เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : อาเซียนกำลังโต แต่ไทยโตช้ากว่าเพื่อน เมื่อการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ค่าแรงถูกอีกต่อไป


     
By วิภาดา จิณณวาโส
 
ตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดออกมาแล้ว สำหรับ GDP ไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัวอยู่ที่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 1.9% ลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อน แม้การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี ภาพดังกล่าวนี้ กำลังสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเดินหน้า แต่ด้วยความเร็วที่ไม่สูงนัก ท่ามกลางอาเซียนที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในฐานะหนึ่งในฐานการผลิตและจุดหมายการลงทุนสำคัญของโลก

ความแตกต่างนี้น่าสนใจ เพราะอาเซียนไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนเงินลงทุนจากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ASEAN Investment Report 2025 ได้ระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้น 8% สู่ระดับ 226,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่ FDI ทั่วโลกลดลง 11% และทำให้อาเซียนเป็นภูมิภาคกำลังพัฒนาที่รับ FDI สูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ขณะที่ FDI ในภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเกือบ 150% เป็น 44,000 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่า เงินลงทุนไม่ได้หายไปจากภูมิภาค แต่กำลังไหลเข้ามาพร้อมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป

หากย้อนกลับไปหลายทศวรรษก่อน หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียคือแรงงานต้นทุนต่ำ บริษัทข้ามชาติสามารถย้ายโรงงานเข้ามาผลิตสินค้าโดยใช้แรงงานจำนวนมาก ก่อนส่งกลับไปขายในตลาดโลก ประเทศที่มีค่าจ้างต่ำ มีที่ดินเพียงพอ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงมีโอกาสดึงโรงงานและสร้างการจ้างงานได้อย่างรวดเร็ว โมเดลนี้เคยเป็นหนึ่งในแรงส่งสำคัญของไทยเช่นกัน ตั้งแต่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมอาหาร จนเกิด Supply Chain และฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมากตามมา

แต่การลงทุนรอบใหม่ของโลกไม่ได้มองหาสิ่งเดียวกับเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อนอีกแล้ว โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ Data Center ระบบ Cloud แบตเตอรี่ EV อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ไม่ได้ตัดสินใจเลือกประเทศจากค่าแรงเพียงอย่างเดียว นักลงทุนต้องพิจารณาตั้งแต่ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โครงข่ายดิจิทัล ความพร้อมของที่ดินและน้ำ บุคลากรที่มีทักษะ ซัพพลายเออร์ในประเทศ ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงกฎระเบียบและความรวดเร็วในการอนุมัติโครงการ การแข่งขันของอาเซียนจึงกำลังเปลี่ยนจากคำถามว่า “ประเทศไหนผลิตได้ถูกที่สุด” ไปเป็น “ประเทศไหนมี Ecosystem พร้อมที่สุด”

และแต่ละประเทศกำลังสร้างจุดแข็งของตัวเองขึ้นมาในสนามใหม่นี้ มาเลเซียมีฐานเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับการขยายตัวของ Data Center สิงคโปร์มีความได้เปรียบด้านเงินทุน เทคโนโลยี บุคลากร และการเป็นสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค เวียดนามขยายบทบาทในห่วงโซ่การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่อินโดนีเซียใช้ทั้งตลาดภายในขนาดใหญ่และทรัพยากรแร่สำคัญต่ออุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุน

ไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกการแข่งขันนี้ ตรงกันข้าม ตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งจากไทยและต่างประเทศรวมประมาณ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีก่อน จากทั้งหมด 1,299 โครงการ โดยเฉพาะกิจการดิจิทัลที่มีมูลค่าคำขอสูงถึงประมาณ 1.12 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนสำคัญมาจาก Data Center และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI

ในช่วงสามปีตั้งแต่ปี 2566 ถึงกลางปี 2569 ไทยยังมีคำขอลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวมประมาณ 900,000 ล้านบาท จาก 880 โครงการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ PCB ซึ่งมีการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามการปรับโครงสร้าง Supply Chain โลก จึงเกิดภาพที่ดูย้อนแย้งขึ้นมาว่า ในขณะที่เม็ดเงินลงทุนใหม่กำลังไหลเข้าสู่ไทยในระดับสูง เศรษฐกิจโดยรวมกลับยังขยายตัวไม่เร็วมากนัก โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “มูลค่าคำขอลงทุน” ไม่ได้เท่ากับเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที โครงการขนาดใหญ่อย่าง Data Center โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต้องใช้เวลาตั้งแต่การอนุมัติ จัดหาที่ดิน ก่อสร้าง นำเข้าเครื่องจักร ไปจนถึงเริ่มดำเนินงานเต็มกำลัง ผลของ FDI ที่เห็นในวันนี้จึงอาจต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะสะท้อนออกมาเต็มที่ผ่าน GDP การจ้างงาน และการผลิต แต่อีกด้านหนึ่ง ปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้รับประกันว่าเศรษฐกิจทั้งประเทศจะยกระดับตามไปด้วย

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า ไทยสามารถเชื่อมการลงทุนเหล่านี้เข้ากับเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากเพียงใด หากโรงงานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา แต่เครื่องจักร เทคโนโลยี และชิ้นส่วนสำคัญส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้า ขณะที่บริษัทไทยและ SME เข้าไปอยู่ใน Supply Chain ได้ไม่มาก ผลของการลงทุนต่อเศรษฐกิจในวงกว้างก็ย่อมแตกต่างจากกรณีที่เกิดเครือข่ายผู้ผลิตในประเทศตามมา

