
• ส่งออกเกษตร Q2/69 หดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 มูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรอยู่ที่ 14,828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -3.4%YoY ต่อเนื่องจาก -3.0%YoY ในไตรมาสก่อน โดยมี ข้าว มันสำปะหลัง และน้ำตาลทราย เป็นสินค้าหลักที่ฉุดการส่งออก
• สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันและข้อจำกัดด้านอุปทานกดดันสินค้าสำคัญ โดย ข้าวได้รับแรงกดดันจากการกลับมาส่งออกของอินเดียและปัญหาการขนส่งไปตะวันออกกลาง ขณะที่มันสำปะหลังเผชิญปัญหาโรคใบด่างจนวัตถุดิบขาดแคลน ส่วนน้ำตาลทรายได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกที่ปรับลดลงจากฐานสูงในปีก่อน
• Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปี 2570 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับความเสี่ยงด้านผลผลิตจากภาวะเอลนีโญ อีกทั้งต้นทุนการผลิตที่สูง และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนมาตรการภาษีและสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรใน Q2/69 หดตัวเป็นไตรมาสที่ 4
ภาคส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังเผชิญภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง โดย Q2/69 หดตัว -3.4%YoY นับเป็นการติดลบติดต่อกัน 4 ไตรมาส จากแรงกดดันของตลาดส่งออกสำคัญอย่างจีนและสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปจีน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 24% หดตัว -0.7%YoY จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่เป็นห่วงโซ่การผลิตของจีนอย่างยางพารา ส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 11% หดตัว -3.6%YoY ส่วนหนึ่งจากสต็อกของคู่ค้าในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง จากการเร่งนำเข้าตั้งแต่ในช่วง 1H/68 โดยเฉพาะข้าว
ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4% หดตัวสูงถึง -32.6%YoY จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกข้าว และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปไปตะวันออกกลางลดลง
หมวดสินค้าเกษตรทรงตัวที่ -0.01%YoY (สัดส่วนราว 53% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร)
? ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้ง (12.9%YoY) ตามอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นในจีน
? ข้าว (-17.1%YoY) จากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงหลังอินเดียกลับมาส่งออกตั้งแต่ปลายปี 2567 และผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
? มันสำปะหลัง (-36.1%YoY) จากปัญหาโรคใบด่างที่ระบาดในภาคอีสานซึ่งเป็นที่ตั้งหลักของโรงงานมันเส้น และแป้งมัน ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบส่งออก
ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรพลิกหดตัวที่ -7.9%YoY (สัดส่วนราว 47%)
? อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (2.9%YoY) จากการเร่งนำเข้าทูน่ากระป๋องของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น
? อาหารสัตว์เลี้ยง (10.3%YoY) จากความต้องการนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น
? น้ำตาลทราย (-17.0%YoY) จากราคาตลาดโลกที่ปรับตัวลงจากฐานสูง
สงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกระทบสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรอะไรบ้าง?
ใน Q2/69 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรของไทยไปตะวันออกกลางมีภาพรวมที่หดตัวในหลายรายการสำคัญ อาทิ
? อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป มูลค่าการส่งออกหดตัว -7.7%YoY โดยเฉพาะทูน่ากระป๋องหดตัว -6.0%YoY เนื่องจากคำสั่งซื้อชะลอตัวลงจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้การขนส่งหยุดชะงัก
? ข้าว มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงถึง -72.6%YoY โดยเฉพาะตลาดอิรักที่ 1H/69 ลดลงถึง -84%YoY จากปัญหาติดขัดด้านการขนส่งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้การส่งออกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้าบางรายการที่ส่งออกได้ เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งทางเรือไปใช้เส้นทางอื่นที่ไม่ผ่านช่องแคบที่ได้รับผลกระทบ1
สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ
1) ”ข้าว”ถูกกดดันจากการแข่งขัน
มูลค่าการส่งออกข้าวใน Q2/69 หดตัว -17.1%YoY เป็น 957 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปริมาณการส่งออกข้าวโดยรวมที่หดตัว -18.5%YoY ขณะที่ราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยโดยรวมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.8%YoY โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5% ซึ่งเป็นข้าวส่งออกหลักของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอยู่ที่ราว 446 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือเพิ่มขึ้น 5.7%YoY จากราคาข้าวสารในประเทศที่ปรับตัวขึ้นจากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง ยิ่งซ้ำเติมความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดโลก เช่นเดียวกับราคาส่งออกข้าวหอมมะลิที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.1%YoY เป็น 1,215 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
2) “ยางพารา”หดตัวจากอุปสงค์ที่ลดลง
มูลค่าการส่งออกยางพาราใน Q2/69 อยู่ที่ 1,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -4.9%YoY โดยแบ่งเป็น
ยางแผ่นและยางแท่งหดตัว -5.5%YoY แม้ว่าราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 3.3%YoY เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นจากสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้ความต้องการใช้ยางพาราเพื่อทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว -8.6%YoY จากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง -17.7%YoY1 โดยได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตรถยนต์ของจีนใน Q2/69 ลดลง -1.4%YoY ประกอบกับจีนยกเว้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศในแอฟริกา (ยกเว้นเอสวาตินี) เป็นระยะเวลา 2 ปี โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 ทำให้จีนหันไปนำเข้ายางแผ่นและยางแท่งจากโกตดิวัวร์มากขึ้น
