หุ้นทอง
ยูโอบีเผยกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีก่อน แตะ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและการค้าของตลาดอาเซียนเติบโตแข็งแกร่ง


กลุ่มธนาคารยูโอบี (UOB) รายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) อยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มธนาคาร ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคและความผันผวนของตลาด ขณะที่กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

คณะกรรมการบริษัทมีมติประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.88 เหรียญสิงคโปร์ต่อหุ้นสามัญ คิดเป็นอัตราการจ่ายเงิน ปันผลประมาณร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิ 

กำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 แตะ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มธนาคาร อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินเชื่อจะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ร้อยละ 5 และมีการบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิกลับลดลงร้อยละ 2 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้น  ร้อยละ 5 จากปีก่อนหน้า แตะระดับ 665 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่ทำสถิติสูงสุด แม้ว่าจะถูกชดเชยบางส่วนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อซึ่งลดลงจากกิจกรรมในตลาดทุน 

อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 28 จุดพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
 
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของกลุ่มธนาคารยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้อยู่ในสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยธุรกิจธุรกรรมทางการเงินยังคงเป็นแหล่งรายได้สำคัญ คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้รวมของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อเพื่อการค้าร้อยละ 33 และการเติบโตของบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ซึ่งสะท้อนความต้องการของลูกค้าต่อโซลูชันด้านการบริหารเงินสดและการค้าแบบครบวงจรของธนาคาร 

ในตลาดหลักทั้งสี่ของธนาคารในภูมิภาคอาเซียน อันได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม สินเชื่อเพื่อการค้าเติบโตขึ้นร้อยละ 14 ขณะที่ยอดเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับปีก่อน ตอกย้ำศักยภาพของเครือข่ายระดับภูมิภาคของกลุ่มธนาคารยูโอบีในการรองรับการไหลเข้าของลูกค้าและกิจกรรมทางธุรกิจทั่วภูมิภาคอาเซียน 

รายได้จากธุรกิจข้ามพรมแดนยังคงทรงตัว คิดเป็นร้อยละ 28 ของรายได้รวมของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของเครือข่ายระดับภูมิภาคของกลุ่มธนาคาร 

ด้านกลุ่มลูกค้ารายย่อยมีผลการดำเนินงานที่ดีเช่นกันในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต และเงินฝาก 

รายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารและการเปลี่ยนเงินฝากของลูกค้าไปสู่การลงทุนที่มากขึ้น กลุ่มธนาคารเล็งเห็นถึงโมเมนตัมของความมั่งคั่งที่แข็งแกร่งในตลาดอาเซียนทั้งสี่แห่ง โดยรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเติบโตถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนใหญ่จากประเทศมาเลเซียและไทย แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของธุรกิจในระดับภูมิภาคและการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มลูกค้า ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารยังคงมียอดเงินไหลเข้าสุทธิใหม่ในระดับที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารของลูกค้ากลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากปีก่อน สู่ระดับ 2.04 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ 

เงินฝากของลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 แม้อยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ขณะที่รายได้จากธุรกิจบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีก่อนหน้า ควบคู่กับยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของธุรกิจลูกค้ารายย่อยที่หลากหลายและการมีส่วนร่วมของลูกค้าผ่านสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของธนาคาร

 
สารจากกรรมการผู้จัดการใหญ่
 
นาย วี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า "ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายของกลุ่มธนาคาร ตลอดจนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดหลักในภูมิภาคอาเซียน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งสร้างสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ธุรกิจธุรกรรมทางการเงินได้รับแรงสนับสนุนจากกิจกรรมของลูกค้าที่แข็งแกร่งทั่วทั้งภูมิภาค

กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในอาเซียนของเราเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม เราเห็นความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ผ่านการกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้า การขยายขีดความสามารถขององค์กร และการเชื่อมโยงลูกค้าสู่โอกาสทางธุรกิจทั่วทั้งเครือข่ายระดับภูมิภาค

เมื่อมองไปในอนาคตเรายังคงเห็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง สนับสนุนลูกค้าที่ต้องการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน และเพิ่มส่วนแบ่งจากกระแสการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เราจะมุ่งมั่นและเดินหน้าลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพขององค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ลูกค้าและผู้ถือหุ้น"
ครึ่งแรกของปี 2569 (1H26) เปรียบเทียบกับครึ่งแรกของปี 2568 (1H25)
กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 2.9 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ซึ่งสะท้อนความแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคาร แม้ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น โดยแม้ว่าการเติบโตของรายได้จากหลายธุรกิจจะชะลอลง แต่กลุ่มธนาคารยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 4.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน เนื่องจากแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ การบริหารต้นทุนเงินทุน การเพิ่มประสิทธิภาพของงบดุล และการเติบโตของสินเชื่อ ช่วยลดผลกระทบจากสภาวะอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลง  ร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่รายได้ดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รายได้จากวาณิชธนกิจชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งยังคงเป็นธุรกิจขับเคลื่อนสำคัญ โดยสร้างการเติบโตในระดับเลขสองหลัก และทำสถิติสูงสุดสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปี จากการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและความต้องการผลิตภัณฑ์การลงทุนที่แข็งแกร่ง 

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 1.1 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการจำหน่ายสินทรัพย์ ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากการค้าและการลงทุนที่อ่อนตัวลง อันเป็นผลจากโอกาสในการบริหารสภาพคล่องและสภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยลดลง ขณะที่รายได้จากการบริหารตลาดเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและทำสถิติสูงสุดใหม่ จากความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์บริหารความเสี่ยงและการลงทุนของลูกค้า

