เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : FDI ทะลักเข้าไทย แล้วเศรษฐกิจไทยได้อะไร?


 

     By วิภาดา จิณณวาโส
 
ประเทศไทยกำลังกลับมาเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง หลังคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีมูลค่ากว่า 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากทั้งหมด 877 โครงการ ขณะที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งไทยและต่างชาติอยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% โดยเงินลงทุนก้อนใหญ่กำลังไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยเฉพาะ Data Center, Data Hosting และ Cloud Service รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตขั้นสูง

ตัวเลขนี้ถือเป็นข่าวดีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการที่บริษัทต่างชาติมองประเทศไทยเป็นฐานลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ย่อมสะท้อนว่าประเทศไทยยังมีจุดแข็งบางอย่างที่สามารถดึงดูดเงินทุนระดับโลกได้ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ตำแหน่งที่ตั้ง ระบบไฟฟ้าและการเชื่อมต่อ ตลอดจนฐานอุตสาหกรรมเดิมที่สามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ได้

แต่ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังมองตัวเลข FDI ที่เพิ่มขึ้น 80% นี้ เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังกลับมาแข็งแกร่งขึ้น ก็มีข้อสงสัยว่า “เมื่อเงินลงทุนเหล่านั้นเข้ามาแล้ว เศรษฐกิจไทยได้อะไรกลับไปมากแค่ไหน?” เพราะต้องไม่ลืมว่า 1.37 ล้านล้านบาทดังกล่าว คือ “คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ” ไม่ใช่เงินทั้งหมดที่ถูกนำเข้ามาลงทุนและใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วทันที ตัวเลขนี้จึงเป็นสัญญาณของความสนใจและแผนการลงทุนที่มีความสำคัญ แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับว่าโครงการเหล่านั้นจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด และเมื่อเดินหน้าแล้วจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทยได้ลึกแค่ไหน

นี่จึงเป็นจังหวะที่ประเทศไทยควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการวัดความสำเร็จของ FDI ด้วย “มูลค่าเงินลงทุน” เพียงอย่างเดียว ไปสู่คำถามที่ลึกกว่านั้นว่า งินก้อนเดียวกันนี้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคน บริษัท และอุตสาหกรรมไทยได้เท่าไหร่” เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ เงินทุนต่างชาติสามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศเจ้าบ้านได้หลายช่องทาง ทั้งการลงทุนโดยตรง การจ้างงาน การซื้อวัตถุดิบและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ การเพิ่มการส่งออก รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้

แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกโครงการ ลองสมมติว่าบริษัทต่างชาติลงทุน 100 บาทในประเทศไทย หากเงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการนำเข้าเครื่องจักร ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ และบริการจากต่างประเทศ ขณะที่แรงงานทักษะสูงและเทคโนโลยีหลักยังมาจากบริษัทแม่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็อาจจำกัดอยู่ที่การก่อสร้าง การจ้างงานบางส่วน และการใช้บริการภายในประเทศ

ในทางกลับกัน หากเงิน 100 บาทเดียวกันทำให้เกิดการซื้อสินค้าจาก Supplier ไทย การจ้างวิศวกรและบุคลากรไทย การตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างบริษัทไทยที่สามารถเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ได้ ผลต่อเศรษฐกิจจะกว้างกว่ามาก ดังนั้น สิ่งที่ประเทศควรสนใจจึงไม่ใช่แค่เงินเข้าประเทศมาเท่าไหร่ แต่คือ “เงินนั้นทิ้งมูลค่าอะไรไว้ในประเทศบ้าง” เพราะ FDI ที่เข้ามาแล้วจบอยู่ที่โครงการของบริษัทต่างชาติ กับ FDI ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจไทยอีกหลายร้อยราย ให้ผลต่อเศรษฐกิจคนละเรื่อง แม้จะมีมูลค่าการลงทุนเท่ากันก็ตาม

Data Center คือบททดสอบสำคัญของ FDI ยุคใหม่

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากกระแสการลงทุน Data Center ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของ FDI ไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูล BOI ระบุว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ Data Center, Data Hosting และ Cloud Service การลงทุนเหล่านี้สร้างประโยชน์ให้ไทยได้หลายด้าน ตั้งแต่การก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์เครือข่าย โลจิสติกส์ ไปจนถึงบริการด้านเทคโนโลยี และสามารถช่วยรองรับการเติบโตของ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

แต่ Data Center ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดว่า “มูลค่าการลงทุนสูง” ไม่ได้แปลว่า “มูลค่าที่ตกค้างในประเทศสูง” โดยอัตโนมัติ เพราะหลังจากอาคารสร้างเสร็จแล้ว คำถามสำคัญคือ บริษัทไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนของระบบนิเวศดังกล่าว หากบริษัทไทยได้เพียงงานก่อสร้าง งานดูแลอาคาร หรือบริการพื้นฐาน ขณะที่เทคโนโลยี Cloud ระบบ AI อุปกรณ์สำคัญ และทรัพย์สินทางปัญญายังถูกควบคุมจากต่างประเทศ ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับก็อาจมีขอบเขตจำกัด

