เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ Manufacturing K-Shape : ภาคการผลิตไทยเปลี่ยนผ่านสู่ New Growth Engines


 
• เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/26 ขยายตัว 1.9%YoY แม้การส่งออกสินค้าจะขยายตัวสูงถึง 14.1%YoY โดยแรงส่งจากการส่งออกยังไม่สะท้อนมายังภาคการผลิตในระดับเดียวกัน ขณะที่ GDP สาขาอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้จำกัด สะท้อนการเติบโตที่แตกต่างกันมากขึ้นระหว่างภาคการส่งออกและภาคการผลิตในประเทศ

• ภาคการผลิตไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในลักษณะ K-shaped โดยการเติบโตกระจุกตัวใน New Growth Engines เพียงบางกลุ่ม โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยานยนต์สมัยใหม่ ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมเดิมหลายกลุ่มยังอ่อนแรงและมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้แรงขยายตัวจากกิจกรรมใหม่ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการชะลอตัวของฐานการผลิตเดิมได้ทั้งหมด

• โครงสร้างน้ำหนักและความครอบคลุมของ MPI เป็นข้อสังเกตสำคัญต่อการประเมินทิศทางภาคการผลิตในช่วงที่โครงสร้างอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน เนื่องจาก New Growth Engines หลายกลุ่มยังมีน้ำหนักต่อ MPI ค่อนข้างต่ำ ขณะที่กิจกรรมการผลิตบางส่วนยังไม่ถูกนำมาพิจารณา ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของธุรกิจใหม่และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างบางส่วนยังไม่สะท้อนผ่านภาพรวมได้อย่างชัดเจน

เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/26 ขยายตัวเพียง 1.9%YoY ขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัวสูงถึง 14.1%YoY ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกไม่ได้ส่งผ่านมายังการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดการส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่งจึงสร้างผลเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจในประเทศได้ค่อนข้างจำกัด

ส่งออกไทยพุ่งต่อเนื่องแต่แรงส่งต่อเศรษฐกิจในประเทศยังจำกัด
 
ช่องว่างระหว่างการส่งออกกับกิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศกว้างขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2023 โดยปริมาณการส่งออกสินค้าเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และใน 2Q26 เพิ่มขึ้นราว 32.9% จากปีฐาน (2023) ส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์โลก โดยเฉพาะ Tech Cycle อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวไม่สะท้อนมายังภาคการผลิตในระดับเดียวกัน โดย GDP สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับปีฐาน และภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวเพียง 7.3%
 
 
ความแตกต่างระหว่างการส่งออกกับภาคการผลิตสะท้อนว่า Export Boom ในรอบนี้อาจสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมเศรษฐกิจภายในประเทศได้จำกัดกว่าที่การเติบโตของการส่งออกบ่งชี้ และนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ภาพดังกล่าวเกิดจากโครงสร้างการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จำกัด หรือส่วนหนึ่งอาจสะท้อนข้อจำกัดของเครื่องชี้ภาคการผลิตในการวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ดัชนีภาคการผลิตใด สะท้อนภาพการผลิตไทยในปัจจุบัน

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) มีความสอดคล้องกับ GDP ภาคการผลิต จากการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศ โดยในเดือน มิ.ย. 26 MPI ของไทยหดตัว -3.0%YoY ต่อเนื่อง 3 เดือน แต่หากพิจารณารายเดือน พบว่า ในเดือนเดียวกันนี้ MPI กลับหดตัวมากถึง -5.6%MoM ซึ่งสวนทางกันดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) ที่ขยายตัวสูงขึ้นเป็น 54.41 ซึ่งสูงกว่าระดับ 50 ต่อเนื่อง 14 เดือน สะท้อนภาคการผลิตที่กำลังเติบโต นอกจากนี้ รายงานของ S&P Global2 ในเดือน ส.ค. 26 ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตที่แข็งแรงที่สุดในปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ แล้วเหตุใด เครื่องชี้ภาคการผลิตทั้งสองตัวกลับสะท้อนมุมมองต่อภาคการผลิตไทยที่แตกต่างกัน
 
บทความนี้ Krungthai COMPASS จึงประเมินว่าเหตุใดดัชนีภาคผลิตไทยถึงไม่สะท้อนการเติบโต ผ่าน 3 แนวทางการวิเคราะห์
 
 
1 มากกว่า 50 สะท้อนภาคการผลิตที่ขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน
2 Worldwide manufacturing (as of 4 Aug 2026) – S&P Global

