.jpg)
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 33.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยนักลงทุนยังคงติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่กับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก
ปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณอ่อนตัวกว่าคาด โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls: NFP) เดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 80,000 ตำแหน่ง อีกทั้งตัวเลขการจ้างงานในช่วงสองเดือนก่อนหน้ายังถูกปรับลดลงรวม 103,000 ตำแหน่ง แม้อัตราการว่างงานจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.1% จาก 4.2% แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานที่ลดลงสู่ระดับ 61.4%
ขณะเดียวกัน ตัวเลขตลาดแรงงานด้านอื่นยังสะท้อนการชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP เดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 44,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 70,000 ตำแหน่ง ส่วนจำนวนตำแหน่งงานเปิดรับสมัคร ลดลงมาอยู่ที่ 7.359 ล้านตำแหน่ง บ่งชี้ว่าความต้องการแรงงานเริ่มอ่อนแรงลง แม้อัตราการลาออกจากงานและการเลิกจ้างยังทรงตัวในระดับเดิม
อย่างไรก็ดี ภาคธุรกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่ง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (ISM Manufacturing PMI) เดือนกรกฎาคมปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.6 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 สะท้อนการฟื้นตัวของภาคการผลิต ยอดคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน ขณะที่ดัชนีภาคบริการ (ISM Services PMI) อยู่ที่ 54.1 จุด และยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 25 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาจ่าย (Prices Index) ยังชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจ
ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกเพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประเด็นการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรและข้อเรียกร้องด้านค่าชดเชยยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะที่เหตุการณ์โจมตีจากกลุ่มฮูตียังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของตลาดในระยะถัดไป
สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ทีทีบีระบุว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 33.03 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สอดคล้องกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ หลังข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดประเมินอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้นักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังได้รับแรงสนับสนุนจากความคืบหน้าในการเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา และมีส่วนช่วยหนุนทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มเติม
ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์ฯ และความผันผวนของค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี.
ข่าวเด่น