แต่ถ้าการลงทุนเหล่านี้ทำให้เกิดบริษัทไทยที่สามารถให้บริการ Cloud, Cybersecurity, AI Solution หรือระบบวิศวกรรมขั้นสูงได้มากขึ้น รวมถึงทำให้มหาวิทยาลัยและภาคเอกชนสามารถร่วมกันพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย เท่ากับว่าเงินลงทุนก้อนเดียวกำลังสร้าง “ความสามารถใหม่” ให้กับประเทศ นี่คือความแตกต่างระหว่างการเป็น สถานที่ตั้งของการลงทุน กับการเป็น ส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่สร้างมูลค่าจากการลงทุน และตรงนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า FDI รอบใหม่จะเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่

จากโรงงานต่างชาติ สู่ Supplier ไทย

อีกตัวแปรสำคัญคือ Local Content หรือสัดส่วนการใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการในประเทศ เพราะบริษัทต่างชาติหนึ่งรายสามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่าจำนวนพนักงานที่บริษัทนั้นจ้างโดยตรง หากบริษัทดังกล่าวมีการซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจไทยจำนวนมาก เงินลงทุนหนึ่งก้อนก็จะกระจายต่อไปยังผู้ผลิต ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ บริษัทซอฟต์แวร์ และธุรกิจอื่น ๆ ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

ในทางกลับกัน หาก Supply Chain ส่วนใหญ่ยังเชื่อมโยงกับบริษัทแม่ในต่างประเทศ ผลประโยชน์ก็จะไม่กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดึงบริษัทระดับโลกเข้ามาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ไทยต้องทำให้บริษัทไทย “โตไปพร้อมกัน” ด้วย และโจทย์นี้ก็จะยิ่งสำคัญเมื่อเงินลงทุนใหม่กำลังเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เพราะบริษัทไทยจำนวนมากอาจยังไม่มีความสามารถหรือมาตรฐานเพียงพอที่จะเข้าไปเป็น Supplier ในห่วงโซ่มูลค่าเหล่านี้

รัฐบาลจึงไม่ควรมอง FDI เป็นเพียงนโยบายดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐาน แต่ควรมองควบคู่กับนโยบายยกระดับผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างบริษัทข้ามชาติกับธุรกิจในประเทศจริง ๆ เป้าหมายไม่ควรเป็นเพียง “มีโรงงานใหม่” แต่ต้องไปถึง “มีบริษัทไทยที่เก่งขึ้นเพราะโรงงานนั้นเข้ามา”

และอีกมิติหนึ่งที่อาจสำคัญกว่าจำนวนเงินลงทุน คือ “คน” เพราะการลงทุนใน Data Center, AI, Cloud และ Advanced Manufacturing ไม่สามารถพึ่งแรงงานแบบเดิมได้ทั้งหมด แต่ต้องการวิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูล Cybersecurity ผู้เชี่ยวชาญระบบอัตโนมัติ และบุคลากรด้านวิจัยและพัฒนา หากไทยสามารถใช้โครงการลงทุนเหล่านี้เป็นพื้นที่ฝึกคนไทยให้ทำงานกับเทคโนโลยีระดับโลกได้ ผลประโยชน์จะอยู่กับประเทศแม้บริษัทต่างชาติจะเปลี่ยนผู้ลงทุนในอนาคต

แต่หากตำแหน่งงานที่สร้างมูลค่าสูงยังอยู่กับบุคลากรจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่คนไทยทำงานอยู่ในตำแหน่งที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ การลงทุนจำนวนมหาศาลก็อาจไม่ได้ช่วยยกระดับผลิตภาพของประเทศเท่าที่ควร แต่ข่าวดีคือ BOI ระบุว่าโครงการที่ได้รับการส่งเสริมในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คาดว่าจะสร้างงานให้คนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง และมีการใช้วัตถุดิบในประเทศราว 3.8 แสนล้านบาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวนี้สะท้อนว่า FDI สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้จริง แต่จากนี้สิ่งที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงจำนวนงานที่เกิดขึ้น หากเป็นคุณภาพของงานเหล่านั้น รวมถึงการยกระดับทักษะและรายได้ของแรงงานไทยในระยะยาว

สิ่งที่ไทยต้องเก็บไว้ให้ได้ คือ Technology และ Know-how

ในระยะยาว มูลค่าที่สำคัญที่สุดของ FDI อาจไม่ใช่เงินทุน แต่คือสิ่งที่เงินทุนเหล่านั้นช่วยให้ประเทศ “เรียนรู้” หลายประเทศในเอเชียเคยใช้การลงทุนจากบริษัทต่างชาติเป็นบันไดเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของตัวเอง บริษัทต่างชาติเริ่มเข้ามาผลิตสินค้า จากนั้นผู้ผลิตในประเทศค่อย ๆ เรียนรู้มาตรฐานการผลิต เทคโนโลยี การบริหาร Supply Chain และการออกแบบ จนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ผลิตที่แข่งขันในตลาดโลกได้