1. วิธีการออกแบบเครื่องชี้วัดแตกต่าง จึงทำให้สะท้อนภาพคนละด้าน  
ความแตกต่างระหว่าง MPI และ PMI อาจไม่ได้เกิดจากภาวะการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากสิ่งที่แต่ละดัชนีใช้วัด วิธีให้น้ำหนัก และขอบเขตตัวอย่างที่แตกต่างกัน โดย MPI สะท้อนระดับผลผลิตจริงเทียบกับปีฐาน ขณะที่ PMI สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนแปลงของภาวะธุรกิจเทียบกับเดือนก่อน จึงต้องพิจารณาทั้งวิธีวัด โครงสร้างน้ำหนัก และขอบเขตความครอบคลุมของแต่ละดัชนี
 
 
2. โครงสร้างน้ำหนักอาจยังไม่สะท้อนความสำคัญในปัจจุบัน
Krungthai COMPASS มองว่า ภาคการผลิตไทยในปัจจุบันมีลักษณะ K-shaped เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีทิศทางการเติบโตที่แตกต่างกัน หลายอุตสาหกรรมที่ขยายตัวสูง เช่น คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้า มีน้ำหนักต่อ MPI ค่อนข้างต่ำ ขณะที่ 3 ใน 4 ของกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีน้ำหนักมากกว่า 10.0% ของ MPI กลับหดตัว ส่งผลให้ในช่วง 1H26 มีแรงหนุนเพียง +1.2 p.p. ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงฉุดจากกลุ่มที่หดตัวราว -1.6 p,p, ทำให้ MPI ของไทยหดตัว -0.4%YoY
ด้วยเหตุนี้ การเติบโตของภาคการผลิตไทยกระจุกตัวอยู่ใน New Growth Engines ที่มีน้ำหนักต่อ MPI ค่อนข้างจำกัด ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมเดิมซึ่งมีน้ำหนักสูงยังอ่อนแรง โครงสร้างน้ำหนักที่เก่าจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของ MPI เนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมใหม่ไม่เพียงพอต่อการชดเชยแรงฉุดจากฐานการผลิตขนาดใหญ่
 
 
โครงสร้าง MPI ไม่สอดคล้องกับGrowth Engines 
K-Shaped ของภาคการส่งออกและภาคการผลิตส่วนหนึ่งยังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เปรียบเป็น Upper K ของทั้งสองภาคส่วน แต่การส่งออกขยายตัวมากกว่าการผลิตอย่างชัดเจน โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่การส่งออกในเดือน มิ.ย. 26 เพิ่มขึ้น 200.7% เมื่อเทียบกับปีฐาน (2024M01) ขณะที่ MPI เพิ่มขึ้นเพียง 27.1% เท่านั้น ในส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนซึ่งเปรียบเป็น Lower K นั้นการส่งออกลดลง 5.6% และ MPI ลดลง 17.4%

ความแตกต่างดังกล่าวนำมาสู่ข้อสังเกตว่า New Growth Engines อาจสะท้อนผ่าน MPI อยู่แล้ว แต่น้ำหนักกลับน้อยกว่าเมื่อเทียบกับความสำคัญที่เพิ่มขึ้นในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยคอมพิวเตอร์มีสัดส่วน 11.6% ของการส่งออก แต่มีนำหนักต่อ MPI เพียง 3.5% เท่านั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า โครงสร้างน้ำหนักของ MPI ไม่ได้ปรับตามภาคการผลิตในปัจจุบัน หรือการส่งออกบางส่วนสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้จำกัด

 
K-shaped เกิดขึ้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์จะเป็น Upper K ของภาคการผลิต แต่การขยายตัวไม่ได้กระจายตัวในทุกผลิตภัณฑ์ ในเดือน มิ.ย. 26 การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องพิมพ์ และ HDD เพิ่มขึ้นจากปีฐาน (2024M01) อย่างชัดเจน ขณะที่แผงวงจรรวม (IC) ยังอยู่ต่ำกว่าปีฐาน และผลิตภัณฑ์อื่นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง สะท้อนแรงส่งจาก Tech Cycle ไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง ส่วนหนึ่งอาจมาจากข้อจำกัดด้านการสร้างมูลค่าเพิ่ม

ในทางกลับกัน Lower K อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มเกิด Structural Shift ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่น้ำหนักใน MPI กลับเล็กมากเมื่อเทียบกับฐานการผลิตสินค้าเดิมที่กำลังหดตัว การผลิตรถยนต์ PHEV & BEV ขยายตัวสูงถึง 868.5% เมื่อเทียบกับปีฐาน แต่น้ำหนักต่อ MPI กลับมีเพียง 0.2% เท่านั้น ขณะที่ภาคผลิตอื่นโดยเฉพาะรถกระบะและรถยนต์สันดาป ซึ่งมีน้ำหนักรวม 8.4% มีทิศทางหดตัว จึงทำให้แรงขยายตัวจาก New Growth Engines ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของฐานการผลิตเดิมได้
 
