆ
 
• เนื่องจากยาสามัญมีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ การตั้งฐานการผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งมีต้นทุนแรงงานและการดำเนินงานสูงกว่าอินเดียและจีน อาจไม่คุ้มค่าสำหรับยาหลายประเภท ดังนั้น มาตรการดังกล่าวจึงอาจนำไปสู่การย้ายฐานการผลิตเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงหรือมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการย้ายฐานการผลิตยาสามัญทั้งหมด
 
• หากมีการจัดเก็บภาษีตามอัตราที่ประกาศตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2571 ต้นทุนยานำเข้าอาจเพิ่มขึ้น โดยภาระดังกล่าวอาจถูกกระจายระหว่างผู้ผลิต ผู้นำเข้า บริษัทประกัน ระบบสาธารณสุข และผู้บริโภค นอกจากนี้ หากผู้ผลิตบางรายลดการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดแคลนยาบางรายการ ขณะที่ผู้ผลิตบางส่วนอาจหันไปขยายตลาดในประเทศอื่น ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดยาทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป
 
• ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ รายละเอียดและฐานกฎหมายของมาตรการ ข้อยกเว้นสำหรับยาที่มีความจำเป็น ท่าทีของผู้ผลิตรายใหญ่จากอินเดีย จีน และยุโรป ตลอดจนผลกระทบต่อราคายา ปริมาณยา และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยาโลก
 
2. ผลตรวจสอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีผู้ผ่านเกณฑ์ลดลง รัฐเร่งทบทวนข้อมูลและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ
 
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยผลตรวจสอบคุณสมบัติผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 พบผู้ผ่านเกณฑ์ 9.5 ล้านราย และไม่ผ่านเกณฑ์ 9.3 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.8 ล้านราย เทียบกับรอบปี 2565 ที่มีผู้ได้รับสิทธิประมาณ 13.2 ล้านราย โดยการคัดกรองครั้งนี้เชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 แห่ง ครอบคลุมทั้งรายได้ ทรัพย์สิน และการถือครองยานพาหนะ จำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ที่ลดลงไม่ได้สะท้อนว่าผู้มีรายได้น้อยลดลงหรือระบบคัดกรองมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลจากการปรับหลักเกณฑ์และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพิ่มเติมในการพิจารณาคุณสมบัติ
 
ข้อร้องเรียนสำคัญแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กรณีข้อมูลระบุว่าผู้ลงทะเบียนถือครองรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เกินเกณฑ์ ทั้งที่รถบางคันถูกจำหน่าย สูญหาย หรือหมดสภาพไปแล้ว แต่ข้อมูลทางทะเบียนยังไม่ได้รับการปรับปรุง และกรณีมีข้อมูลรายได้จากภาษีหัก ณ ที่จ่าย ทั้งที่ผู้ลงทะเบียนยืนยันว่าไม่เคยได้รับรายได้ดังกล่าว อีกประเด็นหนึ่งคือ ประชาชนบางรายอาจถูกนำชื่อไปใช้เป็นลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท กระทรวงการคลังจึงเตรียมตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายหากพบการกระทำผิด และเร่งคืนสิทธิให้ผู้มีคุณสมบัติภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
 
นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ทบทวนหลักเกณฑ์ที่อาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง โดยเฉพาะการถือครองรถเก่าที่หมดสภาพแต่ยังมีชื่ออยู่ในทะเบียน และสถานะของผู้ที่กำลังศึกษาในสกร. พร้อมมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบกเร่งปรับปรุงฐานข้อมูลทะเบียนรถ และให้กระทรวงการคลังทบทวนเกณฑ์คัดกรองในภาพรวม
 
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังเตรียมเสนอโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ถือบัตรรายเดิมที่ไม่ได้ทบทวนสิทธิและผู้ไม่ผ่านเกณฑ์บางส่วน รวมกว่า 6 ล้านคน ได้รับสิทธิเพิ่มเติมเป็นเวลา 2 เดือนในช่วงเดือนสิงหาคม–กันยายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบระหว่างการทบทวนข้อมูล ทั้งนี้ การได้รับสิทธิดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดจะได้รับคืนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ
 
ภาครัฐยังเตรียมเปิดศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ยื่นทบทวนสิทธิได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม และแก้ไขข้อมูลภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 พร้อมพิจารณาขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพิ่มเติม ทั้งนี้ โฆษกรัฐบาลระบุว่า ฐานข้อมูลบางส่วนไม่ได้รับการปรับปรุงมานานกว่า 4–5 ปี ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียน ขณะที่การสำรวจเชิงรุกในรอบนี้ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยที่ไม่เคยอยู่ในฐานข้อมูลเดิมเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นประมาณ 2.3 ล้านคน
 
BBL Research เห็นว่า
 
• การตรวจสอบครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการจัดระเบียบข้อมูลรายได้และการจ้างงานให้ถูกต้อง และช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับออกแบบนโยบายสวัสดิการ ภาษี และแรงงานในอนาคต ทั้งนี้ การนำประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีไม่ได้หมายความว่าผู้มีรายได้น้อยทุกคนจะต้องเสียภาษี แต่เป็นการทำให้รายได้และสถานะการทำงานได้รับการบันทึกอย่างถูกต้อง
 
• การเชื่อมโยงข้อมูลภาษี รายได้ ทรัพย์สิน และข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐกว่า 50 แห่ง ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของระบบสวัสดิการไทย เพราะช่วยให้ภาครัฐเห็นสถานะทางเศรษฐกิจของประชาชนได้รอบด้านมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของระบบไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบัน และสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน การพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะเป็นรากฐานสำคัญของการจัดสวัสดิการที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและใช้ทรัพยากรภาครัฐได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น
 
• มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” และการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) จะช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ความเชื่อมั่นต่อระบบจะขึ้นอยู่กับกระบวนการทบทวนสิทธิที่เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และไม่ผลักภาระการพิสูจน์ข้อมูลไปยังประชาชนมากเกินไป โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ที่เข้าถึงบริการดิจิทัลได้จำกัด
 
• ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการตรวจสอบกรณีประชาชนถูกนำชื่อไปใช้เป็นลูกจ้างโดยไม่ได้รับอนุญาต แนวทางป้องกันการสวมสิทธิ การคุ้มครองผู้เสียหาย และการคืนสิทธิแก่ผู้มีคุณสมบัติแก่ผู้เสียหาย การทบทวนเกณฑ์การถือครองรถเก่าและสถานะผู้เรียนใน สกร. ตลอดจนประสิทธิภาพของ One Stop Service ในการแก้ไขข้อมูลและคืนสิทธิให้ผู้มีคุณสมบัติภายในกรอบเวลาที่กำหนด
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 24 ก.ค. 2569 เวลา : 17:50:11
24-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) บวก 3.36 จุด ดัชนี 1,644.39 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 ก.ค.69) ลบ 4.72 จุด ดัชนี 1,636.31 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวลดลงอีกครั้ง หลุดระดับ 4,100 เหรียญ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นวันที่ 13

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.70-33.95บาท/ดอลลาร์

5. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.83 บาทต่อดอลลาร์

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (24 ก.ค.69) ร่วงลง 700 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,600 บาท

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (23 ก.ค.69) ร่วงแรง 506.93 จุด หวั่นน้ำมันพุ่งหนุนเงินเฟ้อ-วิตกบิ๊กเทคทุ่มใช้จ่าย AI

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (23 ก.ค.69) ร่วงแรง 101.70 ดอลลาร์ วิตกน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อสูง-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (24 ก.ค.69) ฝนตกหนักในภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) ลบ 16.18 จุด ดัชนี 1,624.85 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 1.69 จุด ดัชนี 1,641.03 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อวานนี้ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบสัปดาห์ที่ 4,166 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไร

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 4.56 จุด ดัชนี 1,643.90 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.65-33.90 บาท/ดอลลาร์

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ค.69) บวก 5.23 จุด ดัชนี 1,644.57 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 24, 2026, 7:20 pm