เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมรถยนต์ไทย: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในรอบกว่า 60 ปี


 
• ญี่ปุ่นใช้เวลากว่า 60 ปี วางรากฐานอุตสาหกรรมในไทยจนไทยก้าวเป็น "Detroit of Asia" 
• นโยบาย EV 3.0 ดึงผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตอย่างรวดเร็ว 
• การเปลี่ยนผ่านสู่ EV กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานไทย 
• ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องเร่งปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ 
• อนาคตของไทยไม่ได้อยู่ที่การเลือก "ญี่ปุ่นหรือจีน" แต่อยู่ที่การยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้แข่งขันได้
 
กว่า 60 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวความสำเร็จของเศรษฐกิจไทย
จากประเทศที่แทบไม่มีการผลิตรถยนต์ในช่วงต้นทศวรรษ 2500 ไทยค่อย ๆ ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเคยติดอันดับ 10 ของโลก โดยมีผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเป็นกำลังสำคัญในการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่โรงงานประกอบไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน
 
แต่วันนี้ “จุดแข็งเดิม” ที่ไทยใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษ กำลังเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
เพราะรถยนต์กำลังเปลี่ยนจากเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีแบตเตอรี่ มอเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์เป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน ห่วงโซ่อุตสาหกรรมก็ต้องเปลี่ยนตาม
 
จากฐานประกอบรถยนต์...สู่ "Detroit of Asia"
ย้อนกลับไปกว่า 60 ปีก่อน รถยนต์ที่วิ่งบนถนนไทยส่วนใหญ่เป็นรถนำเข้า ขณะที่การผลิตในประเทศยังจำกัดอยู่กับการประกอบจากชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือ CKD
 
ช่วงต้นทศวรรษ 2500 รัฐบาลเริ่มใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนและอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า เพื่อดึงการผลิตเข้ามาในประเทศ ลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า และสร้างฐานอุตสาหกรรมของไทย ผู้ผลิตญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Nissan, Isuzu, Mitsubishi และ Hino จึงทยอยเข้ามาลงทุน
 
จากโรงงานประกอบรถยนต์ในระยะแรก รัฐบาลค่อย ๆ เพิ่มข้อกำหนดการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หรือ Local Content ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนทั้งไทยและญี่ปุ่นเติบโตตามไปด้วย จนไทยพัฒนาเครือข่าย Supply Chain ด้านยานยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นมาได้
 
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นหลัง Plaza Accord ในปี 2528 เมื่อเงินเยนแข็งค่าขึ้นและต้นทุนการผลิตในญี่ปุ่นสูงขึ้น บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากจึงเร่งกระจายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ ไทยอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน ฐานผู้ผลิตชิ้นส่วน และนโยบายส่งเสริมการลงทุน จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินลงทุนญี่ปุ่น
 
จากโรงงานที่ผลิตเพื่อขายในประเทศ ไทยจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
ต่อมา การผลักดันอุตสาหกรรมรถกระบะหนึ่งตัน รวมถึงโครงการ Eco Car ยิ่งช่วยสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและดึงการลงทุนเพิ่มขึ้น จนรถยนต์กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ
ช่วงปี 2555–2556 ไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้มากกว่า 2 ล้านคันต่อปี และก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยรถยนต์กลายเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้สูงที่สุดของประเทศ
 
“Detroit of Asia” จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากโรงงานรถยนต์เพียงไม่กี่แห่ง แต่เกิดจาก Ecosystem ที่ไทยใช้เวลาสะสมมาหลายสิบปี
 
แต่โลกเริ่มเปลี่ยน...และกติกาก็เปลี่ยนตาม
ขณะที่ไทยประสบความสำเร็จกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โลกเริ่มเดินเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า
ญี่ปุ่นเลือกแนวทาง Multi-pathwayโดยพัฒนาเทคโนโลยีหลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้ง HEV, PHEV, BEV และ FCEV ด้วยมุมมองว่าโครงสร้างพลังงาน กำลังซื้อ และความพร้อมของแต่ละประเทศแตกต่างกัน
 
