เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : GDP ไทย 2.3% ยังไปถึงได้ไหม เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังไม่ได้แรงเท่ากัน


 

          By วิภาดา จิณณวาโส
 
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 กำลังจะเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของเศรษฐกิจไทย เมื่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เตรียมประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ซึ่งไม่เพียงบอกว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ที่ผ่านมา เติบโตมากน้อยเพียงใด แต่ยังทำหน้าที่เสมือน "จุดตรวจในช่วงครึ่งทาง" ว่าเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งปีที่ 2.3% ตามประมาณการล่าสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังอยู่ในระยะที่ไปถึงได้หรือไม่

ตัวเลขดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญ เพราะหลังจากนั้นเพียง 9 วัน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประชุมในวันที่ 26 สิงหาคม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปจากช่วงที่จัดทำประมาณการครั้งก่อน ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐ ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน การท่องเที่ยว ไปจนถึงความผันผวนของค่าเงินบาท

ปัจจุบัน ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 2.3% เพิ่มจากประมาณการในช่วงก่อนหน้า โดยมองว่าเศรษฐกิจได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center รวมถึงมาตรการภาครัฐ ขณะที่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางบางด้านไม่ได้รุนแรงเท่ากับสมมติฐานที่เคยกังวล อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคาดว่าการเติบโตจะชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 สะท้อนว่า 2.3% ในปีนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่เส้นทางการเติบโตสูงอย่างถาวร

ยิ่งเมื่อมองตัวเลขก่อนประกาศ GDP ไตรมาส 2 ภาพก็ไม่ได้สดใสนัก ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ 15 รายจากสำนักข่าว Reuters ประเมินค่ากลางว่า GDP ไทยไตรมาส 2 อาจขยายตัวเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก และหากเทียบกับไตรมาสก่อนแบบปรับฤดูกาลแล้ว เศรษฐกิจอาจหดตัว 0.6% โดยมีการบริโภคภาคครัวเรือนที่อ่อนแรงเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญ

ส่วนข้อมูลของ ธปท. เองก็สะท้อนภาพคล้ายกัน โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ชะลอลงจากไตรมาสก่อน หลังราคาพลังงานและการเดินทางได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การท่องเที่ยวอ่อนแอลง การบริโภคภาคเอกชนและภาคการผลิตชะลอตัว แม้จะยังมีแรงพยุงจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์โลก การส่งออก และการลงทุนใน Data Center ก็ตาม จึงทำให้โจทย์ของ “GDP 2.3%” ไม่ได้อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแรงขับเคลื่อนหรือไม่ เพราะจริง ๆ แล้วมันยังมี เพียงแต่อยู่ที่ว่าเครื่องยนต์เหล่านั้นจะสามารถทำงานพร้อมกันและแรงพอที่จะพาเศรษฐกิจทั้งประเทศไปถึงเป้าหมายได้หรือไม่

เครื่องยนต์แรก การใช้จ่ายและมาตรการภาครัฐ

ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจยังมีแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งสามารถช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่ครัวเรือนเผชิญภาระค่าครองชีพและหนี้สูงได้ โดยจากข้อมูลเดือนมิถุนายนของ ธปท. ก็พบว่าการบริโภคสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้นหลังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญอยู่ระหว่าง “แรงกระตุ้น” กับ “แรงเติบโต” เพราะมาตรการแจกจ่ายหรือสนับสนุนการใช้จ่ายสามารถทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากรายได้ของครัวเรือน การจ้างงาน หรือผลิตภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม เมื่อมาตรการสิ้นสุด แรงส่งทางเศรษฐกิจก็มีโอกาสลดลงเช่นกัน ดังนั้น การใช้จ่ายภาครัฐอาจช่วยให้ GDP ในไตรมาส 3 ดูดีขึ้น แต่การจะพาเศรษฐกิจทั้งปีไปถึง 2.3% ยังต้องอาศัยเครื่องยนต์อื่นเข้ามารับช่วงต่อ

