หุ้นทอง
อาเซียน : ภูมิภาคแห่งโอกาสการเติบโต เชื่อมทุน เชื่อมโอกาส สู่การเติบโตร่วมกัน


สรุปประเด็นสำคัญในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand หัวข้อ "แลกเปลี่ยนมุมมอง: Luncheon Talk: ASEAN Growth Opportunities (ASEAN Exchange session) Inclusive Opportunities: Connecting Capital to Growth Across the ASEAN Region" (อาเซียน: ภูมิภาคแห่งโอกาสการเติบโต (ASEAN Exchange Session) เชื่อมทุน เชื่อมโอกาส สู่การเติบโตร่วมกัน) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 

Dato' Fad'l Mohamed, Chief Executive Officer, Bursa Malaysia กล่าวว่า มีการเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 60 บริษัท ระดมทุนเกือบ 6 พันล้านริงกิต ด้วยมูลค่าตลาดรวม 2.74 หมื่นล้านริงกิตในปี 2025 และมี IPO 42 บริษัท ระดมทุนรวมเกือบ 6 พันล้านริงกิต ในครึ่งแรกของปีนี้

 
เน้นดึงกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี การดูแลสุขภาพ และการผลิตขั้นสูงเข้าจดทะเบียน

สนับสนุนบริษัทขนาดกลางและ SME เข้าจดทะเบียนในตลาด ACE และ LEAP Market

ดำเนินโครงการสร้างคุณค่าในบริษัทจดทะเบียน "My Value Up" โดยตั้งเป้าหมายที่บริษัทขนาดใหญ่ (Large Cap) จำนวน 88 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกันคิดเป็น 80% ของตลาดทุนมาเลเซีย โดยให้บริษัทเหล่านี้จัดทำแผนสร้างมูลค่าที่ชัดเจน พร้อมตัวชี้วัด ปัจจุบันเป็นแบบสมัครใจ โดยกำหนดส่งแผนภายในสิ้นปี และจะมีการติดตามผลในปี 2027
 
มุ่งขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนผ่าน ETFs และ Digital Asset ETFs ตลอดจนการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ด้วยการตกลงร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ฮ่องกง (SFC) และลงนาม MOU กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) เพื่อศึกษาโอกาสจัดทำการจดทะเบียนแบบ Dual Listings

จุดแข็งของตลาดหุ้นมาเลเซีย มีความหลากหลายของเซ็กเตอร์ มีฐานผู้ลงทุนสถาบันในประเทศที่เข้มแข็งซึ่งสามารถอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าระบบได้กว่า 2.8 หมื่นล้านริงกิต การเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ตลาดทุนอิสลาม (Islamic Capital Markets) ด้วยสัดส่วนหลักทรัพย์ที่สอดคล้องตามหลักชะรีอะฮ์ (Shariah-compliant) สูงถึง 80% และเป็นผู้ส่งออกเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่อันดับ 6 ของโลก ซึ่งรองรับส่วนแบ่งงานประกอบและทดสอบชิปถึง 13% ของโลก

อาเซียนได้รับการคาดการณ์ว่าจะก้าวขึ้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกภายในปี 2040 และมองว่าอาเซียนควรถูกมองเป็น "โอกาสเสริมกัน" ไม่ใช่แข่งกันเอง และตลาดทุนโลกยัง underweight สินทรัพย์อาเซียนอยู่มาก
 
 
 
Mr. Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange กล่าวว่า จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงิน (OJK) ในการดำเนินแผนปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุน 8 หัวข้อหลักเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่างชาติและยกระดับธรรมาภิบาลของตลาดทุนอินโดนีเซีย โดยปัจจุบันได้ดำเนินการและมีผลบังคับใช้สำเร็จแล้วจำนวน 5 หัวข้อ ได้แก่

- บังคับใช้นโยบายสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนเสรี (Free Float Policy) รูปแบบใหม่ โดยปรับเพิ่มเกณฑ์ขั้นต่ำขึ้นเป็น 50% จากเดิม 7.5% สำหรับการระดมทุน IPO ใหม่และบริษัทจดทะเบียนเดิมโดยให้ระยะเวลาปรับตัว 3 ปี

- เพิ่มการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Ownership - UBO)

- ปรับปรุงข้อมูลการถือหุ้นให้ละเอียดขึ้น โดยปัจจุบัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียมี 39 ประเภทของนักลงทุน และกำหนดส่งรายงานผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนเกิน 1% ทุกต้นเดือน

- ยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่เข้มงวด สำหรับการกระทำผิดและการปั่นหุ้น

- บังคับให้กรรมการและคณะกรรมการกำกับดูแลต้องผ่านการอบรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance) อย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้ผู้จัดทำงบการเงินของบริษัทต้องผ่านการรับรองคุณวุฒิความรู้ความสามารถทางวิชาชีพบัญชี

