• CMC เป็นวัสดุชีวภาพที่มีศักยภาพใช้ทดแทนหรือใช้ร่วมกับ PVA และ Acrylic Polymer ในงานบรรจุภัณฑ์กระดาษ เช่น การใช้เป็นสารเคลือบ สารยึดเกาะ และ Composite film โดยไทยมีมูลค่านำเข้า PVA และ Acrylic Polymer รวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบทางเลือกจากชีวมวลในประเทศ
• หากไทยพัฒนาการผลิต CMC ได้ในระดับ Commercial Scale จะมีศักยภาพลดมูลค่าการนำเข้า PVA และ Acrylic Polymer ใน Base Case ได้ราว 250–460 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 3–5% ของมูลค่านำเข้าฐาน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับการยอมรับของตลาดและความสามารถในการทดแทนในแต่ละการใช้งาน โดย "ชานอ้อย" เป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีอัตรากำไรและอัตราแปลงสภาพเป็น CMC สูงกว่าวัตถุดิบทางการเกษตรอื่น อีกทั้งยังมีปริมาณวัตถุดิบเพียงพอรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม
• Krungthai COMPASS มองว่า การต่อยอดผลิตภัณฑ์ CMC ของไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยีการผลิตให้ได้มาตรฐาน ควบคู่กับการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการสร้างความร่วมมือกับผู้ใช้ปลายทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และยกระดับชีวมวลเหลือใช้ของไทยสู่วัตถุดิบมูลค่าสูง โดยในระยะแรกควรพิจารณา Food Grade เป็นหนึ่งในตลาดเป้าหมาย
ความขัดแย้งตะวันออกกลางกระทบต้นทุนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไทยมากกว่าที่คิด?
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของไทยที่พึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ไม่เพียงเม็ดพลาสติกเท่านั้น แต่ยังรวมถึง Functional Material เช่น Acrylic Polymer และ PVA ที่ใช้เคลือบบรรจุภัณฑ์กระดาษเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและคุณสมบัติกันน้ำ โดยวัตถุดิบเหล่านี้มีต้นน้ำมาจากปิโตรเคมีที่กำลังเผชิญปัญหา Supply Disruption
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน PVA ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีต้นน้ำเชื่อมโยงกับปิโตรเคมี โดย ราคานำเข้า PVA ณ เดือน เม.ย.69 เพิ่มขึ้น 8.6%YoY ในช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลางและในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 69 อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคานำเข้า PVA และราคาน้ำมัน Brent มีค่าสหสัมพันธ์ราว 0.7
การเร่งพัฒนาวัตถุดิบชีวภาพทางเลือกอย่าง CMC จากเศษเหลือทางการเกษตรของไทย จึงเป็นอีกทางเลือกเพื่อลดการพึ่งพาปิโตรเคมี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรชีวภาพภายในประเทศ
ปกติไทยนำเข้าสารเคลือบบรรจุภัณฑ์ ในกลุ่ม PVA และ Acrylic Polymer มากแค่ไหน?
ไทยพึ่งพาการนำเข้า PVA และ Acrylic Polymer จากต่างประเทศเป็นหลักเกือบทั้งหมด โดยมีมูลค่าการนำเข้าเฉลี่ยราวปีละ 0.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าจากจีนเป็นหลักราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมด ทำให้มีความอ่อนไหวจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน
ราคาที่แตกต่างกันสะท้อนอะไร?
ราคานำเข้าที่แตกต่างสะท้อนว่าสินค้าแต่ละแหล่งมีความแตกต่างกันด้านคุณภาพและความเฉพาะทาง โดยราคานำเข้าเฉลี่ยอยู่ในช่วงราว 1,600–5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และราคาจากสหรัฐฯ สูงกว่ามาเลเซียและจีนถึง 3.6 และ 3.3 เท่า ตามลำดับ ส่วนต่างดังกล่าวอาจสะท้อนความแตกต่างของคุณสมบัติและประสิทธิภาพของสินค้า รวมถึงมาตรฐาน ทำให้ตลาดไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไทยสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพและตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง
ทำความรู้จักกับ CMC
CMC (Carboxymethyl Cellulose) หรือสารเคลือบและสารยึดเกาะสำหรับบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ ผลิตจากเซลลูโลสที่สกัดได้จากชีวมวลทางการเกษตร เช่น ชานอ้อย ฟางข้าว และเศษวัสดุทางการเกษตร โดยจะต้องผ่านกระบวนการแยกและทำให้เซลลูโลสบริสุทธิ์ ก่อนนำไปดัดแปลงทางเคมีจนได้เป็น CMC ที่มีคุณสมบัติสร้างฟิล์ม เพิ่มการยึดเกาะ และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ1
CMC จึงมีศักยภาพในการทดแทนวัสดุจากปิโตรเลียมอย่าง PVA และ Acrylic Polymer ได้บางส่วน เช่น สารเคลือบที่บริโภคได้ หรือฟิล์มที่ย่อยสลายเองได้ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบชีวภาพในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดของการผลิต CMC ไทยคือคุณภาพที่สม่ำเสมอ และอาจต้องคำนึงถึงมาตรฐาน เช่น FCC FDA และ GRAS ซึ่งเป็นมาตรฐานขั้นพื้นฐานของการผลิต CMC รวมถึงเป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ปลายทาง
1 According to Recent advances in carboxymethyl cellulose-based active and intelligent packaging materials: A comprehensive review
วัตถุดิบชนิดใดเหมาะสำหรับการผลิต CMC?