เครื่องยนต์ที่สอง การท่องเที่ยว ซึ่งความหวังถูกฝากไว้กับไตรมาส 4

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ปัจจัยฤดูกาลจะกลับมาเป็นบวก เพราะไตรมาสสุดท้ายของปีเป็น High Season ของการท่องเที่ยว ธปท. ประเมินว่าหากสถานการณ์คลี่คลาย นักท่องเที่ยวต่างชาติมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4 โดยประมาณการทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 33 ล้านคน และคาดว่ารายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ราว 1.45 ล้านล้านบาท

แต่ปัญหาคือการท่องเที่ยวต้องทำหน้าที่มากกว่าเพียง “ฟื้นตัว” เพราะช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้สร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจมากเท่าที่เคยคาดหวัง ซึ่งผลสำรวจของสำนักข่าว Reuters ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงที่เกี่ยวข้องลดลง 3.2% จากปีก่อน ขณะที่ข้อมูล ธปท. พบว่ากิจกรรมโรงแรมและร้านอาหารอ่อนตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ดังนั้น High Season ปลายปีจึงมีความสำคัญมากกว่าปกติ เพราะหากนักท่องเที่ยวกลับมาแรง รายได้จากบริการจะช่วยชดเชยความอ่อนแอในช่วงกลางปี แต่หากฟื้นเพียงเล็กน้อย เครื่องยนต์ตัวนี้อาจไม่สามารถสร้างแรงเร่งได้มากอย่างที่ต้องการ

เครื่องยนต์ที่สาม การส่งออก

หากมองเฉพาะตัวเลข การส่งออกถือเป็นหนึ่งในด้านที่โดดเด่นที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เดือนมิถุนายน มูลค่าการส่งออกขยายตัวถึง 20.8% จากปีก่อน และตลอดครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6% โดยมีสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าที่เชื่อมโยงกับการลงทุนด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ตัวเลขนี้ดูเหมือนเป็นข่าวดีสำหรับเป้าหมาย GDP 2.3% แต่มีรายละเอียดที่ต้องระวัง เพราะการส่งออกเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งพึ่งพาชิ้นส่วนและวัตถุดิบนำเข้าสูง ธปท. ระบุว่าการลงทุนและการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีในไตรมาส 2 มาพร้อมกับการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำมันดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นั่นหมายความว่ามูลค่าการส่งออกที่โตแรงไม่ได้แปลงเป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศทั้งหมด

ยิ่งไปกว่านั้น การส่งออกครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ทั้งภาษีและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับกำลังการผลิตส่วนเกิน หากต้นทุนในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐเพิ่มขึ้น หรือไทยเสียความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แรงส่งจากภาคส่งออกก็อาจลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงขับมากที่สุด

เครื่องยนต์ที่สี่ การลงทุนในเทคโนโลยี AI และ Data Center

นี่อาจเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่น่าจับตามากที่สุด เพราะประเทศไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีโลก การลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI มีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกยังเติบโต แม้เศรษฐกิจส่วนอื่นจะชะลอลง แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าการลงทุนเหล่านี้ “ใหญ่” หรือไม่ หากอยู่ที่ว่ามูลค่าเพิ่มจะกระจายเข้าสู่เศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด เพราะโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีนำเข้าสูงอาจสร้างตัวเลขการลงทุนจำนวนมาก แต่ผลต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และธุรกิจไทยในห่วงโซ่อุปทานอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

