เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ "ไทยเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก อาจยังไม่เพียงพอในการสกัดสินค้าราคาถูกทะลัก"


• ในปี 2569 กรมศุลกากรคาดว่าไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมากถึง 250 ล้านชิ้น         ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 คิดเป็นมูลค่ากว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยราว 80% มาจากจีน ภาครัฐจึงได้เริ่มจัดเก็บอากรขาเข้าและ VAT 7% กับสินค้านำเข้าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569

• Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษีไปยังราคานำเข้าสินค้า 70% มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าอาจช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้ราว 3.3 พันล้านบาทต่อปี หรือลดลง 7% จากระดับปกติ และคาดว่าอาจช่วยให้ภาครัฐมีรายได้จากอากรขาเข้าในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 8.2 พันล้านบาท ภายใต้ Full Compliance 

• อย่างไรก็ดี ประเมินว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าและ VAT 7% อาจยังไม่เพียงพอในการชะลอการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่นจากจีน เนื่องจากราคานำเข้าหลังเก็บอากรขาเข้าและ VAT 7% ยังต่ำกว่าสินค้าไทยอยู่ถึง 44%-85% ดังนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันทั้ง Ecosystem โดยผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพ ขณะที่ภาครัฐป้องกันการค้าที่ไม่เป็นธรรม และส่งเสริมความสามารถของผู้ประกอบการไทย ส่วนภาคธนาคารสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจอย่างยั่งยืนตามแนวทาง Reinvent Thailand

ก่อน ก.ค. 2567 สินค้านำเข้ามาในไทยที่มีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ภายใต้เกณฑ์  De Minimis ซึ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs กรมศุลกากรไทยจึงได้เริ่มเก็บ VAT 7% กับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2567 และเริ่มเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายในต่างประเทศ รวมถึงช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการหลีกเลี่ยงภาษี

ในช่วงที่ผ่านมาไทยนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากแค่ไหน

ในปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทต่อรายการราว 150-160 ล้านชิ้น มูลค่าราว 3.75 หมื่นล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนมากถึง 82% ทั้งนี้ สินค้ามูลค่าต่ำที่ไทยนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายราว 27% รองลงมา ได้แก่ สินค้าการผลิตอื่นๆ เคมีภัณฑ์ และเหล็ก
 
ส่วนในปี 2569 กรมศุลกากรคาดว่าไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท1 โดยปริมาณการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจะเพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า แสดงว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้านำเข้าลดลงถึง 50% สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Product Mix
 
 
1 อ้างอิงจาก ศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 69

3 ปัจจัยที่ทำให้สินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะจากจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้น

1. ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในจีน
สต็อกสินค้าสำเร็จรูปในจีนที่สูง ประกอบกับการขยายกำลังการผลิต ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนมีแนวโน้มระบายอุปทานส่วนเกินไปยังตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอที่สต็อกสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปี 2560 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CAPU) ราว 80% 

นอกจากนี้ ในปี 2568-2573 ปัญหา Oversupply ในจีนยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากหลายอุตสาหกรรมที่มี Oversupply ratio มากกว่า 1 ในปี 2565 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2568-2573 เช่น รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น2

2 อ้างอิงจาก ผลกระทบจาก China Flooding ต่อภาคเศรษฐกิจของไทย 

สินค้าจีนที่เผชิญกับปัญหา Oversupply
 
สินค้าจีนที่เผชิญกับปัญหา Oversupply ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเกิดปัญหาต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2573 เช่น รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
 

 
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย 
 
หมายเหตุ: Oversupply Ratio = Domestic supply/Domestic demand  โดยปัญหา Oversupply สะท้อนจากสัดส่วน Oversupply ratio มากกว่า 1

2. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
 
สงครามการค้ารอบใหม่มีแนวโน้มเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ส่งออกจีนกระจายสินค้ามูลค่าต่ำไปยังตลาดอื่น   ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น ภายหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 12.5% ภายใต้ Section 301 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปสหรัฐฯ ลดลงจาก 19% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของจีน ในปี 2561 มาอยู่ที่ 11% ในปี 2568 ซึ่งสวนทางกับสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 18% ในปี 2568
 
 
โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่จีนระบายสินค้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนมายังไทยเพิ่มขึ้นถึง 13.4%CAGR ต่อปี (ปี 2561-2568) ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน-6

3. การเติบโตของตลาด e-Commerce
 
การเติบโตของตลาด e-Commerce ทำให้ผู้ผลิตและผู้ขายในต่างประเทศสามารถจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคไทยได้โดยตรง ทำให้สินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทยมากขึ้น 
 
โดยในปี 2568 มูลค่ายอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value: GMV) ผ่าน e-Commerce ในไทยอยู่ที่ 35.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.13 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 51.8%YoY ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกไทยทั้งหมด3 โดย 80% ของสินค้าที่ซื้อขายออนไลน์นำเข้ามาจากจีน4 

