
By วิภาดา จิณณวาโส
ในวันที่ประเทศไทยกำลังดีใจกับการกลับมาของเงินลงทุนต่างชาติ แต่ก็ยังมีข้อกังขาตามมาว่า นักลงทุนเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ และประเทศไทยยังมีเหตุผลมากพอที่จะทำให้พวกเขาเลือกเราเป็นอันดับต้น ๆ อยู่หรือเปล่า
ซึ่งในประเด็นนี้ เราสามารถพิจารณาได้จากการแข่งขันด้านการลงทุนในอาเซียนที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้รอให้ไทยรักษาความได้เปรียบเดิมเอาไว้ แต่กำลังสร้างจุดขายใหม่ของตัวเอง ทั้งเวียดนามที่เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและเทคโนโลยี อินโดนีเซียที่ใช้ตลาดขนาดใหญ่และทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือดึง Supply Chain เข้าประเทศ และมาเลเซียที่กำลังเร่งยกระดับตัวเองขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและยานยนต์ไฟฟ้า
และที่น่าสนใจก็คือ ประเทศไทยเองไม่ได้อยู่ในจุดที่ “แพ้” อย่างชัดเจนเสียทีเดียว เพราะในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ IMD ปี 2569 ไทยขยับขึ้น 4 อันดับมาอยู่ที่อันดับ 26 ของโลก และยังเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่สิ่งที่ควรทำให้ไทยกังวลมากกว่าตำแหน่งอันดับ 26 คือเวียดนามขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 27 ห่างจากไทยเพียงอันดับเดียวเท่านั้น ขณะที่คะแนนรวมของไทยกลับลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ภาพนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญว่า ไทยยังมีความสามารถในการแข่งขัน แต่ “ระยะห่าง” ที่เคยมีไม่ได้กว้างเหมือนเดิม และเมื่อการแข่งขันแคบลงเรื่อย ๆ ไทยเราจะเอาอะไรมาแข่งขัน ในวันที่ค่าแรงไม่ใช่ข้อได้เปรียบเหมือนเดิมอีกต่อไป
ในอดีต การแข่งขันเพื่อดึงฐานการผลิตอาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า ประเทศไหนมีต้นทุนแรงงานที่เหมาะสมกว่า แต่วันนี้สมการเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยมีค่าแรงสูงกว่าประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งในภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ พวกเขากำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสร้างสิทธิประโยชน์เพื่อดึงบริษัทต่างชาติ มันเลยทำให้ไทยอยู่ในสถานะที่ค่อนข้างลำบาก เพราะหากพยายามลดต้นทุนเพื่อแข่งขันกับประเทศที่ถูกกว่า ไทยอาจไม่มีวันถูกที่สุดอยู่ดี แต่ถ้าต้นทุนสูงขึ้นโดยที่ผลิตภาพไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอ นักลงทุนก็จะเริ่มถามว่าต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นซื้อ “ความสามารถ” อะไรกลับมาให้พวกเขา
นี่คือจุดที่คำว่า Productivity มีความสำคัญ ประเทศไม่จำเป็นต้องมีค่าแรงต่ำที่สุดเพื่อดึงดูดการลงทุน หากแรงงานสามารถสร้างมูลค่าได้มากพอจนต้นทุนแรงงานต่อหน่วยยังแข่งขันได้ โดยแรงงานที่ได้รับค่าจ้างสูงแต่สามารถใช้ระบบอัตโนมัติ วิเคราะห์ข้อมูล พัฒนาเทคโนโลยี หรือควบคุมกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน อาจคุ้มค่ากว่าแรงงานราคาถูกที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่ำ ดังนั้น ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า “ค่าแรงแพง” แต่คือ เราสร้างผลิตภาพให้โตเร็วกว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ได้ ไทยจะติดอยู่ตรงกลางระหว่างประเทศต้นทุนต่ำกับประเทศที่ใช้เทคโนโลยีและผลิตภาพสูงกว่า และนั่นคือกับดักที่น่ากลัวกว่าการมีค่าแรงแพงเสียอีก
ไทยยังมีแต้มต่อ แต่แต้มต่อกำลังกลายเป็น “ของที่ทุกคนมี”
ความจริงประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจำนวนมาก โดยเรามีโครงสร้างพื้นฐานที่ค่อนข้างพร้อม มีสนามบิน ท่าเรือ ระบบถนน นิคมอุตสาหกรรม และระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนามานาน ขณะเดียวกันยังมีฐานการผลิตที่สะสมความรู้มาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และชิ้นส่วน ซึ่งกรณีของอุตสาหกรรมยานยนต์เห็นภาพชัดที่สุด โดยรายงานจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้การผลิตรถยนต์ไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงเล็กน้อย แต่ไทยยังผลิตรถยนต์ได้ 717,212 คัน มากกว่าอินโดนีเซียที่ 615,495 คัน (ข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย) และยังรักษาสถานะฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของอาเซียนไว้ได้