ส่วนน้ำยางข้นหดตัว -2.6%YoY แม้ว่าได้รับแรงหนุนจากราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 16.5%YoY แต่ปริมาณการส่งออกหดตัว -16.4%YoY จากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง -51.6%YoY2 เนื่องจากสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าถุงมือยางจีนสูงถึง 100% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ทำให้ความต้องการนำเข้าน้ำยางข้นจากไทยเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางจีนส่งออกไปสหรัฐฯ ลดลง
1 อ้างอิงจากบทความ ยูเออีเร่งปรับเส้นทางการค้า รับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน–ฮอร์มุซ โดย DITP
2 มูลค่าการส่งออกยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นไปจีนเฉลี่ย 3 ปี (2566-2568) คิดเป็นสัดส่วน 37% และ 33% ของการส่งออกยางแผ่นยางแท่ง และน้ำยางข้นทั้งหมดของไทย ตามลำดับ
3) “มันสำปะหลัง” หดตัวจากผลผลิตลด
มูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดใน Q2/69 อยู่ที่ 86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -71.6%YoY ในแง่ปริมาณหดตัว -82.5%YoY เพราะผลผลิตหัวมันสดขาดแคลน จากปัญหาโรคใบด่างที่ยังระบาดในหลายพื้นที่ ประกอบกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้การนำเข้าวัตถุดิบหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาลดลงมาก จากปัจจัยผลผลิตที่ตึงตัวข้างต้น จึงกระทบต่อการส่งออก และทำให้ราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 28.4%YoY เป็น 238 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังดิบและดัดแปรอยู่ที่ 457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว -10.0%YoY โดยในแง่ปริมาณหดตัว -31.3%YoY เพราะผลผลิตที่มีจำกัดจากปัญหาโรคใบด่าง รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเช่นกัน ทำให้ราคาส่งออกเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30.9%YoY เป็น 660 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
4) ”ผลไม้” ยังขยายตัวใน Q2/69 จากความต้องการในตลาดจีนที่เพิ่มขึ้น
มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งใน Q2/69 ยังขยายตัว 12.9%YoY เป็น 3,775 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากอุปสงค์ตลาดจีนยังเป็นแรงหนุนสำคัญขยายตัว 16.6%YoY3 โดยมูลค่าการส่งออกทุเรียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทย ขยายตัว 28.8%YoY ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำ เพราะในช่วง 1H/68 ได้รับผลกระทบจากทางการจีนเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของจีน ประกอบกับความต้องการบริโภคผลไม้เมืองร้อนของชาวจีนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาส่งออกเฉลี่ยทุเรียนสดของไทยไปจีน Q2/69 ปรับลดลง -2.5%YoY เนื่องจากไทยยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่สูงกับคู่แข่งอย่างมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์
3 มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งไปจีนเฉลี่ย 3 ปี (2566-2568) คิดเป็นสัดส่วน 88% ของการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทย
5) “ผลิตภัณฑ์ไก่” หดตัวใน Q2/69 จากการส่งออกไปจีนหดตัว
ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปใน Q2/69 หดตัว -2.1%YoY เป็น 1,118 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแบ่งเป็น
มูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง (32% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) หดตัว -19.6%YoY เป็น 298 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะจากการส่งออกไปจีนหดตัวสูงถึง -59.3%YoY เนื่องจากจีนระงับการนำเข้าจากโรงงานไก่ไทย 22 แห่ง ตั้งแต่ ส.ค. 2568 รวมถึงจีนเพิ่มการผลิตเพื่อตอบสนองอุปสงค์ภายในประเทศ และลดการนำเข้า
มูลค่าการส่งออกไก่แปรรูป (68% ของมูลค่าการส่งออกไก่รวม) ขยายตัว 6.3%YoY เป็น 820 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดหลักอย่างญี่ปุ่นยังขยายตัว 6.1%YoY 373 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามความนิยมบริโภคอาหารพร้อมทาน เช่นเดียวกับตลาดสหภาพยุโรปยังขยายตัว 5.2%YoY เป็น 331 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความต้องการนำเข้าไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของการท่องเที่ยวและธุรกิจร้านอาหารในสหภาพยุโรป รวมทั้งการระบาดของโรคไข้หวัดนกในญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น
Summary
การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร Q2/69 หดตัว -3.4%YoY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 โดยเฉพาะข้าว จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น มันสำปะหลังที่เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ และน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นผลจากราคาตลาดโลกที่ลดลง ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญก็หดตัวแรงถึง -32.6%YoY
การหดตัวของสินค้าส่งออกหลักบ่งชี้ว่าความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกำลังถูกกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดด้านการผลิตภายในประเทศ โดยข้าวหดตัว -17.1%YoY จากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นหลังอินเดียกลับมาส่งออก รวมถึงผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อการค้าในตะวันออกกลาง ขณะที่มันสำปะหลังหดตัว -36.1%YoY จากโรคใบด่างที่ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ และน้ำตาลทรายหดตัว -17.0%YoY จากราคาตลาดโลกที่ลดลง
ในระยะข้างหน้าการส่งออกสินค้าเกษตรไทยยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้น ผลผลิตสินค้าเกษตรตึงตัว และการแข่งขันกับคู่แข่งที่เข้มข้น โดยภาวะเอลนีโญและราคาปุ๋ยเคมีแพงอาจกดดันผลผลิต ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเพิ่มต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ส่วนมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯ อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย รวมถึงกฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรป อาจทำให้ผู้ส่งออกไทยมีต้นทุนที่สูงขึ้น
สุคนธ์ทิพย์ ชัยสายัณห์
กฤชนนท์ จินดาวงศ์
ปราโมทย์ วัฒนานุสาร
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ข่าวเด่น