เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
ttb analytics ชี้สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ดันต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างไทยพุ่งกว่า 20% คาดกระทบผู้ผลิตพลาสติกหนักสุด แนะเร่งบริหารจัดหาวัตถุดิบและเสริมสภาพคล่อง เพื่อรองรับความผันผวนในระยะข้างหน้า


 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดว่าต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อกว่าคาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตพลาสติกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงสุด ซึ่งอาจซ้ำเติมสถานการณ์ของผู้ผลิตรายกลางและรายเล็กที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว จากความสามารถในการทำกำไรต่ำ และขีดความสามารถในการแบกรับต้นทุนที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรเร่งบริหารต้นทุน เสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และปรับโมเดลธุรกิจเพื่อรับมือความผันผวนและรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของไทยเผชิญความท้าทายจากการลงทุนก่อสร้างภาคเอกชนที่เติบโตต่ำ โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวจากกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้จำกัด เมื่อเทียบกับช่วงที่อุปสงค์ในตลาดขยายตัวได้ดี สำหรับในปี 2569 ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งในระดับภูมิภาค จากความพยายามในการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นช่องทางการขนส่งน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้กระทบเพียงห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ใช้วัตถุดิบหลักจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางอีกด้วย
 
นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและมีแนวโน้มยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ภาวะอุปทานน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโลกยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในระยะสั้น และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย ttb analytics ประเมินว่าต้นทุนการผลิตวัสดุก่อสร้างของไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YoY) โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ต้นทุนพลังงาน 2) ต้นทุนการขนส่ง และ 3) ต้นทุนราคาวัตถุดิบ โดยแยกเป็นประเภทของผู้ผลิต ดังนี้

กลุ่มแรก : ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ มีรายได้ราว 7.7 แสนล้านบาท หรือราว 56.7% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด แม้ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะห่วงโซ่อุปทานชะงักของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยตรง แต่ผู้ผลิตไทยมีการนำเข้าเหล็กขั้นต้นและกลางจากจีนเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กสำเร็จรูป ซึ่งราคาวัตถุดิบดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 8% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ต้นทุนของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์โลหะปรับเพิ่มขึ้นจากการขนส่งระหว่างประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนจากดัชนีค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์เซี่ยงไฮ้ (SCFI) ที่ปรับตัวสูงขึ้น 39% ในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้ ttb analytics คาดว่าในปี 2569 ต้นทุนของผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

กลุ่มที่สอง : ผู้ผลิตคอนกรีตและผลิตภัณฑ์ มีรายได้ราว 3.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 23.2% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด โดยคาดว่าในปี 2569 ต้นทุนของผู้ผลิตกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากต้นทุนการขนส่งภายในประเทศเป็นสำคัญ เนื่องจากอุตสาหกรรมคอนกรีตเน้นพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ผลกระทบจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้ส่งผ่านไปยังต้นทุนวัตถุดิบโดยตรง แต่กดดันผ่านต้นทุนการขนส่งภายในประเทศที่ปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในประเทศ จากการที่คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำหนักมากและจำเป็นต้องใช้รถขนส่งเฉพาะในการลำเลียง ส่งผลให้ราคาคอนกรีตและผลิตภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา

กลุ่มที่สาม : ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ เช่น สีทาบ้าน และสารเคลือบ เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอันดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรมนี้ โดยมีรายได้ราว 8.1 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 6.0% ของรายได้อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างทั้งหมด โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากห่วงโซ่การผลิตบางส่วนที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม แม้ผลกระทบจากการขาดแคลนแนฟทาจะถูกลดทอนลงไปเล็กน้อย จากสารยึดเกาะ (Binder) ที่เป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของแนฟทา มีสัดส่วนเพียง 20% ของต้นทุนวัตถุดิบทั้งหมด ขณะที่วัตถุดิบสำคัญอื่น ๆ เช่น เม็ดสี (Pigment) มีราคาปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 12% ในช่วงเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาวัสดุก่อสร้างเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในงานตกแต่งปรับเพิ่มขึ้น 10% - 40% หลังความตึงเครียดของสถานการณ์การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มสูงขึ้น

กลุ่มที่สี่ : ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก เช่น ท่อพีวีซี และแผ่นอะคริลิก มีรายได้รวมกันคิดเป็น 1.3 หมื่นล้านบาท หรือราว 1.0% ของรายได้อุตสาหกรรมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างทั้งหมด แม้จะเป็นผู้ผลิตกลุ่มเล็กในอุตสาหกรรมนี้ แต่กลับได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยคาดว่าต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 37% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะแนฟทาเบา (Light Naphtha) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกและมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของต้นทุนการผลิตพลาสติกรวม ทั้งนี้ ไทยมีความต้องการใช้แนฟทาเบาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6.4 ล้านตันต่อปี แต่สามารถผลิตได้ในประเทศเพียง 3 ล้านตันต่อปี หรือราว 47% ของความต้องการ ส่งผลให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจากภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้การนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางของไทยปรับลดลงถึง 74% ในเดือนเมษายนและหดตัวต่อเนื่องในเดือนต่อมา ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาเม็ดพลาสติกให้มีการปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 54% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี

ทั้งนี้ ttb analytics มองว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้จะสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มศักยภาพ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ และจะยิ่งซ้ำเติมผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างกลุ่มพลาสติกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กที่มีรายได้รวมกันราว 6.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 48% ของรายได้ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างประเภทพลาสติกรวม เนื่องจากผู้ผลิตกลุ่มนี้มีขีดความสามารถในการรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างจำกัด สะท้อนจากอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Margin) ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 1% และอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขันมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองและความยืดหยุ่นทางการเงินสูงกว่า 

โดยสรุป ท่ามกลางอุปสงค์ภาคก่อสร้างที่โตต่ำ ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างควรบริหารต้นทุนเชิงรุก กระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบ บริหารสินค้าคงคลังและเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนจากการทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวในบางรายการ ตลอดจนการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มอำนาจการกำหนดราคา เพื่อให้ธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไร และเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือกับความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะข้างหน้าที่ยังมีความไม่แน่นอน
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ส.ค. 2569 เวลา : 13:08:47
17-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) บวก 17.38 จุด ดัชนี 1,626.44 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 16.96 จุด ดัชนี 1,626.02 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ส.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ และมรสุมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผล "ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ 40%

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงทรงตัวเหนือระดับ 4,350 เหรียญ และสามารถ ปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังวันศุกร์ย่อตัวลงแตะบริเวณ 4,310 เหรียญ

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 6.27 จุด ดัชนี 1,615.33 จุด

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 ส.ค.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,700 บาท

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์

9. ประกาศ กปน.: 17 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (14 ส.ค.69) ลบ 5.30 จุด ดัชนี 1,609.06 จุด

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10 - 33.35 บาท/ดอลลาร์

12. MTS Gold คาดราคาทองคำเช้านี้ปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 400 เหรียญ แตะระดับสูงสุดบริเวณ 4,450 เหรียญ

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) บวก 69.72 จุด เงินเฟ้อชะลอตัวหนุนความหวังเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) ลบ 47.10 ดอลลาร์ นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาพุ่งแรง

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (14 ส.ค.69) บวก 5.25 จุด ดัชนี 1,619.61 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 17, 2026, 10:19 pm