เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : GDP จ่อโต 2.5% เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นจริง หรือแค่ถูกพยุงด้วยมาตรการรัฐ?


 

     by วิภาดา จิณณวาโส
 
เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงที่ตัวเลขหลายด้านเริ่มดูดีขึ้นกว่าที่เคยคาดไว้ จนประมาณการ GDP ปี 2569 ของหลายสำนักถูกปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ใกล้ระดับ 2.5% โดย KKP Research ปรับคาดการณ์ขึ้นเป็น 2.5% จากเดิม 2.1% ขณะที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยปรับขึ้นเป็น 2.5% จาก 2.0% ส่วน ASEAN+3 Macroeconomic Research Office หรือ AMRO ประเมินไว้ที่ 2.4% ขณะที่ SCB EIC และวิจัยกรุงศรี ยังประเมินต่ำกว่านั้นที่ 2.2% และ 2.1% ตามลำดับ

การปรับประมาณการขึ้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งมากกว่าที่เคยประเมินไว้ ทั้งจากการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน วัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก รวมถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ แต่ตัวเลข GDP ที่อาจขยับขึ้นไปถึง 2.5% ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวพร้อมกันทั้งระบบ เพราะเมื่อมองลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแรงส่งในรอบนี้กระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ขณะที่ธุรกิจและครัวเรือนอีกจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ หนี้ และความสามารถในการปรับตัว

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นการฟื้นตัวที่ไม่มีฐานจากเศรษฐกิจจริง เพราะเครื่องยนต์บางตัวกำลังทำงานชัดเจนขึ้น เพียงแต่แรงส่งยังแตกต่างกันมากระหว่างภาคส่วน คำว่า “เศรษฐกิจฟื้น” จึงต้องแยกให้ออกระหว่างการที่ตัวเลข GDP ดีขึ้น กับการที่รายได้ กำลังซื้อ และความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในวงกว้างดีขึ้นตามไปด้วย

ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่าเศรษฐกิจเดือนกรกฎาคม 2569 ขยายตัวจากเดือนก่อน โดยได้รับแรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก การส่งออกสินค้า การฟื้นตัวของรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงมาตรการภาครัฐที่ช่วยสนับสนุนการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐก็ขยายตัวจากการเบิกจ่ายของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ

ตัวเลขรายเดือนหลายรายการจึงอยู่ในทิศทางบวก การส่งออกสินค้าเดือนกรกฎาคมขยายตัว 22.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 12.9% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% และดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 0.5% ภาพดังกล่าวยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้ชะลอตัวในทุกด้าน และมีแรงฟื้นที่จับต้องได้ในบางกิจกรรม แรงส่งที่โดดเด่นในช่วงนี้ยังมาจากภาคที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุน AI ทั่วโลก ขณะที่การลงทุนใหม่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Data Center และการลงทุนของบริษัทต่างชาติ

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายสำนักปรับประมาณการ GDP ขึ้น เพราะเมื่อวัฏจักรเทคโนโลยีโลกกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อน การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนที่เกี่ยวข้องก็ช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวมีลักษณะเฉพาะ เพราะเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกและเงินลงทุนขนาดใหญ่ มากกว่ากำลังซื้อของครัวเรือนในประเทศ ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงว่าการส่งออกหรือการลงทุนขยายตัวเท่าไร แต่คือกิจกรรมเหล่านั้นสามารถส่งต่อไปยังธุรกิจไทย แรงงานไทย และรายได้ของครัวเรือนได้มากเพียงใด เพราะการเติบโตของกิจกรรมหนึ่งไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จะกระจายออกไปยังเศรษฐกิจส่วนอื่นในสัดส่วนเดียวกัน

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.2% และปี 2570 ที่ 2.1% โดยมีแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุน AI การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และ FDI ในธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี แต่ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนและการส่งออกในกลุ่มดังกล่าวยังพึ่งพาการนำเข้าสูง ทำให้ผลประโยชน์ที่ส่งต่อมายังธุรกิจไทยและแรงงานในประเทศมีข้อจำกัด มันจึงเกิดภาพที่ว่า ภาคเศรษฐกิจบางส่วนกำลังขยายตัวได้ดี ขณะที่อีกส่วนยังฟื้นตัวช้ากว่า ซึ่งเป็นลักษณะของการฟื้นตัวแบบ K-shaped ที่แรงส่งไม่ได้กระจายเท่ากันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่กับ SMEs ระหว่างธุรกิจที่เชื่อมโยงกับต่างประเทศกับธุรกิจที่พึ่งพาตลาดในประเทศ และระหว่างกลุ่มรายได้ของครัวเรือน