ตัวอย่างในอดีตเห็นได้จากอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ซึ่งไม่ได้สร้างมูลค่าเพียงจากโรงงานประกอบรถยนต์ แต่เติบโตต่อเนื่องจนเกิดผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ ธุรกิจโลจิสติกส์ แรงงานทักษะ และองค์ความรู้จำนวนมาก การลงทุนจากต่างประเทศจึงสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นทอด ๆ ได้มากกว่ามูลค่าของโรงงานต้นทางเพียงแห่งเดียว โจทย์ของ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ AI หรืออิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ไทยจะได้ประโยชน์มากเพียงใดจึงขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้างเศรษฐกิจที่อยู่ “รอบ” การลงทุนเหล่านั้นขึ้นมาได้หรือไม่

แรงงานเป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะความได้เปรียบแบบเดิมที่มีแรงงานจำนวนมากในต้นทุนไม่สูงกำลังลดความสำคัญลง ในขณะที่อุตสาหกรรมใหม่ต้องการวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้า Data และ Automation รวมถึงแรงงานเทคนิคที่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงได้ นั่นทำให้การแข่งขันด้านแรงงานเปลี่ยนจาก Labour Cost ไปสู่ Labour Capability หรือจาก “แรงงานของใครถูกกว่า” เป็น “แรงงานของใครสร้างมูลค่าได้มากกว่า”

เรื่องนี้สำคัญต่อไทยเป็นพิเศษ เพราะประเทศกำลังเผชิญทั้งจำนวนประชากรวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลงและสังคมสูงวัย การเติบโตในอนาคตจึงไม่สามารถพึ่งการเพิ่มจำนวนแรงงานเหมือนในอดีตได้มากนัก แต่ต้องอาศัย Productivity หรือผลิตภาพที่สูงขึ้นแทน คนหนึ่งคนต้องสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นผ่านทักษะ เทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

นอกจากแรงงานแล้ว การแข่งขันรอบใหม่ยังทำให้โครงสร้างพื้นฐานบางประเภทมีความสำคัญมากกว่าเดิม โดยเฉพาะไฟฟ้า เพราะ Data Center และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงต้องใช้พลังงานจำนวนมากและต้องการความเสถียรสูง การมีที่ดินหรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงอาจไม่เพียงพอ หากประเทศไม่สามารถรับประกันได้ว่าโครงการขนาดใหญ่จะเข้าถึงไฟฟ้า น้ำ ระบบสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการได้ทันเวลา นี่คือเหตุผลที่การดึง FDI ในยุคใหม่ไม่ใช่การแข่งขันด้วย Incentive เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันด้วยความพร้อมของทั้งระบบ

สำหรับไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะดึงเงินลงทุนเข้ามาได้มากแค่ไหน แต่คือเงินเหล่านั้นสามารถยกระดับเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากเพียงใด หาก Data Center หรือโรงงานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา แต่แรงงานไทยยังเข้าไม่ถึงงานทักษะสูง และ SME ไม่สามารถเชื่อมเข้าสู่ Supply Chain ผลของการลงทุนต่อเศรษฐกิจระยะยาวก็อาจไม่มากเท่ากับตัวเลขเงินลงทุนที่เห็น

การแข่งขันของอาเซียนในทศวรรษต่อจากนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีค่าแรงต่ำที่สุด แต่คือใครสามารถเปลี่ยน FDI ให้กลายเป็นผลิตภาพ เทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และโอกาสของธุรกิจในประเทศได้มากกว่า สำหรับไทย การดึงเงินลงทุนเข้ามาจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะความได้เปรียบที่แท้จริงจะอยู่ที่ความสามารถในการทำให้เงินลงทุนเหล่านั้นสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้มากที่สุด

LastUpdate 19/08/2569 20:09:11 โดย : Admin
19-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (19 ส.ค.69) ลบ 11.86 จุด ดัชนี 1,609.76 จุด

2. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (18 ส.ค.69) ร่วง 53.10 ดอลลาร์ กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง-เงินเฟ้อสูง

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (19 ส.ค. 69) ลบ 8.07 จุด ดัชนี 1,613.55 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงประมาณ 80 เหรียญ ก่อนกลับมาทรงตัวบริเวณ 4,350 เหรียญ โดยแรงกดดันหลักมาจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (18 ส.ค.69) ร่วง 116.38 จุด กังวลบอนด์ยีลด์พุ่ง-ราคาน้ำมันสูงหนุนเงินเฟ้อพุ่ง

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (19 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 70% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (19 ส.ค.69) ลดลง 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,150 บาท

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (19 ส.ค.69) ดัชนี 1,612.10 จุด ลบ 9.52 จุด

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (19 ส.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (18 ส.ค.69) ลบ 4.82 จุด ดัชนี 1,621.62 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้(18 ส.ค.69) บวก 1.17 จุด ดัชนี 1,627.61 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำเช้าวันนี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,400 เหรียญ หลังย่อตัวลงเล็กน้อยจากระดับสูงสุดบริเวณ 4,432 เหรียญ

14. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ส.ค.69) "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

15. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (18 ส.ค.69) บวก 3.23 จุด ดัชนี 1,629.67 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 19, 2026, 11:27 pm