ดังนั้นแล้ว จากภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ทั้งหมดจึงมีลักษณะที่น่าสนใจอยู่ที่ บางเครื่องยนต์กำลังหมุนเร็วมาก ขณะที่บางเครื่องยนต์ยังเดินช้า การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนเทคโนโลยีสามารถเติบโตแรง แต่การบริโภคครัวเรือน การท่องเที่ยวบางตลาด ภาคการผลิตบางประเภท และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศอาจไม่ได้รู้สึกถึงการฟื้นตัวในระดับเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การจะทำให้ GDP ทั้งปีขยายตัว 2.3% จึงไม่ได้ต้องการเพียง “มีปัจจัยบวก” แต่ต้องการให้ปัจจัยบวกหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาที่เหลือของปี มาตรการภาครัฐต้องช่วยพยุงการบริโภคได้จริง การท่องเที่ยวต้องกลับมาแข็งแรงใน High Season การส่งออกต้องไม่ชะลอตัวแรงเกินไป วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนด้าน AI ต้องเดินหน้าต่อ ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากภาษีสหรัฐ ตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน และค่าเงินบาทต้องไม่กลายเป็นแรงกระแทกระลอกใหม่ ในมุมนี้ เป้าหมาย GDP ที่ 2.3% จึงยังไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่เศรษฐกิจไทยจะเดินไปถึงได้โดยอัตโนมัติ หาก GDP ไตรมาส 2 ออกมาอ่อนแอกว่าที่คาด ภาระในการสร้างการเติบโตจะถูกโยนไปยังครึ่งปีหลังมากขึ้นทันที และทุกความผิดหวังจากเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งจะทำให้ระยะห่างจากเป้าหมายกว้างขึ้น

แต่ต่อให้ท้ายที่สุดเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวได้ 2.3% จริง ก็ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ “2.3% นั้นเกิดจากอะไร” หากการเติบโตส่วนใหญ่เกิดจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การส่งออก การลงทุน Data Center การท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ ขณะที่รายได้ครัวเรือน ธุรกิจ SMEs และกำลังซื้อภายในประเทศยังฟื้นตัวช้า ตัวเลข GDP ที่สูงขึ้นอาจไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกทางเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่จะดีขึ้นในระดับเดียวกัน

ดังนั้น ตัวเลข GDP วันที่ 17 สิงหาคม จึงมีความหมายมากกว่าการบอกว่าเศรษฐกิจไทยโตเท่าไร เพราะมันจะช่วยให้เห็นว่าเราอยู่ห่างจากเป้าหมาย 2.3% แค่ไหน และเครื่องยนต์ตัวใดกำลังเป็นผู้แบกเศรษฐกิจอยู่จริง โจทย์ของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีจึงไม่ใช่เพียงการพยายามทำให้ตัวเลขสุดท้ายแตะ 2.3% แต่คือการทำให้การเติบโตที่เกิดขึ้นสามารถส่งต่อจากภาคที่กำลังวิ่งเร็ว ไปยังภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ยังเดินช้าได้มากขึ้น เพราะในท้ายที่สุด คุณภาพของการเติบโตอาจสำคัญไม่แพ้ตัวเลขการเติบโตที่ประเทศไทยทำได้บนกระดาษ

LastUpdate 16/08/2569 21:21:27 โดย : Admin
16-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 17 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (14 ส.ค.69) ลบ 5.30 จุด ดัชนี 1,609.06 จุด

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10 - 33.35 บาท/ดอลลาร์

4. MTS Gold คาดราคาทองคำเช้านี้ปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 400 เหรียญ แตะระดับสูงสุดบริเวณ 4,450 เหรียญ

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) บวก 69.72 จุด เงินเฟ้อชะลอตัวหนุนความหวังเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) ลบ 47.10 ดอลลาร์ นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาพุ่งแรง

7. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (14 ส.ค.69) บวก 5.25 จุด ดัชนี 1,619.61 จุด

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (14 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (14 ส.ค.69) ร่วงลง 750 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,800 บาท

10. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (14 ส.ค.69) บวก 4.88 จุด ดัชนี 1,619.24 จุด

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (14 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (13 ส.ค.69) บวก 1.74 จุด ดัชนี 1,614.36 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดทั้งสัปดาห์ โดยวันนี้ขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,450 เหรียญ

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (13 ส.ค.69) ดัชนีอยู่ที่ 1,617.25 จุด บวก 4.63 จุด

15. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.95 - 33.20 บาท/ดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 16, 2026, 9:58 pm