ในกรณีของ Data Center ภาพนี้เห็นได้ชัด เพราะการลงทุนสามารถสร้างเงินลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่สิ่งที่มีความหมายต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวคือการสร้างกิจกรรมต่อเนื่องในประเทศ ทั้งการใช้บริการจากผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการต่อยอดไปสู่ธุรกิจดิจิทัลอื่น ๆ ตรงนี้เอง จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลกำลังทบทวนกรอบการพิจารณาโครงการ Data Center โดยไม่ได้มองเพียงเรื่องการดึงดูดเงินลงทุน แต่ให้ความสำคัญกับประโยชน์ต่อประเทศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น เพราะในยุคที่เงินลงทุนด้าน AI และดิจิทัลกำลังไหลเข้าประเทศ การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครสามารถดึงโครงการเข้ามาได้มากกว่า แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถเปลี่ยนการลงทุนเหล่านั้นให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากกว่า

ขณะที่เครื่องยนต์ส่งออกและการลงทุนกำลังเร่งตัว เครื่องยนต์บริโภคภายในประเทศยังมีข้อจำกัด ข้อมูล ธปท. ระบุว่าการบริโภคภาคเอกชนเดือนกรกฎาคมขยายตัว 3.2% แต่แรงสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากมาตรการภาครัฐและกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการ ส่วนวิจัยกรุงศรีก็ยังระบุว่ารายได้ของครัวเรือนยังเติบโตในระดับต่ำ และหลายครัวเรือนมีเงินสำรองไม่มาก ขณะที่รายได้โดยรวมในไตรมาส 2 หดตัวเล็กน้อย 0.3% และรายได้ของกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระลดลง 2.0% ภาพดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่าง “การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” กับ “ความสามารถในการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น” หากการบริโภคขยายตัวจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น การฟื้นตัวจะมีฐานรองรับจากเศรษฐกิจจริง แต่หากการใช้จ่ายส่วนหนึ่งเกิดจากแรงสนับสนุนของมาตรการรัฐ เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง การบริโภคก็มีโอกาสชะลอตัวตาม

มาตรการภาครัฐจึงยังมีความหมายต่อเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่รายได้ของครัวเรือนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ วิจัยกรุงศรีระบุว่า มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกันยายนมีวงเงินประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ขณะที่มาตรการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายในช่วงปลายปีมีวงเงินประมาณ 3.5 พันล้านบาท แต่ในรายงานเดือนกันยายน วิจัยกรุงศรียังระบุว่าจากวงเงินมาตรการประมาณ 1.2 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายไปแล้วเกือบทั้งหมด และยังเหลืองบประมาณสำหรับสนับสนุนการบริโภคประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ทำให้แรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐมีแนวโน้มลดลงในช่วงท้ายปี

ในอีกด้านหนึ่ง ธปท. ระบุว่าการใช้จ่ายของประชาชนในเดือนกรกฎาคมได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการ ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาว นั่นหมายความว่ามาตรการรัฐมีบทบาทจริงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงนี้ แต่เมื่อขนาดของมาตรการลดลง เศรษฐกิจก็จำเป็นต้องอาศัยแรงส่งจากรายได้ การลงทุน และกิจกรรมของภาคเอกชนเข้ามารับช่วงต่อมากขึ้น

จุดนี้ทำให้การลงทุนภาคเอกชนมีความสำคัญ เพราะสามารถเป็นแรงส่งต่อจากมาตรการรัฐได้ หากเป็นการลงทุนที่สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องและไม่ได้จบลงเพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนในช่วงสั้น ๆ โดยวิจัยกรุงศรีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 จะขยายตัว 8.6% สูงกว่าการบริโภคภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัว 2.4% โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การไหลเข้าของ FDI และการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ Data Center ซึ่งการลงทุนกลุ่มนี้มีความหมายต่อเศรษฐกิจมากกว่าการเพิ่ม GDP ในระยะสั้น หากสามารถนำไปสู่การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างธุรกิจต่อเนื่องในประเทศ แต่ในทางกลับกัน หากการลงทุนพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยน้อย ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศก็อาจจำกัดกว่ามูลค่าเงินลงทุนที่ปรากฏ