เร่งผลักดันแผนปฏิรูปตลาดทุนในอีก 3 หัวข้อที่เหลือ ซึ่งรวมถึงแผนการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ตามขอบกฎหมายใหม่ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม โดยเปิดตัว Gold ETFs จำนวน 5 กองทุนเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพื่อขยายฐานผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิรูปอย่างยั่งยืน รวมถึงการปรับให้ดัชนี IDX สอดคล้องกับดัชนี S&P และ FTSE

ปัจจุบันมีบัญชีนักลงทุนในระบบมากกว่า 30 ล้านราย โดยมีอัตราส่วนประมาณ 30% ที่เป็นผู้ลงทุนซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ในอาเซียนจะส่งผลดีต่อการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระดับภูมิภาคเพื่อตอบสนองต่อผู้ลงทุนต่างประเทศ
 
 
 
Mr. Ramon S. Monzon, President and Chief Executive Officer, Philippine Stock Exchange กล่าวมุ่งเน้นนโยบายการปฏิรูปโครงสร้างตลาดทุนระยะสั้น เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่อง (Market Liquidity) ซึ่งเป็นความท้าทายหลักของฟิลิปปินส์ ผ่านการปรับเกณฑ์โมเดลผู้สนับสนุนการจดทะเบียน (Sponsor Model) การเปิดโอกาสให้จดทะเบียนเฉพาะหุ้นบุริมสิทธิและการผ่อนปรนกฎเกณฑ์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ให้ครอบคลุมธุรกิจทางด่วนม, Data Center, และพลังงานหมุนเวียน โดยจะมีการระดมทุนของศูนย์ข้อมูลแห่งแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้

เร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการออกตราสารชนิดใหม่ โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยื่นขออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Derivative Depositary Receipts - GDDR) พร้อมเร่งสรุปกรอบกติกาตราสารอนุพันธ์ (Derivatives Rule Framework) ที่ตั้งเป้าหมายเปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และปรับเกณฑ์พัฒนาตลาดกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีเพียงกองทุนเดียวในปัจจุบัน

พัฒนามาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและดึงดูดผู้ลงทุนรายย่อย โดยจัดตั้งกระดานซื้อขายเจรจาตรง (Negotiated Trade Board) เพื่อเอื้อต่อรายการขนาดใหญ่ที่มีข้อตกลงราคาเฉพาะให้ตกลงกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องต่อคิวปกติ การปรับโครงสร้างระบบซื้อขายขั้นต่ำเป็น "One Share, One Board Lot" และสนับสนุนการจัดตั้งบัญชีเงินออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล (PERA) แก่พนักงานซึ่งรัฐบาลสนับสนุนผ่านการลดหย่อนภาษี

ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ผ่านการเปลี่ยนระบบซื้อขายใหม่ทั้งหมดไปใช้ระบบ "Nasdaq Eclipse" ซึ่งจะเริ่มใช้จริงในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมปรับระบบรายงานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการปรับปรุงระบบรับฝากหลักทรัพย์ส่วนกลาง (Central Securities Depository System) และระบบดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ใหม่ของหน่วยงานกำกับดูแลย่อย

ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์มีอัตราส่วน P/E ที่ต่ำเพียง 9.56 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยปกติของประเทศที่ 12-13 เท่า และอาเซียนที่ 13-17 เท่า

มีอัตรากำไรเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนสูงถึง 14% สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียนรองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

มีประชากรคนรุ่นใหม่ที่มีจำนวนมากและการบริโภคภายในประเทศคิดเป็น 75% ของ GDP โดยคาดว่า GDP จะกลับมาเติบโตที่ระดับปกติ 6-7% ได้ตามทิศทางปฏิรูปของภาครัฐ
 
 
Mr.Loh Boon Chye, Chief Executive Officer, SGX Group กล่าวถึงการกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ในฐานะตลาดที่มีสินทรัพย์หลากหลาย (Multi-asset Exchange) ที่มุ่งเป้าสู่การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน (Sustainable and Durable Market) ผ่านการมุ่งพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบริษัทคุณภาพเข้าจดทะเบียน (Pipeline of Quality Companies) เพื่อสร้างวงจรความยั่งยืนของมูลค่าหลักทรัพย์ สภาพคล่อง และดึงดูดผู้ซื้อขายสากล

มีปริมาณมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี สัดส่วนกิจกรรมการซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยพุ่งสูงสุดในรอบ 50 ปี และการกระจายตัวของสภาพคล่องไปยังกลุ่มหลักทรัพย์ขนาดเล็กซึ่งมีปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในระยะเวลาเพียงปีเดียว

ปัจจุบันมีบริษัทที่แต่งตั้งที่ปรึกษาและเตรียมความพร้อมทำ IPO มากกว่า 50 บริษัท ครอบคลุมกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สินค้าอุปโภคบริโภค บริการทางการแพทย์ อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ตลอดจนร่วมมือกับ Nasdaq จัดทำกระดานจดทะเบียนควบคู่ระดับโลก (Global Listing Board) เพื่อช่วยให้บริษัทในเอเชียจดทะเบียนและซื้อขายควบคู่กันได้ทั้งใน SGX และ Nasdaq

ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มสภาพคล่องและอุปสงค์ตลาดทุนสิงคโปร์ ผ่านกองทุนสนับสนุนตลาดทุนของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS Equity Market Development Program) ภายใต้ Equity market development program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งจัดสรรลงทุนไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ควบคู่กับโครงการสนับสนุนบริษัท "Value Up Program"

ปรับปรุงประสิทธิภาพและความสะดวกในการเข้าถึงตลาดซื้อขาย โดยปรับปรุงเกณฑ์ขนาดการทำธุรกรรมรายใหญ่ (Block Size) และเตรียมเปลี่ยนผ่านระบบการรับฝากและดูแลหลักทรัพย์ (Custody) ในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมทั้งรักษาบทบาทการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของอาเซียน ซึ่งปัจจุบันบริษัทบนกระดานหลักของ SGX มีสัดส่วนบริษัทที่มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้รวมกันสูงถึง 20%
 
 
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการทำหน้าที่เป็น “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” เพื่อเป็นเสาหลักในการระดมทุนและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง

สนับสนุนมาตรการเสริมสร้างขีดความสามารถการเติบโตระดับพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนผ่านโครงการ JUMP+ พร้อมทั้งเปิดรับความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบนิเวศตลาดทุนเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. ไทยและหน่วยงานกำกับดูแล ในการทบทวนปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และข้อกำหนดการรับหลักทรัพย์เพื่อส่งเสริมกลุ่มธุรกิจ New Economy ที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างสมดุล

ศึกษาแนวทางการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ปฏิรูปตลาดทุน เช่น การพัฒนาเปลี่ยนผ่านสินทรัพย์ไปสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) หรือการแปลงสิทธิ์ในสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenisation) ซึ่งกำลังเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐานแก่โครงสร้างการให้บริการและธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

เน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือข้ามพรมแดนระดับภูมิภาค (Cross-border Collaboration) ผ่านความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการร่วมจัดตั้งตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt - DR) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมี DR ให้ซื้อขายกว่า 500 หลักทรัพย์
 
 
Mr. Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange กล่าวถึงการกำหนดเสาหลักและทิศทางการยกระดับตลาดทุนของเวียดนามผ่านหัวข้อกลยุทธ์ 4 ประการ ประกอบด้วย ความสามารถในการเข้าถึงตลาด คุณภาพของตลาด ผลิตภัณฑ์การลงทุน และความน่าเชื่อถือของตลาด

ปี 2026 เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญของตลาดหุ้นเวียดนาม FTSE Russell ยืนยันการปรับสถานะจาก Frontier Market เป็น Secondary Emerging Market มีผลในเดือนกันยายนนี้ โดยเน้นว่าการปรับสถานะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดตลาด แต่ขึ้นอยู่กับ "การเข้าถึงได้ของตลาด" (market accessibility) เช่น การยกเลิกข้อกำหนด pre-funding และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ต่างชาติเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น

ปรับปรุงมาตรฐานและยกระดับสภาพคล่องของตลาดทุนหลังการยกระดับสถานะ โดยพัฒนาปรับเปลี่ยนกระบวนการชำระบัญชีส่งมอบสู่ระบบสำนักหักบัญชีกลาง (Central Counterparty - CCP) และการเตรียมกรอบโครงสร้างมาตรการส่งเสริมธุรกรรมการให้ยืมและยืมหลักทรัพย์ (Securities Lending) รวมถึงการขายชอร์ตหลักทรัพย์ในรูปแบบที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Covered Short Sale)

ขยายความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่นอกเหนือจากการซื้อขายหุ้นสามัญ โดยพัฒนารูปแบบการจัดตั้งและขยายกองทุน

LastUpdate 26/08/2569 17:48:47 โดย : Admin
27-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 27 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 5.91 จุด ดัชนี 1,601.92 จุด

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) บวก 160.24 จุด รับบอนด์ยีลด์-น้ำมันชะลอตัว จับตาผลประกอบการ Nvidia

4. MTS Gold คาดราคาทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรหลังทดสอบ 4,700 เหรียญ แต่การปรับลงยังจำกัด โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,650 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) ลบ 3.30 ดอลลาร์ จับตาดัชนี PCE-ถ้อยแถลงประธานเฟดที่แจ็กสันโฮล

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 12.36 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,608.37 จุด

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 ส.ค.69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,900 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (26 ส.ค.69) ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 7.57 จุด ดัชนี 1,603.58 จุด

12. ประกาศ กปน.: 29 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุทธิสารวินิจฉัย

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 5.04 จุด ดัชนี 1,596.01 จุด

14. MTS Gold คาดภาพรวมราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเช้าวันนี้ราคาขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,700 เหรียญ หลังตลาดตอบรับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 2.94 จุด ดัชนี 1,598.11 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 27, 2026, 1:06 am