สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
· เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งหลังการประชุมเฟด ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยท้ายสัปดาห์
เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของเงินเยนและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย สวนทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขยับขึ้นตามสัญญาณตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนก่อนการประชุม FOMC จากการคาดการณ์ว่าเฟดอาจส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินต่อเนื่องในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. ท่ามกลางความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติมช่วงกลางสัปดาห์ โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนครึ่งที่ 33.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังผลการประชุมเฟดสะท้อนว่า เฟดจำเป็นต้องคุมเข้มนโยบายการเงิน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายและมีแนวโน้มลดลงอย่างช้า ๆ โดยในการประชุมรอบนี้ เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาที่กรอบ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาด ขณะที่ Dot Plot ใหม่สะท้อนโอกาสการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้
เงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบอ่อนค่าในช่วงท้ายสัปดาห์ตามเงินเยน (ที่อ่อนค่าหลังผลการประชุม BOJ) อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำและการย่อตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกช่วยจำกัดกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทไว้บางส่วน
· ในวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 33.04 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 ก.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 14-18 ก.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 5,192 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทยที่ 7,552 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 7,503 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 49 ล้านบาท)
· สัปดาห์ระหว่างวันที่ 21-25 ก.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 33.00-33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และการพบกันระหว่าง ปธน. สี จิ้นผิงของจีน และ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ (24 ก.ย.)
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. ดัชนีความเชื่อมั่น/ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภค และดัชนี PMI (เบื้องต้น) เดือนก.ย. รวมถึงตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามการประกาศอัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน และดัชนี PMI เบื้องต้นสำหรับเดือนก.ย. ของญี่ปุ่น ยูโรโซนและอังกฤษ ด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
· ดัชนีหุ้นไทยปิดลบ แม้จะฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์
SET index ร่วงลงแรงตั้งแต่ช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย หุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่แห่งหนึ่งจากความกังวลเกี่ยวกับการออกหุ้นกู้แปลงสภาพของบริษัทแม่ และหุ้นบริษัทสื่อสารรายใหญ่แห่งหนึ่งจากความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลหลังมีรายงานข่าวว่าบริษัทย่อยถูกเจาะระบบ ทั้งนี้ แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังสอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในต่างประเทศ
นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานข่าวว่ากลุ่มฮูตีเปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบียซึ่งอาจกระทบการส่งออกน้ำมัน
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาบางส่วนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ หลังทราบผลการประชุมเฟดซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ Dot Plot บ่งชี้ว่าเฟดยังมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ทำให้ตลาดรับรู้ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ชัดเจนมากขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยหนุนจากรายงานข่าวเกี่ยวกับการขยายเวลามาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ
· ในวันศุกร์ที่ 18 ก.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,584.15 จุด ลดลง 1.27% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 69,427.41 ล้านบาท ลดลง 0.44% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 1.58% มาปิดที่ระดับ 223.77 จุด
· สัปดาห์ถัดไป (21-25 ก.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,560 และ 1,545 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,595 และ 1,610 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ตัวเลขส่งออกเดือนส.ค. ของไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ย. (เบื้องต้น) ยอดขายบ้านใหม่และยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนส.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ การกำหนดอัตราดอกเบี้ย LPR เดือนก.ย. ของจีน รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการเดือนก.ย. (เบื้องต้น) ของยูโรโซน อังกฤษและญี่ปุ่น
ข่าวเด่น