
ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี ประเมินค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอยู่ที่ประมาณ 32.95 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนยังติดตามพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลกในช่วงนี้มาจากการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) โดย ประธานวอร์ช (Chair Warsh) ได้ส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะเข้มงวด (Hawkish) พร้อมระบุว่าอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังมีความแข็งแกร่ง และภาวะการเงินโดยรวมยังค่อนข้างผ่อนคลาย ส่งผลให้นักลงทุนปรับเพิ่มการคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นประมาณ 60% จากเดิมที่อยู่ที่ 36% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
ด้านสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ นายเบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการ “Operation Economic Outcast” เพื่อคว่ำบาตรบุคคลและองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับอิหร่านจำนวน 60 ราย ครอบคลุมเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ ธุรกิจน้ำมัน และกองเรือเงา (Shadow Fleet) พร้อมส่งสัญญาณถึงการใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นทุติยภูมิ และการจำกัดการเข้าถึงระบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความต้องการถือครองสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุด ยังคงสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) เดือนกรกฎาคมขยายตัว 0.2% จากเดือนก่อนหน้า และ 3.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) เพิ่มขึ้น 0.2% และ 3.7% ตามลำดับ สูงกว่าที่ตลาดประเมินไว้เล็กน้อย นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เพิ่มขึ้น 1.1% สูงกว่าคาดการณ์ของตลาด
อย่างไรก็ตาม ตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลงบ้าง หลังการปรับทบทวนตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls Revision) ลดลง 79,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนยังคงติดตามเพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในระยะข้างหน้า
ในส่วนของค่าเงินบาท สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ หลังการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่สูงกว่าคาด และถ้อยแถลงของประธานวอร์ชที่มีน้ำเสียงเข้มงวดมากกว่าที่ตลาดประเมิน ส่งผลให้เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์
ขณะที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากตลาดได้รับรู้และสะท้อนการคาดการณ์ดังกล่าวไปแล้วล่วงหน้า
ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและความผันผวนของค่าเงินบาทในระยะสั้นได้ต่อไป.
ข่าวเด่น