นอกจากนี้ การขยายการลงทุนของ Toyota ในอินโดนีเซียล่าสุดก็ไม่ได้หมายความว่า Toyota กำลังถอนตัวออกจากไทย บริษัทเองยืนยันว่าการขยายฐานดังกล่าวเป็นการรองรับตลาดที่ใหญ่ขึ้นและกระจายฐานการผลิต ขณะที่ไทยยังมีข้อได้เปรียบจาก Supply Chain และ Automotive Ecosystem ที่แข็งแรง แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ “สิ่งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของไทย กำลังกลายเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นกำลังสร้างตาม”
อินโดนีเซียกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่ยานยนต์และแบตเตอรี่โดยใช้ทรัพยากรนิกเกิลและตลาดขนาดใหญ่เป็นฐาน เวียดนามกำลังเพิ่มบทบาทในการผลิตและส่งออก ขณะที่มาเลเซียกำลังขยับเข้าสู่ห่วงโซ่ EV และเทคโนโลยีมากขึ้น เมื่อทุกประเทศมีถนน นิคมอุตสาหกรรม สิทธิประโยชน์ และแรงงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้จะไม่ใช่ “ความแตกต่าง” อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเพียง “เงื่อนไขพื้นฐาน” ที่ทุกประเทศต้องมี ไทยจึงไม่สามารถพึ่งพาความได้เปรียบเดิมไปได้ตลอด
เกม EV กำลังบอกอะไรกับไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ประเทศไทยเคยมีจุดแข็งอย่างมากจากการเป็นฐานผลิตรถยนต์สันดาป มีผู้ผลิตญี่ปุ่นรายใหญ่ มีผู้ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก และมีระบบนิเวศที่สะสมมานานกว่า 60 ปี แต่เมื่อรถยนต์กำลังเปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ EV ความได้เปรียบเดิมบางส่วนไม่ได้หายไป แต่ก็ไม่ได้มีความสำคัญเท่าเดิมทั้งหมด
เพราะชิ้นส่วนของ EV แตกต่างจากรถยนต์เดิม ขณะที่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบควบคุมรถเข้ามามีบทบาทมากขึ้น นั่นหมายความว่าประเทศที่สามารถสร้าง Ecosystem ใหม่ได้เร็ว ย่อมมีโอกาสแย่งตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตไปจากประเทศที่เคยครองตลาด โดยปัจจุบันไทยยังเป็นหนึ่งในตลาด EV สำคัญของอาเซียน และยังมีฐานการผลิตที่แข็งแรง แต่การแข่งขันไม่ได้มีแค่ไทยกับอินโดนีเซียอีกต่อไป เวียดนามกำลังมี VinFast เป็นผู้เล่นในประเทศ มาเลเซียกำลังพัฒนาตลาดของตัวเอง และผู้ผลิตจีนกำลังใช้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเป็นฐานผลิตและส่งออก นั่นทำให้โจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงจะรักษาฐานผลิตรถยนต์ไว้ได้หรือไม่ แต่คือ ไทยจะเป็นเจ้าของความสามารถส่วนไหนของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
หากไทยเป็นเพียงสถานที่ประกอบรถ ขณะที่แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบอัจฉริยะ และเทคโนโลยีสำคัญมาจากต่างประเทศ การมีโรงงานจำนวนมากอาจไม่ได้แปลว่าไทยกำลังสร้างความสามารถใหม่มากพอ แต่หาก Supplier ไทยสามารถขยับไปผลิตชิ้นส่วน EV ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้ นั่นจะเป็นการเปลี่ยนฐานการผลิตเดิมให้กลายเป็นความได้เปรียบใหม่
อาเซียนกำลังเร่งเกมการแข่งขัน
เมื่อพูดถึงเวียดนาม หลายคนอาจนึกถึงข้อได้เปรียบด้านค่าแรง แต่การแข่งขันในวันนี้ไปไกลกว่านั้น เพราะเวียดนามกำลังเร่งเชื่อมตัวเองเข้ากับห่วงโซ่การผลิตโลก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และการส่งออก ขณะที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของเวียดนามตามหลังไทยในดัชนี IMD เพียงหนึ่งอันดับ สะท้อนว่า “พื้นที่ปลอดภัย” ของไทยกำลังแคบลงเรื่อย ๆ (ThaiPublica) ขณะเดียวกัน อินโดนีเซียมีข้อได้เปรียบจากตลาดขนาดใหญ่และทรัพยากรอย่างนิกเกิล ซึ่งนำมาใช้ต่อยอดอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV พร้อมดึงดูดผู้ผลิตต่างชาติด้วยทั้งวัตถุดิบ ตลาด และสิทธิประโยชน์ กรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียเดินหน้าชักชวน Toyota ให้ขยายการลงทุน จึงสะท้อนว่าการแข่งขันเพื่อแย่งฐานการผลิตในอาเซียนกำลังเข้มข้นขึ้น (Brand Inside)