ตรงกันข้าม จีนเดินอีกเส้นทางหนึ่ง
รัฐบาลจีนผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่อย่างจริงจัง ตั้งแต่แบตเตอรี่ วัตถุดิบ มอเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการสนับสนุนตลาดภายในประเทศ
 
ผลคือจีนสามารถสร้าง Supply Chain ของ EV ขนาดใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต และก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าโลกได้อย่างรวดเร็ว
 
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจาก “ใครขายรถได้มากกว่า” เป็น “ใครควบคุมเทคโนโลยีและมูลค่าเพิ่มในรถยนต์ยุคใหม่ได้มากกว่า”
 
เมื่อผู้เล่นจากจีนกำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย
 
ปี 2565 ไทยเริ่มใช้มาตรการ EV 3.0 โดยใช้ทั้งเงินอุดหนุนผู้ซื้อ การลดอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิต ควบคู่กับเงื่อนไขให้บริษัทที่ได้รับสิทธิและนำเข้ารถ EV เข้ามาจำหน่าย ต้องผลิตรถยนต์ชดเชยภายในประเทศไทย
 
ภาพที่เกิดขึ้นคล้ายกับเมื่อหลายสิบปีก่อนที่ไทยใช้มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงผู้ผลิตญี่ปุ่นเข้ามาสร้างฐานอุตสาหกรรม
 
เพียงแต่รอบนี้ ผู้ลงทุนรายใหม่จำนวนมากมาจากจีน BYD, Great Wall Motor, SAIC, Changan และผู้ผลิตจีนรายอื่น ๆ ทยอยเข้ามาลงทุน ตั้งโรงงาน และเริ่มเชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ตัวอย่างหนึ่งคือ Changan ซึ่งประกาศลงทุนโรงงานในระยะแรกกว่า 10,000 ล้านบาท และจัดกิจกรรมจับคู่กับ Supplier ในประเทศ โดย BOI ประเมินว่าการเจรจาธุรกิจครั้งหนึ่งมีโอกาสสร้างยอดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 3,600 ล้านบาท
 
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ Supply Chain ชุดใหม่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นบนฐานอุตสาหกรรมเดิมของไทย
เมื่อรถเปลี่ยน...ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องเปลี่ยนตาม
 
รถยนต์ไฟฟ้ามีโครงสร้างแตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก
 
ชิ้นส่วนอย่างลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง ระบบไอเสีย หรือระบบเชื้อเพลิง ซึ่งเคยสร้างรายได้ให้ Supplier ไทยจำนวนมาก จะมีบทบาทลดลง ขณะที่แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า Power Electronics ระบบจัดการแบตเตอรี่ เซนเซอร์ และซอฟต์แวร์ จะมีความสำคัญมากขึ้น
 
สำหรับผู้ผลิตรายใหญ่ การเปลี่ยนครั้งนี้อาจหมายถึงการลงทุนในเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่สำหรับ SMEs บางราย นี่อาจหมายถึงการต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ เปลี่ยนลูกค้า หรือแม้กระทั่งเปลี่ยน Business Model และที่สำคัญการเปลี่ยนนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดรถยนต์ไทยยังไม่แข็งแรงนัก
 
ยอดขายรถยนต์ในประเทศซึ่งเคยแตะประมาณ 1.44 ล้านคันในปี 2555 เหลือ 621,166 คันในปี 2568 แม้จะเริ่มฟื้นตัว 8.5% จากปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตมาก ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูงและมาตรฐานสินเชื่อรถยนต์ที่เข้มงวด จึงเกิดแรงกดดันพร้อมกันสองด้าน คือ ตลาดเดิมยังอ่อนแอ ขณะที่
เทคโนโลยีใหม่กำลังเข้ามาเร็ว
 
จาก "Detroit of Asia" สู่ "EV Hub"...ประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร
วันนี้ไทยมีสินทรัพย์ที่หลายประเทศอยากมี
 
เรามีฐานการผลิตเดิม มี Supplier มีแรงงานที่มีประสบการณ์ มีโครงสร้างพื้นฐาน และมีประวัติการทำงานร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกมายาวนาน
 
ญี่ปุ่นยังมีบทบาทสำคัญในรถยนต์ไฮบริด รถกระบะ การส่งออก และ Supply Chain เดิม ขณะที่การลงทุนจากจีนกำลังเพิ่มฐานการผลิต EV แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีใหม่เข้ามา
 