Krungthai COMPASS ประเมินว่า ชานอ้อยเป็นวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับการผลิต CMC ของไทยในปัจจุบัน ภายใต้สมมติฐานราคาและต้นทุนใแบบจำลอง ชานอ้อยให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยประมาณราว 57% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของวัตถุดิบทั้ง 5 ชนิดที่ราว 46% ขณะเดียวกัน ชานอ้อยมีสัดส่วนเซลลูโลสราว 40% และมีฐานวัตถุดิบที่นำมาประเมินราว 14 ล้านตันต่อปี จึงมีศักยภาพสูงสุดในชุดวัตถุดิบที่นำมาเปรียบเทียบทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตการพึ่งพาชานอ้อยเพียงแหล่งเดียวอาจเป็นความเสี่ยงต่อการผลิต CMC ของไทย เนื่องจากชานอ้อยอาจต้องแข่งขันกับความต้องการใช้ในภาคพลังงานมากขึ้น จึงควรกระจายแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น นอกจากนี้ผู้ผลิตอาจจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีแหล่งวัตถุดิบชัดเจน เช่น โรงงานน้ำตาล เป็นต้น
หากไทยพัฒนาอุตสาหกรรม CMC สำเร็จ จะลดการพึ่งพา PVA และ Acrylic Polymer ได้มากเพียงใด?
Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยพัฒนาการผลิต CMC ได้ในระดับ Commercial Scale จะมีศักยภาพลดมูลค่าการนำเข้า PVA และ Acrylic Polymer ได้ราว 250–460 ล้านบาทต่อปี ใน Base Case โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลิต CMC ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ การผ่านการรับรองจากผู้ใช้อุตสาหกรรม และระดับการยอมรับในการนำ CMC ไปทดแทนวัตถุดิบเดิมในแต่ละการใช้งาน
Summary
Krungthai COMPASS มองว่าอุตสาหกรรม CMC ของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพัฒนาไปสู่การเป็นวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าสูง จากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ทั้งความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และกระแสความยั่งยืนที่เข้มข้น ทำให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เร่งมองหาวัตถุดิบทางเลือกทดแทนวัตถุดิบดั้งเดิมจากปิโตรเคมี ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการต่อยอดชีวมวลเหลือใช้ทางการเกษตรสู่การผลิต CMC
ไทยมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้า PVA และ Acrylic Polymer สูง โดยมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และราคานำเข้า PVA เคลื่อนไหวสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน Brent ในช่วงที่ศึกษา ส่งผลให้ผู้ประกอบการเผชิญความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ ปิโตรเคมี และความเสี่ยงจาก Supply Disruption ขณะเดียวกัน ความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาวัสดุชีวภาพทางเลือกเพื่อทดแทนวัตถุดิบเดิม
CMC มีศักยภาพเป็นวัสดุชีวภาพสำหรับใช้ทดแทนหรือใช้ร่วมกับวัสดุเดิมในบรรจุภัณฑ์บางประเภท แต่ต้องผ่านการพัฒนาสูตร การควบคุมคุณภาพ และการรับรองจากผู้ใช้ปลายทางหรือลูกค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากช่วงราคามีความหลากหลายในช่วงตั้งแต่ 1,600-5,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ทำให้คุณภาพและการรับรองคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญในการแข่งขันด้านราคาในตลาด
ดังนั้นในบรรดาวัตถุดิบที่นำมาศึกษา ชานอ้อยมีความโดดเด่นที่สุด โดยภายใต้สมมติฐานของแบบจำลองมี Margin โดยประมาณราว 57% สัดส่วนเซลลูโลสราว 40% และฐานวัตถุดิบที่นำมาประเมินราว 14 ล้านตันต่อปี ดังนั้นในบรรดาวัตถุดิบที่นำมาศึกษา ชานอ้อยมีความโดดเด่นที่สุด ทั้งในด้านประสิทธิภาพการสกัดเซลลูโลส อัตรากำไร และปริมาณวัตถุดิบที่เพียงพอ
Krungthai COMPASS ประเมินว่า หากไทยพัฒนาการผลิต CMC ได้ในระดับ Commercial Scale จะมีศักยภาพลดมูลค่าการนำเข้า PVA และ Acrylic Polymer ได้ราว 250-460 ล้านบาทต่อปีใน Base Case ขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการทดแทนในแต่ละการใช้งาน และการยอมรับของตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดการพึ่งพาปิโตรเคมี และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชีวมวลเกษตรเหลือใช้ของไทย
บุริศร์ ทองน้อย
กฤชนนท์ จินดาวงศ์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ข่าวเด่น