
ไทยและมาเลเซียไม่ได้เป็นเพียงคู่ค้าชายแดน แต่เป็น "หุ้นส่วนในห่วงโซ่การผลิต" ของในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ ไปจนถึงยางพารา
• ชายแดนภาคใต้จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นจุดผ่านสินค้า เพราะเป็นประตูที่เชื่อม SME และเศรษฐกิจท้องถิ่นของไทยเข้ากับตลาดมาเลเซียและภูมิภาค
• ASEAN และ RCEP ยิ่งเพิ่มความสำคัญของความสัมพันธ์นี้ เพราะช่วยให้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าขั้นกลางเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้น และสนับสนุนการผลิตแบบแบ่งงานกันทำในภูมิภาค
• หนึ่งในโอกาสที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจฮาลาล ไทยมีฐานการผลิตอาหารและเกษตรแปรรูปที่แข็งแรง ขณะที่มาเลเซียมีความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือด้านมาตรฐานฮาลาล
• การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ และประสิทธิภาพของโลจิสติกส์ชายแดน จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น
ถ้าพูดถึงมาเลเซีย หลายคนอาจนึกถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกับภาคใต้ของไทย
แต่ถ้ามองจากโรงงาน เส้นทางขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน จะเห็นว่า ชิ้นส่วนหนึ่งอาจผลิตในมาเลเซีย ส่งเข้ามาประกอบในไทย ก่อนที่สินค้าสำเร็จรูปจะถูกส่งต่อไปยังสหรัฐฯ จีน หรือญี่ปุ่น
ในทางกลับกัน ชิ้นส่วนยานยนต์ วัตถุดิบ หรือสินค้าอุตสาหกรรมจากไทยก็สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการผลิตและตลาดในมาเลเซียเช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมีมากกว่า “ส่งออกอะไร” และ “นำเข้าอะไร” เพราะไทยและมาเลเซียกำลังแบ่งบทบาทกันสร้างมูลค่าในห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค
ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศ
โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยและมาเลเซียมีทั้งส่วนที่แข่งขันและส่วนที่เสริมกัน
ไทยมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมอย่างยานยนต์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเกษตรแปรรูป
ขณะที่มาเลเซียมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ semiconductor รวมถึงปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมฮาลาล
เมื่อแต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญต่างกัน การค้าระหว่างกันจึงไม่ได้มีเฉพาะสินค้าสำเร็จรูป แต่รวมถึง วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และสินค้าขั้นกลาง ที่ต้องนำไปผลิตต่อ
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วงจรรวมและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สามารถผ่านหลายประเทศ ตั้งแต่การผลิต wafer การประกอบ การทดสอบ ไปจนถึงการผลิตเป็นสินค้าปลายทาง ก่อนจะถูกส่งออกไปยังตลาดโลก มูลค่าของสินค้าหนึ่งชิ้นจึงอาจเกิดขึ้นจากโรงงานในหลายประเทศ ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง
และนี่คือหัวใจของ Regional Production Network ที่ทำให้อาเซียนเป็นมากกว่ากลุ่มประเทศที่ค้าขายกัน แต่เป็นฐานการผลิตที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศ
สำหรับไทย ความสัมพันธ์กับมาเลเซียมีข้อได้เปรียบอีกอย่างที่หลายประเทศไม่มี นั่นคือ เราอยู่ติดกัน
การขนส่งทางบกผ่านชายแดนช่วยลดทั้งระยะทาง เวลา และต้นทุน โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องส่งมอบรวดเร็ว หรือธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์สูงได้
อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเกษตรจากภาคใต้ สามารถเข้าถึงตลาดมาเลเซียได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือหรือทางอากาศเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น ประสิทธิภาพของด่านศุลกากร ถนน ระบบราง คลังสินค้า และระบบเอกสารดิจิทัล จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “โลจิสติกส์”
แต่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ และต่อรายได้ของจังหวัดชายแดนภาคใต้
ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศ
ไทยมีข้อได้เปรียบด้านฐานการผลิตอาหาร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมอาหารที่ค่อนข้างครบวงจร ขณะที่มาเลเซียมีความเชี่ยวชาญด้านระบบมาตรฐานและการรับรองฮาลาล ซึ่งได้รับการยอมรับในตลาดมุสลิมจำนวนมาก
หากนำจุดแข็งของสองประเทศมาต่อกัน โอกาสจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดมาเลเซีย
แต่สามารถต่อยอดไปยังอินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และตลาดผู้บริโภคมุสลิมในประเทศอื่น ๆ ได้
สำหรับผู้ประกอบการไทย มาเลเซียจึงอาจไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” แต่สามารถทำหน้าที่เป็น Gateway สู่ตลาดฮาลโลก
ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศ
ที่ผ่านมา การรวมตัวทางเศรษฐกิจของ ASEAN รวมถึง RCEP ช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าในภูมิภาค
แต่เมื่อกำแพงภาษีต่ำลง สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญมากขึ้นกลับเป็นข้อกำหนดอีกประเภทหนึ่ง
ตั้งแต่มาตรฐานสุขอนามัย ความปลอดภัยอาหาร การรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ไปจนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ
โดยเฉพาะอาหาร เกษตร และประมง ซึ่งความสามารถในการพิสูจน์ว่า สินค้ามาจากไหน ผลิตอย่างไร และผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
สำหรับ SME เรื่องเหล่านี้อาจดูเหมือนต้นทุนเพิ่มในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง มาตรฐานที่สูงขึ้นคือ “บัตรผ่าน” ไปสู่ตลาดที่ใหญ่และมีกำลังซื้อสูงกว่าเดิม
ความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัททั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยงของ supply chain มากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง
ผลคือ ความสามารถในการผลิตและจัดหาสินค้าภายในภูมิภาคเดียวกันมีคุณค่ามากขึ้น
สำหรับไทย นี่ทำให้มาเลเซียมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าการเป็นตลาดส่งออกประเทศหนึ่ง
เพราะยิ่งห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนเชื่อมกันได้ดี บริษัทต่างชาติก็ยิ่งสามารถมองภูมิภาคนี้เป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ แทนที่จะมองแต่ละประเทศแยกออกจากกัน
การค้าไทย–มาเลเซียจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ขายของข้ามพรมแดน” แต่เป็นการเชื่อมโยงการผลิตตั้งแต่ชิ้นส่วน พลังงาน และวัตถุดิบ ไปจนถึงมาตรฐานสินค้าและตลาดปลายทางทั่วโลก
สำหรับไทย ความใกล้ชิดกับมาเลเซียเปิดโอกาสมากกว่าการขยายตลาด ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า เชื่อมต่อกับห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค และต่อยอดไปสู่ตลาดฮาลาลที่ใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยก็ต้องยกระดับมาตรฐานสินค้า รับมือกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะยิ่งเศรษฐกิจอาเซียนเชื่อมถึงกันมากขึ้น “ประเทศเพื่อนบ้าน” ก็ยิ่งมีความหมายมากกว่าแค่อยู่ใกล้กัน
ข่าวเด่น