ดังนั้น โจทย์ของไทยไม่ใช่การเลือกว่า “ญี่ปุ่นหรือจีน”
 
แต่คือ “เราจะทำอย่างไรให้ทั้งการลงทุนเดิมและการลงทุนระลอกใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยมากที่สุด”
 
สิ่งที่ไทยต้องเร่งทำจึงมีตั้งแต่การพัฒนาทักษะแรงงานด้าน EV อิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ การช่วย SMEs เปลี่ยนผ่านไปสู่ชิ้นส่วนที่ยังมีอนาคต การสร้าง Supply Chain ของแบตเตอรี่และ Power Electronics ไปจนถึงการยกระดับศูนย์ทดสอบ วิศวกรรม และ R&D ภายในประเทศ
 
กว่า 60 ปีที่แล้ว ไทยเริ่มต้นจากการนำชิ้นส่วนต่างประเทศเข้ามาประกอบรถยนต์ ก่อนค่อย ๆ สร้าง Supplier แรงงาน และองค์ความรู้ จนกลายเป็นฐานการผลิตระดับโลก
 
วันนี้เราอาจกำลังยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นคล้ายกันอีกครั้ง
ความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ จะขึ้นอยู่กับว่าไทยสามารถสร้างเทคโนโลยี พัฒนาทักษะ และเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศได้มากเพียงใด รวมถึงจะทำอย่างไรให้การยกระดับเหล่านี้เกิดขึ้นได้เร็วพอกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม
 
หากทำได้ การเปลี่ยนผ่านสู่ EV อาจกลายเป็นบทใหม่ของความสำเร็จที่ต่อยอดจาก “Detroit of Asia”
แต่ถ้าทำไม่ได้ ไทยอาจยังผลิตรถยนต์ได้จำนวนมากเหมือนเดิม เพียงแต่คุณค่าทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในประเทศอาจไม่มากเท่าที่เราคาดหวัง
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 01 ก.ย. 2569 เวลา : 18:37:37
01-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. เติมด่วน!!! น้ำมันขึ้นราคา

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ย.69) ลบ 6.48 จุด ดัชนี 1,588.68 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (1 ก.ย.69) บวก 2.32 จุด ดัชนี 1,597.48 จุด

4. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (31 ส.ค.69) ร่วง 374.09 จุด กังวลน้ำมันพุ่งหนุนเงินเฟ้อสูง-เฟดขึ้นดอกเบี้ย

5. พยากรณ์อากาศวันนี้ (1 ก.ย.69) ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและอีสานเข้าสู่พายุโซนร้อน "โซเดล" บริเวณทะเลจีนใต้ ส่งผล "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 70% ภาคกลาง 60% ภาคใต้ 40%

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.30 บาท/ดอลลาร์

7. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (1 ก.ย.69) ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง ที่ระดับ 33.17 บาทต่อดอลลาร์

8. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (1 ก.ย.69) บวก 7.49 จุด ดัชนี 1,602.65 จุด

9. MTS Gold คาดราคาทองคำยังอยู่ในช่วงปรับฐานต่อเนื่องจากแรงขายในคืนวันศุกร์ โดยเมื่อวานราคาปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,395 เหรียญ ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (1 ก.ย. 69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 70,700 บาท

11. ประกาศ กปน.: 3 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนรถไฟ

12. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (31 ส.ค. 69) บวก 6.94 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,595.16 จุด

13. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (31 ส.ค. 69) บวก 2.45 จุด ดัชนี 1,590.67 จุด

14. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปิดลดลงกว่า 3% มาอยู่บริเวณ 4,450 เหรียญ ก่อนอ่อนตัวต่อเนื่องในช่วงเช้าวันนี้ลงมาทดสอบบริเวณ 4,400 เหรียญ

15. พยากรณ์อากาศวันนี้ (31 ส.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคอีสานเข้าสู่พายุดีเปรสชันบริเวณชายฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ส่งผลฝนตกหนัก "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" 70% ภาคกลาง 60% ภาคใต้ 40%

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 1, 2026, 11:17 pm