 
ส่วนในปี 2573 คาดว่า GMV ผ่าน e-Commerce ในไทยจะสูงถึง 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 ล้านล้านบาท) หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 11%CAGR (ปี 2568-2573) โดยหมวดสินค้าที่มีการซื้อขายผ่านตลาด e-Commerce ในไทยมากที่สุด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของตลาด e-Commerce ทั้งหมดของไทย5

ประเทศในอาเซียนดำเนินมาตรการใดบ้างเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ
 
 
หลายประเทศในอาเซียนปรับมาตรการภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามเริ่มเก็บภาษีขาย (GST/Sales Tax/VAT) กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ขณะที่อินโดนีเซียปรับลดเกณฑ์ De Minimis เหลือ 3 ดอลลาร์สหรัฐ และสินค้าแฟชั่นถูกเก็บอากรขาเข้าที่สูง โดยงานวิจัยของ Scientax พบว่า มาตรการดังกล่าวทำให้อินโดนีเซียนำเข้าสินค้าแฟชั่นลดลงเฉลี่ย 2,147 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ HS code ต่อเดือน6

3 อ้างอิงจาก ค้าปลีกไทยไม่เหมือนเดิม อีคอมเมิร์ซครอง 30% ของตลาด
4 อ้างอิงจาก ทิศทางการเติบโตของตลาด E-Commerce ไทย
5 อ้างอิงจาก E-Commerce in Thailand, PCMI
6 อ้างอิงจาก Assessing the Impact of Tax Regulation Changes on Cross-Border E-Commerce
ส่วนไทยเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกชิ้นที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยเสื้อผ้าและรองเท้าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราสูงสุดที่ 30% ขณะที่กระเป๋าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตรา 20% ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ถูกเก็บตามพิกัดศุลกากรของแต่ละสินค้า ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 10%-20%

มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจะช่วยให้ไทยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากแค่ไหน
เดิม กรมศุลกากรคาดว่า ในปี 2569 ไทยจะนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าราว 27% เป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 18% เป็นสินค้าการผลิตอื่นๆ และอีกราว 55% เป็นสินค้าอื่นๆ7

 
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า กรณี Base หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษีไปยังราคานำเข้าสินค้าได้ 70% คาดว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจะช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทได้ราว 3.3 พันล้านบาท หรือลดลงราว 7% จากระดับเดิม แบ่งเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายคาดว่าจะลดลงราว 1.8 พันล้านบาท ขณะที่สินค้าการผลิตอื่นๆ และสินค้าอื่นๆ คาดว่าจะลดลงราว 0.2 และ 1.3 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยประเมินจากค่าความยืดหยุ่นของปริมาณกับราคานำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งหากสามารถจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้จากอากรขาเข้าในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 8.2 พันล้านบาท

7 อ้างอิงตามสัดส่วนการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทย รายสินค้า ปี 2568

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT 7% กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจะช่วยลดส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับราคาสินค้านำเข้าตามอัตราอากรขาเข้าราว 15%-30%

 
อย่างไรก็ดี มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT 7% อาจยังไม่เพียงพอในการชะลอการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เนื่องจากราคานำเข้าสินค้าจากจีนหลังเก็บอากรขาเข้า + VAT 7% ยังต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยอยู่มาก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยราว 44%-85% ทำให้โจทย์หลักอยู่ที่การยกระดับการแข่งขันของ SMEs ไทย และการบังคับใช้มาตรฐานสินค้าที่เข้มงวด

 
สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

 


บันทึกโดย : Adminวันที่ : 25 ส.ค. 2569 เวลา : 16:58:25
26-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 29 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุทธิสารวินิจฉัย

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 5.04 จุด ดัชนี 1,596.01 จุด

3. MTS Gold คาดภาพรวมราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเช้าวันนี้ราคาขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,700 เหรียญ หลังตลาดตอบรับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

4. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 2.94 จุด ดัชนี 1,598.11 จุด

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (24 ส.ค.69) บวก 17.20 ดอลลาร์ นักลงทุนเข้าซื้อต่อเนื่อง จับตาประธานเฟดแถลงที่แจ็กสันโฮล

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (24 ส.ค.69) บวก 140.15 จุด รับแรงซื้อหุ้นการเงิน แต่ S&P500-Nasdaq ปิดลบจากแรงขายหุ้นเทคฯ

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (25 ส.ค.69) บวก 0.22 จุด ดัชนี 1,601.27 จุด

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (25 ส.ค.69) ทรงตัว ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.55-32.80 บาท/ดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 ส.ค.69) ปรับขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,850 บาท

11. พยากรณ์อากาศวันนี้ (25 ส.ค.69) ภาคตะวันออก ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง -ภาคอีสาน-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

12. ประกาศ กปน.: ด่วนมาก!!! คืนวันนี้ 24 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนทางหลวงชนบท นบ.3004 ตัดถนนทางหลวงหมายเลข 346

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ส.ค.69) ลบ 12.73 จุด ดัชนี 1,601.05 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (24 ส.ค.69) ลบ 14.46 จุด ดัชนี 1,599.32 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังทะลุ 4,500 เหรียญ และสามารถยืนเหนือ 4,600 เหรียญ ได้อย่างมั่นคง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 26, 2026, 1:30 am