เอสเอ็มอี
พาณิชย์แนะแพลตฟอร์มกลางการค้าออนไลน์ "Thaitrade.com" โอกาสสำหรับ SMEs ไทย ขยายตลาดไปยังต่างประเทศ


แพลตฟอร์มกลางการค้าออนไลน์โอกาสสำหรับ SMEsไทย เว็บ Thaitrade กระทรวงพาณิชย์ สร้างมูลค่าตลาดส่งออก 2 พันล้านบาทต่อปี มีรายการสินค้า 2 แสนรายการ มีบริการ TopThai นำสินค้าไทยคุณภาพดีไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มพันธมิตรระดับโลก เช่น Amazon ในสหรัฐอเมริกา, Shopee แนะนำไทยช่วยไทย Next Commerce” ร่วมกับแพลตฟอร์ม Next Gen และ Thailand Postmart มอบคูปองส่วนลดสูงสุดร้อยละ 60 และงดเว้นค่า GP ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

 
วันที่ 1 ส.ค.2569 นายวุฒิศักดิ์ กาญจนาภรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บรรยายในหัวข้อ แพลตฟอร์มกลางการค้าออนไลน์โอกาสสำหรับ SMEsไทย ในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอดยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า สำนักฯ มีเว็บไซต์หลักคือ Thaitrade.com เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เว็บไซต์นี้เปิดดำเนินการมานานกว่า 10 ปี บริการของเว็บไซต์ประกอบด้วยการให้คำปรึกษาด้านการค้าออนไลน์ การจัดคู่ธุรกิจ (Business Matching) บริการถ่ายภาพสินค้า และการเขียนเนื้อหา (Content) โดยแพลตฟอร์มนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทูตพาณิชย์ทั่วโลกใช้ในการค้นหาผู้ประกอบการไทยเพื่อแนะนำให้แก่ผู้นำเข้าที่ต้องการสินค้าประเภทต่างๆ เช่น อาหาร เครื่องประดับ

นับตั้งแต่เปิดใช้งาน มีผู้ซื้อจากต่างประเทศลงทะเบียนในระบบกว่า 220,000 ราย และมีสมาชิกผู้ขายประมาณ 27,000 ราย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีสมาชิกที่ยังคงดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องประมาณ 8,000 ถึง 10,000 ราย เว็บไซต์มียอดผู้เข้าชมรวมกว่า 18 ล้านครั้ง และมีรายการสินค้าเกือบ 200,000 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอาหารอบแห้งและเครื่องประดับที่มีอายุการเก็บรักษานาน ข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เว็บไซต์สามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี

 
นายวุฒิศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิก Thaitrade.com จะได้รับความน่าเชื่อถือเนื่องจากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีเครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลกในการประชาสัมพันธ์สินค้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับรูปแบบการค้า B2B และในปีนี้กำลังขยายไปสู่รูปแบบ B2C เพื่อรองรับการส่งสินค้าตัวอย่าง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเพียงในส่วนของการขนส่ง ภายใต้เงื่อนไขต้องเป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อต่างประเทศที่มักสั่งซื้อสินค้าเป็นตู้คอนเทนเนอร์

“เทคนิคการขายออนไลน์ ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของสินค้าที่ต้องมีความชัดเจนและดึงดูดใจ รวมถึงความสำคัญของรีวิวจากผู้ใช้งานจริงซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากกว่าคำโฆษณา ปัจจุบันกรมฯ มีศูนย์บริการที่สนามบินน้ำและรัชดาภิเษกเพื่อจัด Workshop ให้คำปรึกษาด้านการถ่ายภาพ และการใช้เอไอในการเขียนคำโฆษณา การสร้างวิดีโอสั้นจากภาพนิ่งเพื่อใช้โปรโมทสินค้า”นายวุฒิศักดิ์  กล่าว

นายวุฒิศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมฯมี Online Business Matching (OBM) เริ่มต้นในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เป็นช่องทางให้ผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าต่างประเทศผ่านระบบ Zoom ในการเจรจาธุรกิจ โดยผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมที่ดี ทั้งระบบอินเทอร์เน็ต สถานที่ปราศจากเสียงรบกวน การแต่งกายที่สุภาพเพื่อเป็นการให้เกียรติคู่ค้า และการนำเสนอข้อมูลสินค้าที่กระชับแต่ครบถ้วนภายในเวลาที่จำกัด โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ในการให้รายละเอียดสินค้า มาตรฐานการรับรอง  และการเจรจาต่อรองให้เหมาะสม

นอกจากนี้ กรมฯ ได้ดำเนินโครงการ Cross-border E-commerce ภายใต้ชื่อ TopThai โดยการนำสินค้าไทยคุณภาพดีไปวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มพันธมิตรระดับโลก เช่น Amazon ในสหรัฐอเมริกา, Shopee ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Tmall ในจีน และ Rakuten ในญี่ปุ่น โครงการนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้นผ่านร้านค้าของรัฐบาลไทย โดยมีทีมงานให้คำแนะนำในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มของแต่ละประเทศ

