• กฎหมาย PPWR ของสหภาพยุโรปกำลังยกระดับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญในการเข้าถึงตลาด EU ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการรักษาตลาด EU ต้องปรับตัวตามข้อกำหนดใหม่ เช่น เพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ออกแบบให้ รีไซเคิลได้ ติดฉลากบ่งชี้วัสดุ ลดพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์ตลอดจนรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต
• Krungthai COMPASS ประเมินว่า PPWR จะกระทบต้นทุนและกำไรของธุรกิจแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ควรจับตา ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าไลฟ์สไตล์และสันทนาการ รวมถึงผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์พลาสติกสูง ตัวอย่างธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ หากพลาสติกรีไซเคิลมีราคาสูงกว่าพลาสติกบริสุทธิ์ 10-30% ในรายที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเข้มข้น อาจมีต้นทุนขายเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วน Recycled Content ราว 0.5-3.0% ซึ่งอาจฉุดอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 12.7% เหลือ 10.2% หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ โดยยังไม่รวมต้นทุน PPWR ด้านอื่น
• ผู้ประกอบการควรเริ่มจัดลำดับ Packaging Portfolio ตามความเสี่ยงและเตรียมปรับตัวร่วมกับ Supplier ตั้งแต่วันนี้ โดยให้ความสำคัญกับสินค้าที่พึ่งพาตลาด EU สูง ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้น หรือมีโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ซับซ้อน พร้อมเร่งพัฒนา Design for Recycling และเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล ซึ่งนอกจากช่วยรักษาการเข้าถึงตลาด EU แล้ว ยังอาจช่วยลดภาระค่าธรรมเนียม EPR ผ่าน Eco-modulation ในระยะยาว
ภายใต้ความท้าทายจากปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ในสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนและการรีไซเคิลมาอย่างยาวนาน แต่ Packaging Directive เดิมซึ่งบังคับใช้มากว่า 32 ปี ยังไม่เพียงพอต่อการลดปริมาณขยะและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยในปี 2021 ประเทศสมาชิก EU สร้างขยะบรรจุภัณฑ์รวมกว่า 84 ล้านตัน เพิ่มขึ้นถึง 24% จากปี 2010 หรือเฉลี่ยมากกว่า 188 กก. ต่อคนต่อปี1 ขณะที่การรีไซเคิลยังเติบโตไม่ทันปริมาณขยะที่เกิดขึ้น และหากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์อาจเพิ่มขึ้นอีก 19% ภายในปี 20301 สหภาพยุโรปจึงยกระดับกฎหมายสู่ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ซึ่งจะบังคับใช้อย่างเข้มงวดและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรป
PPWR จะเข้ามาเปลี่ยนบทบาทของบรรจุภัณฑ์ จากเดิมที่เป็นเพียงเครื่องมือปกป้องสินค้าและสร้างความแตกต่างทางการตลาด สู่หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการเข้าตลาด EU เพราะนอกจากคุณภาพของสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงความสามารถในการรีไซเคิลและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของบรรจุภัณฑ์มากขึ้น โดยบรรจุภัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องอาจไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาด EU ได้ ทั้งนี้ PPWR มีผลบังคับใช้โดยทั่วไปแล้วตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค. 2026 โดยข้อกำหนดสำคัญด้าน Recyclability, Recycled Content และมาตรการอื่นๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ในระยะต่อไป
ผู้ส่งออกไทยที่ต้องการส่งสินค้าไปตลาดสหภาพยุโรป จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ Krungthai COMPASS จึงชวนผู้อ่านเจาะลึกว่า PPWR กำลังเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างไร
ทำความรู้จัก PPWR กฎหมายบรรจุภัณฑ์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป
สหภาพยุโรป (EU) ยกระดับกฎระเบียบที่เกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ผ่าน Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือ Regulation (EU) 2025/40 เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ อาทิ ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์ใน EU ที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับปริมาณที่นำกลับมารีไซเคิล รวมถึงความแตกต่างของกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกภายใต้ Packaging Directive ฉบับเดิม ซึ่งเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดแนวทางปฏิบัติของตนเองได้ ส่งผลให้เกิดมาตรฐานภายในตลาด EU แตกต่างกัน PPWR จึงถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านบรรจุภัณฑ์ให้เป็นแนวทางเดียวกันทั่วทั้ง EU ควบคู่กับการลดปริมาณขยะและส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน
1 อ้างอิงข้อมูลจาก European Council
PPWR วางกรอบครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การใช้วัสดุรีไซเคิล การลดปริมาณบรรจุภัณฑ์ส่วนเกิน การติดฉลากบ่งชี้วัสดุและการคัดแยกขยะ การส่งเสริมระบบใช้ซ้ำ ไปจนถึงความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อขยะบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค โดยมาตรการต่างๆ จะทยอยมีผลเป็นลำดับ ตั้งแต่ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) และการจำกัดสารเคมีอันตรายในบรรจุภัณฑ์ (PFAS & Heavy Metals) ในช่วงแรก ไปสู่ข้อกำหนดด้านฉลาก (Labelling) และการลดบรรจุภัณฑ์ส่วนเกิน (Minimization) ในช่วงปี 2028 ขณะที่มาตรการสำคัญด้านการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Recyclability) การเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) ข้อจำกัดบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวบางประเภท (Single-use Restrictions) และ เป้าหมายการใช้ซ้ำ (Re-use Targets) จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป และบางเกณฑ์จะเข้มข้นต่อเนื่องถึงปี 2040

ความเข้มข้นของผลกระทบยังแตกต่างตามประเภทบรรจุภัณฑ์และการใช้งาน เช่น ข้อกำหนดด้าน Recycled Content ที่กำหนดเป้าหมายแตกต่างกันระหว่างบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร ขวดเครื่องดื่ม และพลาสติกประเภทอื่น ขณะที่ Recyclability จะยกระดับเกณฑ์เป็นลำดับตามประสิทธิภาพการรีไซเคิล และ Minimization จะกดดันธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์หลายชั้น มีพื้นที่ว่างสูง หรือใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์สินค้าเป็นพิเศษ ทำให้ผลกระทบจาก PPWR ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่าการส่งออกไป EU เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการใช้บรรจุภัณฑ์ในสินค้าของแต่ละธุรกิจด้วย
ในระยะนี้ ผู้ส่งออกไทยควรเริ่มจากการประเมิน Packaging Portfolio เพื่อระบุว่าบรรจุภัณฑ์ใดมีความเสี่ยงและต้องปรับตัวด้านใด ก่อนวางแผนร่วมกับ Supplier เพื่อเตรียมข้อมูล วัสดุ และการทดสอบที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ในระยะถัดไปควรทยอยปรับการออกแบบ เพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล ลดน้ำหนักและพื้นที่ว่าง และยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ใหม่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินลงทุน การเริ่มเตรียมพร้อมก่อนจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการเร่งปรับตัวเมื่อข้อกำหนดมีผลบังคับใช้
ผู้ส่งออกไทยกลุ่มใดมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากจาก PPWR
แม้ PPWR จะครอบคลุมบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ใช้กับสินค้าที่วางจำหน่ายในตลาด EU แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจไทยจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ความเข้มข้นในการใช้ บรรจุภัณฑ์ และการพึ่งพาตลาดสหภาพยุโรปของแต่ละธุรกิจ โดย Krungthai COMPASS มุ่งวิเคราะห์กลุ่ม Consumer Packaging เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อกำหนดสำคัญหลายข้อของ PPWR ไม่ว่าจะเป็น Recyclability, Recycled Content, Minimization และ Labelling โดยพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ส่งออกสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์ และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปโดยตรง
1. ผู้ส่งออกสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์
Krungthai COMPASS ประเมินระดับ PPWR Exposure ของกลุ่มสินค้าส่งออกไทยผ่าน 3 มิติ เพื่อคัดกรองกลุ่มธุรกิจที่ควรจับตาเบื้องต้น ได้แก่ 1) ระดับการพึ่งพาตลาด EU สะท้อนความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงกติกาของตลาด EU 2) ความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์ สะท้อนระดับการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์และความไวต่อต้นทุนการปรับตัว และ 3) มูลค่าการส่งออกไป EU สะท้อนขนาดมูลค่าการค้าที่อาจเกี่ยวข้องกับ PPWR โดยกลุ่มที่มี Exposure สูงในหลายมิติควรได้รับการติดตามเป็นพิเศษ Krungthai COMPASS จึงประเมินว่ากลุ่มที่ควรจับตา ได้แก่ สินค้าไลฟ์สไตล์และสันทนาการ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอาหารและเครื่องดื่ม แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยง ที่แตกต่างกัน
กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และสันทนาการ มีทั้งการพึ่งพาตลาด EU และความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์อยู่ในระดับสูง อาทิ ของเล่นและอุปกรณ์กีฬา ซึ่งบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในกลุ่มนี้เน้นสร้างความน่าสนใจและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ ทำให้มีแนวโน้มใช้วัสดุและพื้นที่บรรจุภัณฑ์มากกว่าสินค้าหลายประเภท ส่งผลให้ต้นทุนบรรจุภัณฑ์มีสัดส่วนสูงกว่าสินค้าหลายประเภท จึงอาจเผชิญแรงกดดันทั้งจากข้อกำหนด Minimization และ Recyclability
กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าการส่งออกไป EU สูงมากถึง 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ2 และมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU สูงถึง 12.3%3 อีกทั้งบรรจุภัณฑ์ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มักประกอบด้วยวัสดุหลายประเภท เช่น โฟมกันกระแทก พลาสติกห่อชิ้นส่วนย่อย และกระดาษ ทำให้การปรับปรุงให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้าน Recyclability และ Minimization อาจมีความซับซ้อนกว่ากลุ่มสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์น้อยชิ้น
กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ควรจับตา แม้พึ่งพาตลาด EU ไม่สูงมาก แต่มีความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์สูงและส่งออกไป EU มูลค่ากว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ2 นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อกำหนดสำคัญที่ถูกระบุไว้เป็นการเฉพาะภายใต้ PPWR โดยเฉพาะข้อกำหนดที่เกี่ยวกับ Recycled Content สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกสัมผัสอาหารและขวดเครื่องดื่ม ตลอดจนข้อจำกัดด้าน Single-use Restrictions ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จึงอาจเผชิญต้นทุนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนวัสดุ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และการปรับกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของใช้ในบ้าน รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอาง เป็นอีกกลุ่มที่ควรติดตามจากการใช้บรรจุภัณฑ์ในระดับสูง โดยกลุ่มเฟอร์นิเจอร์อาจเผชิญแรงกดดันจากข้อกำหนดด้าน Minimization เนื่องจากจำเป็นต้องใช้บรรจุภัณฑ์จำนวนมากเพื่อป้องกันสินค้าระหว่างขนส่ง ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลและเครื่องสำอางซึ่งมักใช้วัสดุและส่วนประกอบหลายประเภท อาจเผชิญความท้าทายด้าน Recyclability และ Labelling มากกว่า
2. กลุ่มผู้ส่งออกบรรจุภัณฑ์