หากไทยทำเช่นนั้นได้ FDI จะไม่ได้เป็นเพียงเงินจากต่างประเทศ แต่จะทำหน้าที่เหมือน “โรงเรียนขนาดใหญ่” ที่ช่วยสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

แต่หากบริษัทไทยไม่สามารถเรียนรู้และขยับขึ้นไปในห่วงโซ่มูลค่าได้ เมื่อสิทธิประโยชน์หมดลงหรือบริษัทต่างชาติเปลี่ยนกลยุทธ์ ไทยก็อาจเหลือเพียงโครงสร้างพื้นฐานและการจ้างงานบางส่วน โดยไม่ได้สร้างความสามารถใหม่ขึ้นมาอย่างเพียงพอ ดังนั้น Technology Transfer จึงไม่ใช่คำสวย ๆ ในเอกสารนโยบาย แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดว่า FDI กำลังสร้างอนาคตให้ไทยจริงหรือไม่

นอกจากนี้ เราต้องเปลี่ยนจากการ “ดึงให้บริษัทต่างชาติเข้ามา” ไปสู่ “ผู้เลือก” ให้ได้ ตามทิศทางนโยบายของไทยเองกำลังขยับจากการเน้นดึงเงินลงทุนไปสู่การพิจารณาว่าโครงการลงทุนสร้างประโยชน์ให้ประเทศมากเพียงใด โดยเฉพาะในธุรกิจ Data Center ที่มีการพูดถึงเกณฑ์ด้านการจ้างงานคนไทย การสร้างบุคลากร AI และ Cloud การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัย การใช้สินค้าและบริการจากผู้ประกอบการไทย รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ

นี่เป็นทิศทางที่ควรเกิดขึ้น เพราะเมื่อเงินลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้นทุนที่ประเทศต้องรองรับก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำ ขณะที่โครงการอุตสาหกรรมต้องใช้พื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน และระบบขนส่ง เพื่อพิจารณาว่า “ประเทศต้องใช้ทรัพยากรเท่าไหร่เพื่อรองรับโครงการนั้น และได้รับประโยชน์กลับมาอย่างไร” เมื่อมองในมุมนี้ FDI จึงไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครสามารถให้สิทธิประโยชน์ได้มากที่สุด หรือใครสามารถประกาศตัวเลขเงินลงทุนได้สูงที่สุด แต่ควรเป็นการแข่งขันว่า ประเทศใดสามารถเปลี่ยนเงินทุนจากต่างชาติให้กลายเป็นความสามารถของคนและธุรกิจในประเทศได้มากที่สุด

สุดท้ายนี้ การที่คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติเพิ่มขึ้น 80% นั้น แม้จะเป็นข่าวดี แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะเงินลงทุนแต่ละโครงการสร้างประโยชน์ให้ประเทศไม่เท่ากัน โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่ดึงเงินลงทุนเข้ามา แต่ต้องทำให้เงินเหล่านั้นเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งการใช้ Supplier ไทย การสร้างงานทักษะสูง การถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการยกระดับบริษัทไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น เพราะ FDI ที่ดีไม่ใช่แค่เงินที่เข้ามา แต่คือ เงินที่ทำให้คนไทย บริษัทไทย และอุตสาหกรรมไทยเก่งขึ้น จากการเปลี่ยนเงินลงทุนของคนอื่นให้กลายเป็นความสามารถของตัวเอง

LastUpdate 26/08/2569 21:35:17 โดย : Admin
27-08-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 27 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนเลี่ยงเมืองนนทบุรี

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 5.91 จุด ดัชนี 1,601.92 จุด

3. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) บวก 160.24 จุด รับบอนด์ยีลด์-น้ำมันชะลอตัว จับตาผลประกอบการ Nvidia

4. MTS Gold คาดราคาทองคำเผชิญแรงขายทำกำไรหลังทดสอบ 4,700 เหรียญ แต่การปรับลงยังจำกัด โดยเช้านี้เคลื่อนไหวบริเวณ 4,650 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (25 ส.ค.69) ลบ 3.30 ดอลลาร์ จับตาดัชนี PCE-ถ้อยแถลงประธานเฟดที่แจ็กสันโฮล

6. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 12.36 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,608.37 จุด

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.60-32.85 บาท/ดอลลาร์

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (25 ส.ค.69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 72,900 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (26 ส.ค.69) ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. ฝนฟ้าคะนอง 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคกลาง 40% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 30%

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (26 ส.ค.69) บวก 7.57 จุด ดัชนี 1,603.58 จุด

12. ประกาศ กปน.: 29 ส.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุทธิสารวินิจฉัย

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 5.04 จุด ดัชนี 1,596.01 จุด

14. MTS Gold คาดภาพรวมราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเช้าวันนี้ราคาขยับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 4,700 เหรียญ หลังตลาดตอบรับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (25 ส.ค.69) ลบ 2.94 จุด ดัชนี 1,598.11 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ August 27, 2026, 2:02 am