 
ด้าน นายปรัชญา ไพโรจน์กุลมณี ผู้อำนวยการกองพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปี 2567 มีตัวเลขที่สูงมากถึง 14 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ดึงดูดให้มีผู้เล่นรายใหม่ชาวไทยกล้ากระโดดเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ เพราะแม้จะครองส่วนแบ่งตลาดได้เพียงร้อยละ 1 ก็คิดเป็นมูลค่ามหาศาลถึงหนึ่งแสนล้านบาทแล้ว ในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยเองก็มีความคุ้นเคยกับการใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้เป็นอย่างดีจากการสำรวจช่องทางการขายออนไลน์ พบว่าช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการขายผ่านเว็บไซต์ของตนเอง ตามมาด้วย Marketplace และโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram และ TikTok

นายปรัชญา กล่าวว่า ต้นทุนของผู้ประกอบการในการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนั้น ค่าธรรมเนียม GP (Gross Profit) เป็นเพียงส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าโฆษณา ค่าเข้าร่วมโปรโมชั่นแคมเปญต่าง ๆ เช่น 8.8 ในส่วนของแพลตฟอร์มสัญชาติไทย ปัจจุบันมีผู้เล่นในตลาดประมาณ 8 ราย เช่น แพลตฟอร์มในเครือ CP อย่าง “All Place” (MS), Next Gen, และ Thailand Postmart อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักแพลตฟอร์มเหล่านี้ ทางภาครัฐโดยกระทรวงพาณิชย์จึงได้จัดทำโครงการ “ไทยช่วยไทย Next Commerce” ร่วมกับแพลตฟอร์ม Next Gen และ Thailand Postmart เพื่อมอบคูปองส่วนลดสูงสุดร้อยละ 60 และงดเว้นค่า GP ให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนให้แพลตฟอร์มไทยเติบโตและเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค

 
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังมีโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการออนไลน์ผ่านหลายโครงการ เช่น โครงการ “OMG” สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และโครงการ “The Influencer Journey” ที่มุ่งสร้างตัวตนให้แก่ผู้บริหาร (CEO Branding) กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือผู้ประกอบการขายข้าวสารที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึงหนึ่งพันล้านบาทต่อปีผ่านระบบ “Affiliate Marketing” หรือการตลาดแบบพันธมิตร ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นนำสินค้าไปแนะนำต่อผ่านการ “ปักตะกร้า” ใน TikTok หรือการแปะลิงก์ใน YouTube แล้วรับค่าคอมมิชชันโดยไม่ต้องมีสต็อกสินค้าเอง อีกทั้งยังมีระบบ MCN (Multi-Channel Network) ซึ่งทำหน้าที่เป็นค่ายดูแลเหล่านักขายออนไลน์ให้สามารถต่อรองผลประโยชน์กับเจ้าของสินค้าได้ดีขึ้น

ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กล่าวต่อว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในโลกออนไลน์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้จัดให้มีการจดทะเบียนเครื่องหมาย “DBD Registered” เพื่อรับรองการมีตัวตนของร้านค้าออนไลน์ ซึ่งนอกจากนี้ ภาครัฐยังมีแผนร่วมกับ Shopee ในโครงการ “Global Seller” ที่จะนำร้านค้าไทยที่มียอดขายดีไปเปิดตลาดในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ โดยจะช่วยสนับสนุนด้านการแปลภาษาและการทำโปรโมชั่น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคมนี้

แนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทย คือ การไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์ม Marketplace เพียงอย่างเดียว แต่ควรมีการพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองเพื่อเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้า (Customer Data) ซึ่งแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ไม่เปิดเผยให้ทราบ การเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำมาทำ CRM (Customer Relationship Management) เช่น การใช้ LINE Official Account ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าเดิมและมอบโปรโมชั่นพิเศษ จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมากกว่า”นายปรัชญา ไพโรจน์กุลมณี ผู้อำนวยการกองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กล่าว

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 01 ส.ค. 2569 เวลา : 18:40:54
02-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 5 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนพระสุเมรุตัดถนนราชดำเนินกลาง (ปรับแก้พื้นที่ผลกระทบ)

2. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนเทอดไท

3. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

4. ประกาศ กปน.: 4 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภตัดถนนจตุรทิศ

5. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (31 ก.ค.69) บวก 25.53 จุด ดัชนี 1,623.64 จุด

6. MTS Gold คาดราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways โดยแกว่งตัวผันผวนในกรอบระยะสั้นบริเวณ 4,030 - 4,100 เหรียญ

7. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (31 ก.ค.69) บวก 24.30 จุด ดัชนี 1,622.41 จุด

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (30 ก.ค.69) บวก 613.92 จุด รับผลประกอบการ Microsoft, หุ้นชิปพุ่งหนุนตลาด

9. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (30 ก.ค.69) บวก 63.60 เหรียญ รับดอลลาร์อ่อนค่า-เงินเฟ้อชะลอตัว

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (31 ก.ค.69) ทุกภาคทั่วไทยฝนตกหนักถึงหนักมาก 70% ระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (31 ก.ค.69) ลดลง 100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,450 บาท

12. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (31 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 33.41 บาทต่อดอลลาร์

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (31 ก.ค. 69) บวก 14.29 จุด ดัชนี 1,612.40 จุด

14. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.30-33.55 บาท/ดอลลาร์

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (30 ก.ค.69) ลบ 26.36 จุด ดัชนี 1,598.11 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 2, 2026, 1:36 pm