ธนาคารยังคงบริหารจัดการต้นทุนได้เป็นอย่างดี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียงร้อยละ 2 อยู่ที่ 3.2 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 44.9 ขณะที่เงินกันสำรองรวมลดลงร้อยละ 27 เหลือ 414 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เนื่องจากการลดเงินกันสำรองทั่วไปเพื่อชดเชยเงินกันสำรองเฉพาะรายสำหรับลูกหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่งผลให้ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อสำหรับครึ่งแรกของปี 2569 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 27 จุดพื้นฐาน

ไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2569 (1Q69)
กำไรสุทธิในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่ 1.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ซึ่งสะท้อนผลการดำเนินงานที่มั่นคงของกลุ่มธนาคาร แม้ภาวะตลาดยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง 

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวที่ 2.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ ทั้งนี้ แม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 8 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ร้อยละ 1.74 เนื่องจากผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลดลง แต่ได้รับการชดเชยบางส่วนจากการเติบโตของสินเชื่อร้อยละ 2 รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 มาอยู่ที่ 665 ล้านเหรียญสิงคโปร์ จากการเติบโตของค่าธรรมเนียมในหลายกลุ่มธุรกิจ ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากวาณิชธนกิจที่ชะลอตัว ขณะที่ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งทำสถิติสูงสุดใหม่ จากการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างต่อเนื่องและความต้องการด้านการลงทุนและโซลูชันที่ปรึกษาทางการเงินที่ยังคงแข็งแกร่ง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 37 เป็น 632 ล้านเหรียญสิงคโปร์ จากกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการจำหน่ายสินทรัพย์ ขณะที่รายได้จากการบริหารตลาดเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ายังคงแข็งแกร่ง จากความต้องการโซลูชันบริหารความเสี่ยง ส่วนรายได้จากการค้าและการลงทุนลดลงตามสภาวะตลาดและกิจกรรมการบริหารสภาพคล่องที่ชะลอตัว 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็น 1.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านยุทธศาสตร์และการเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ร้อยละ 45.3 ขณะที่เงินกันสำรองรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น 211 ล้านเหรียญสิงคโปร์ โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับลดคุณภาพสินเชื่อของลูกหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่อรวมยังคงเป็นไปตามคาดการณ์ของธนาคารที่ 28 จุดพื้นฐาน โดยการเพิ่มขึ้นของเงินกันสำรองเฉพาะรายบางส่วนได้รับการชดเชยจากการลดเงินกันสำรองทั่วไป

ไตรมาส 2 ปี 2569 (2Q69) เปรียบเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 (2Q68)
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงร้อยละ 2 มาอยู่ที่ 2.3 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เนื่องจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตามภาวะอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 มาอยู่ที่ 665 ล้านเหรียญสิงคโปร์ จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและธุรกิจบริหารกองทุน รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการจำหน่ายสินทรัพย์ ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 มาอยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ จากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงการธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ขณะที่เงินกันสำรองรวมลดลงร้อยละ 24 ส่วนใหญ่จากการกลับรายการเงินกันสำรองทั่วไป

คุณภาพของสินทรัพย์
อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ขณะที่สาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพใหม่เกิดจากลูกหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งในจีนแผ่นดินใหญ่ เงินกันสำรองรวมสำหรับสินเชื่อที่ยังไม่ด้อยคุณภาพยังคงเพียงพออยู่ที่ร้อยละ 0.9 ส่วนอัตราส่วนการตั้งเงินกันสำรองของสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอยู่ที่ร้อยละ 88 หรือร้อยละ 306 หากนับรวมหลักประกัน

เงินทุน ฐานะเงินทุน และสภาพคล่อง
กลุ่มธนาคารยังคงมีเงินทุน ฐานะเงินทุน และสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่เป็นส่วนของเจ้าของ (CET1) อยู่ที่ร้อยละ 15.4 แม้ภายหลังการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 แล้วก็ตาม ด้านสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง (LCR) ในทุกสกุลเงินเฉลี่ยที่ร้อยละ 159 และอัตราส่วนการจัดหาเงินทุนสุทธิ (NSFR) อยู่ที่ร้อยละ 114 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำหนดขั้นต่ำ
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 18 ส.ค. 2569 เวลา : 17:37:31
18-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (18 ส.ค.69) ลบ 4.82 จุด ดัชนี 1,621.62 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้(18 ส.ค.69) บวก 1.17 จุด ดัชนี 1,627.61 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำเช้าวันนี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,400 เหรียญ หลังย่อตัวลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดบริเวณ 4,432 เหรียญ

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (18 ส.ค.69) บวก 3.23 จุด ดัชนี 1,629.67 จุด

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.90-33.15 บาท/ดอลลาร์

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) บวก 17.38 จุด ดัชนี 1,626.44 จุด

9. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 16.96 จุด ดัชนี 1,626.02 จุด

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (17 ส.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ และมรสุมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังค่อนข้างแรง ส่งผล "ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต." ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ 40%

11. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

12. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงทรงตัวเหนือระดับ 4,350 เหรียญ และสามารถ ปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 2 หลังวันศุกร์ย่อตัวลงแตะบริเวณ 4,310 เหรียญ

13. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (17 ส.ค. 69) บวก 6.27 จุด ดัชนี 1,615.33 จุด

14. ทองเปิดตลาดวันนี้ (17 ส.ค.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,700 บาท

15. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (17 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.12 บาทต่อดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 18, 2026, 8:47 pm