 
3. MPI อาจไม่ครอบคลุมทุกกิจกรรมการผลิต
ขอบเขตกิจกรรมที่นำมาคำนวณ MPI ในปัจจุบันไม่ได้ครอบคลุมทุกกิจกรรมการผลิต ตัวอย่างเช่น กลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ (Upper K) นั้นพบว่า MPI ครอบคลุมเพียง 5 ใน 26 กิจกรรมเท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน (Lower K) พบข้อสังเกตเดียวกัน โดยคลอบคลุม 4 ใน 11 กิจกรรมเท่านั้น สะท้อนว่ากิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดียวกันยังไม่ได้ถูกนำมาสะท้อนผ่าน MPI ทั้งหมด 

ข้อค้นพบดังกล่าวทำให้ Coverage เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กับโครงสร้างน้ำหนักในการตีความ MPI เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมบางส่วนอาจไม่สะท้อนผ่านดัชนีโดยตรง
 
 
Bottom line:

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ภาคการผลิตไทยกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในลักษณะ K-shaped โดยการเติบโตกระจุกตัวในกลุ่ม New Growth Engines เพียงบางรายการ ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมเดิมหลายกลุ่มยังอ่อนแรงและมีขนาดใหญ่กว่า ทำให้แรงส่งจากกิจกรรมใหม่ยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของฐานการผลิตเดิม และยกระดับการเติบโตของภาคการผลิตโดยรวมได้อย่างเต็มที่ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ 2 ประการ ได้แก่

1) โครงสร้างน้ำหนัก (Weighting): การเติบโตของภาคการผลิตเริ่มเคลื่อนจากฐานอุตสาหกรรมเดิมไปสู่ New Growth Engines เช่น คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีน้ำหนักต่อ MPI ค่อนข้างจำกัด ขณะที่ฐานอุตสาหกรรมเดิมหลายกลุ่มยังมีน้ำหนักสูง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง (Structural Transition) ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจไทย

2) ความครอบคลุมของขอบเขตกิจกรรม (Coverage): กิจกรรมการผลิตบางส่วนไม่ถูกจับภาพ (Capture) ผ่านโครงสร้างของ MPI โดยในอุตสาหกรรมตัวอย่างทั้งกลุ่มคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์ ครอบคลุมกิจกรรมบางส่วนเท่านั้น การขยายขอบเขตกลุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุมกิจกรรมเหล่านี้ จะทำให้การวิเคราะห์สภาวะภาคการผลิตเป็นไปได้อย่างแม่นยำและสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น

ข้อสังเกตดังกล่าวเห็นได้ว่า เครื่องชี้ภาคการผลิตในปัจจุบันอาจสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยได้ไม่เต็มที่ ทำให้การเติบโตของ New Growth Engines และพัฒนาการของธุรกิจใหม่บางส่วนไม่ปรากฏในภาพรวมอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ การติดตามภาคการผลิตจำเป็นต้องยกระดับไปพิจารณาข้อมูลระดับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์ และภาคธุรกิจควบคู่กันมากขึ้น
 
ภูมิภัชช์ จาง 
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 17 ส.ค. 2569 เวลา : 16:28:22
17-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) บวก 17.38 จุด ดัชนี 1,626.44 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 16.96 จุด ดัชนี 1,626.02 จุด

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ส.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ และมรสุมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผล "ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ 40%

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงทรงตัวเหนือระดับ 4,350 เหรียญ และสามารถ ปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังวันศุกร์ย่อตัวลงแตะบริเวณ 4,310 เหรียญ

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 6.27 จุด ดัชนี 1,615.33 จุด

7. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 ส.ค.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,700 บาท

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์

9. ประกาศ กปน.: 17 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (14 ส.ค.69) ลบ 5.30 จุด ดัชนี 1,609.06 จุด

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.10 - 33.35 บาท/ดอลลาร์

12. MTS Gold คาดราคาทองคำเช้านี้ปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไร ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 400 เหรียญ แตะระดับสูงสุดบริเวณ 4,450 เหรียญ

13. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) บวก 69.72 จุด เงินเฟ้อชะลอตัวหนุนความหวังเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ย

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (13 ส.ค.69) ลบ 47.10 ดอลลาร์ นักลงทุนขายทำกำไรหลังราคาพุ่งแรง

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (14 ส.ค.69) บวก 5.25 จุด ดัชนี 1,619.61 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 17, 2026, 10:19 pm