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเสนอค่าแรงหรือภาษีถูกกว่าอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งกันทั้ง ตลาด วัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ทักษะแรงงาน และการเชื่อมต่อกับ Supply Chain โลก ซึ่งไทยไม่สามารถเอาชนะด้วยการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวได้ เพราะเราไม่สามารถมีตลาดใหญ่เท่าอินโดนีเซียหรือค่าแรงต่ำเท่าเวียดนามโดยไม่แลกกับรายได้ของคนไทย สิ่งที่ไทยทำได้คือสร้าง “ความสามารถ” ที่มีมูลค่าสูงพอให้นักลงทุนยอมจ่ายต้นทุนที่สูงขึ้น และทำให้ไทยมีเหตุผลมากพอที่จะอยู่ใน Supply Chain โลกต่อไป
นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย หากประเทศไทยยังพยายามดึงการลงทุนด้วยการบอกว่าเรามีค่าแรงเหมาะสม มีพื้นที่อุตสาหกรรม และมีสิทธิประโยชน์ นักลงทุนก็ย่อมเปรียบเทียบเราโดยตรงกับประเทศอื่นที่สามารถเสนอสิ่งเดียวกันได้ แต่ถ้าไทยสามารถขายสิ่งที่เลียนแบบได้ยากกว่า เช่น Supply Chain ที่ครบวงจร บุคลากรทักษะสูง ระบบวิจัยที่เชื่อมกับภาคธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ ระบบพลังงานที่มั่นคง และ Supplier ไทยที่มีความสามารถระดับโลก สมการการแข่งขันจะเปลี่ยนทันที เพราะนักลงทุนจะไม่ได้ถามแค่ว่า “ไทยถูกกว่าหรือไม่” แต่จะถามว่า “ถ้าฉันไม่อยู่ไทย ฉันจะเสียอะไรไป?” อันเป็นระดับของความได้เปรียบที่ประเทศไทยควรสร้าง
ปัญหาใหญ่กว่าค่าแรง คือ “ผลิตภาพโตไม่ทันโลก”
การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการให้สิทธิประโยชน์เพื่อดึงลงทุนเพียงอย่างเดียว เพราะไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งจำนวนแรงงานที่มีแนวโน้มลดลง การขาดแคลนแรงงานทักษะสูง และผลิตภาพที่ต้องเร่งให้ทันต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากแรงงานลดลงแต่ผลิตภาพต่อคนไม่เพิ่ม เศรษฐกิจก็ยากที่จะเติบโตในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ต้นทุนของการทำธุรกิจไม่ได้มีแค่ค่าแรง แต่รวมถึงกฎระเบียบที่ซับซ้อนกระบวนการภาครัฐ และความไม่แน่นอนด้านนโยบายด้วย ดังนั้นการลดต้นทุนที่สำคัญจึงไม่ใช่การทำให้แรงงานถูกลง แต่คือการทำให้ “การทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้นและสร้างมูลค่าได้มากขึ้น” ส่วนสิทธิประโยชน์เอง ก็เป็นเพียงเครื่องมือดึงนักลงทุนเข้ามา แต่ไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ไทยได้โดยอัตโนมัติ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กันคือการเชื่อมบริษัทต่างชาติเข้ากับ Supplier ไทย พัฒนาทักษะแรงงาน และเชื่อมงานวิจัยกับภาคธุรกิจ เพื่อให้การลงทุนหนึ่งโครงการสร้างความสามารถใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้มากกว่าการสร้างโรงงานหรือการจ้างงานเท่านั้น
ไทยไม่ได้แพ้ แต่แต้มต่อเดิมกำลังไม่พอ
ไทยยังมีข้อได้เปรียบทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิต Supply Chain อุตสาหกรรมยานยนต์ และประสบการณ์ด้านการส่งออก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ไทยโดดเด่นเพียงประเทศเดียวอีกต่อไป ขณะที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย กำลังเร่งสร้างข้อได้เปรียบใหม่ โดยเฉพาะใน EV อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และ Digital Infrastructure
ท้ายที่สุด ไทยอาจไม่จำเป็นต้องกลับไปแข่งว่าใคร “ถูกที่สุด” เพราะเกมนั้นไทยมีโอกาสแพ้ตั้งแต่ต้น แต่ต้องเปลี่ยนมาแข่งว่าใคร “คุ้มค่าที่สุด” สำหรับนักลงทุน นั่นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้นต้องแลกมาด้วยแรงงานที่มีผลิตภาพสูง Supplier ที่มีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และความสามารถด้านเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นเลียนแบบได้ยาก ดังนั้นแล้ว การแข่งขันของอาเซียนจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีต้นทุนต่ำกว่าอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่า “ใครสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าในต้นทุนที่โลกยอมจ่าย”
ข่าวเด่น