นี่จึงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาในวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ เพราะไทยกำลังมีโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้ง AI อิเล็กทรอนิกส์ Data Center พลังงานสะอาด และธุรกิจดิจิทัล แต่โอกาสเหล่านี้จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนระยะยาวได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับธุรกิจไทยและแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจฐานเดิมก็ยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง สภาพคล่อง และข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อปรับตัว SCB EIC พบว่าสัดส่วน Zombie Firms (บริษัทผีดิบ) หรือธุรกิจ SMEs ที่ไม่สามารถสร้างกำไรได้เพียงพอต่อการชำระภาระดอกเบี้ยจากหนี้อย่างต่อเนื่อง มีจำนวนประมาณ 12% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยกลุ่มที่มีสัดส่วนสะสมสูง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และร้านอาหารหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

อย่างไรก็ตาม ประเด็น Zombie Firms ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเหล่านี้ทั้งหมดควรถูกปล่อยให้หายไป เพราะบางกิจการยังมีศักยภาพในการปรับตัว หากสามารถเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน ปรับโครงสร้างหนี้ หรือเปลี่ยนไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้ สิ่งที่ตัวเลขนี้สะท้อนมากกว่าคือความแตกต่างของความสามารถในการฟื้นตัวระหว่างธุรกิจ และข้อจำกัดของ SMEs บางกลุ่มในการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่

เมื่อรวมภาพทั้งหมด เศรษฐกิจไทยปี 2569 จึงมีทั้ง “แรงฟื้นจริง” และ “แรงพยุง” เกิดขึ้นพร้อมกัน การส่งออกและการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ กำลังสร้างแรงส่งใหม่ ขณะที่มาตรการรัฐช่วยประคองการบริโภคในช่วงที่รายได้ครัวเรือนยังฟื้นไม่เต็มที่ แต่ทั้งสองแรงส่งยังมีข้อจำกัด การลงทุนและการส่งออกต้องสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น ขณะที่มาตรการรัฐไม่สามารถทดแทนรายได้และการลงทุนภาคเอกชนได้ตลอดไป

ดังนั้น หาก GDP โตได้ถึง 2.5% ตามประมาณการบางสำนัก ก็สะท้อนว่าภาพเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอจะบอกว่าการฟื้นตัวเกิดขึ้นทั่วถึง เพราะสิ่งที่ต้องติดตามต่อคือ เมื่อมาตรการรัฐลดลง การลงทุนและการส่งออกยังเดินหน้าต่อได้หรือไม่ รายได้ครัวเรือนและกำลังซื้อจะฟื้นกลับมามากเพียงใด และ SMEs จะสามารถเชื่อมต่อกับการลงทุนใหม่และเพิ่มผลิตภาพได้หรือไม่

ท้ายที่สุด โจทย์ของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่แค่ทำให้ GDP โต แต่ต้องทำให้แรงส่งจากการลงทุน การส่งออก และเทคโนโลยี กระจายเข้าสู่เศรษฐกิจวงกว้างมากขึ้น ตั้งแต่การจ้างงาน รายได้ ไปจนถึงธุรกิจไทย เพื่อให้การฟื้นตัวเดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการรัฐเป็นหลัก

LastUpdate 20/09/2569 21:50:45 โดย : Admin
21-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 21 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนสี่พระยาตัดถนนเจริญกรุง

2. ประกาศ กปน.: 21 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชปรารภตัดถนนศรีอยุธยา

3. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) บวก 0.81 จุด ดัชนี 1,584.15 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำกลับมาปรับตัวขึ้นและยืนเหนือ 4,350 เหรียญ ได้อีกครั้ง หลังเมื่อวานขึ้นทำจุดสูงสุดบริเวณ 4,380 เหรียญ

5. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (18 ก.ย. 69) บวก 3.55 จุด ดัชนี 1,586.89 จุด

6. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.40 บาท/ดอลลาร์

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (17 ก.ย.69) บวก 316.14 จุด ขานรับราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ชะลอตัว

8. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (17 ก.ย.69) บวก 12.20 เหรียญ รับราคาน้ำมันชะลอตัว-ดอลลาร์อ่อนค่า

9. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) บวก 7.65 จุด ดัชนี 1,590.99 จุด

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (18 ก.ย.69) "ภาคอีสาน" ฝนตกหนักมาก 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% เรือเล็กงดออกจากฝั่ง

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (18 ก.ย. 69) ปรับขึ้น 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,300 บาท

12. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (18 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.27 บาทต่อดอลลาร์

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ก.ย.69) บวก 20.61 จุด ดัชนี 1,583.34 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ย.69) บวก 16.77 จุด ดัชนี 1,579.50 จุด

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (16 ก.ย.69) บวก 54.70 ดอลลาร์ ก่อนตลาดรู้ผลประชุมเฟดขึ้นดอกเบี้ย

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 21, 2026, 5:14 am