แม้มูลค่าการส่งออกบรรจุภัณฑ์ไทยไป EU จะไม่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าที่กล่าวถึงก่อนหน้า แต่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก PPWR โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติก ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกไป EU ราว 83.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ4 หรือคิดเป็น 72% ของมูลค่าการส่งออกบรรจุภัณฑ์ไทยไป EU ทั้งหมด5 และเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อกำหนด Recyclability และ Recycled Content จึงมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันในการปรับใช้วัสดุรีไซเคิลและการออกแบบมากกว่าวัสดุประเภทอื่น
ขณะที่บรรจุภัณฑ์ไม้และสิ่งทอ แม้มีมูลค่าการส่งออกไป EU ไม่สูง แต่มีสัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU ค่อนข้างสูงที่ 30.6% และ 9.7% ตามลำดับ5 ผู้ผลิตในกลุ่มนี้จึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงกติกาของตลาด EU ค่อนข้างมาก โดยหากไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่ภายใต้ PPWR ได้ อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงตลาด EU ซึ่งอาจกระทบทั้งยอดขายและฐานลูกค้าในระยะต่อไป
2 มูลค่าการส่งออกไป EU อ้างอิงจากมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปี 2023-2025 จาก ITC Trade Map โดยจำแนกสินค้าส่งออกจากพิกัดศุลกากร (HS Code) ระดับ 6 หลัก
3 สัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU แสดงสัดส่วนการส่งออกไป EU เทียบกับการส่งออกทั้งหมดเฉลี่ยปี 2023-2025
4 มูลค่าการส่งออกไป EU อ้างอิงจากมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปี 2023-2025 จาก ITC Trade Map โดยจำแนกสินค้าส่งออกจากพิกัดศุลกากร (HS Code) ระดับ 6 หลัก
5 สัดส่วนการพึ่งพาตลาด EU คำนวณจากสัดส่วนมูลค่าส่งออกไป EU เทียบกับมูลค่าส่งออกไปยังตลาดโลกเฉลี่ยปี 2023-2025 ของวัสดุแต่ละประเภท
โดยรวมแล้ว ผู้ประกอบการควรประเมิน PPWR Exposure ควบคู่กับโครงสร้างต้นทุน ความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์ และความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้เห็นความเปราะบางที่แท้จริงของธุรกิจและจัดลำดับการปรับตัวได้อย่างเหมาะสม
โดยส่วนถัดไปจะวิเคราะห์ช่องทางที่ PPWR อาจส่งผ่านมายังต้นทุนของผู้ประกอบการ เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจต้องเตรียมรับภาระต้นทุนในด้านใดบ้าง และกลุ่มใดอาจมีความเปราะบางมากกว่า
PPWR เพิ่มต้นทุนธุรกิจผ่านช่องทางใดบ้าง
Krungthai COMPASS ประเมินว่าผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญต้นทุนการปรับตัวให้สอดคล้องกับข้อกำหนด PPWR อยู่ 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1) การจัดเก็บข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎ 2) การออกแบบและปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ 3) การปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์ และ 4) ความรับผิดชอบต่อขยะบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคผ่านระบบ EPR โดยขนาดและลักษณะของต้นทุนจะแตกต่างกันตามประเภทบรรจุภัณฑ์ โครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ และขนาดธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรเริ่มประเมิน Packaging Portfolio ของตนเองเพื่อเข้าใจว่าบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทที่ใช้ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางใด เพื่อจัดลำดับการปรับตัวก่อนข้อกำหนดสำคัญทยอยมีผลบังคับใช้
แม้ต้นทุนการปรับตัวทั้ง 4 ช่องทางจะเกิดจากข้อกำหนดภายใต้ PPWR เหมือนกัน แต่ลักษณะของต้นทุนและกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ดังนี้
Compliance Cost มีลักษณะเป็นต้นทุนคงที่หรือกึ่งคงที่ จึงอาจสร้างภาระต่อ SMEs มากกว่า เนื่องจากมีฐานยอดขายเล็กและเฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วยได้จำกัด Redesign Cost ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของบรรจุภัณฑ์และจำนวนรูปแบบสินค้าที่ต้องปรับเปลี่ยน Material Switching Cost และ EPR Fee มีลักษณะผันแปรตามปริมาณบรรจุภัณฑ์ที่ใช้หรือนำเข้าสู่ตลาดจึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบมากกว่าในธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์เข้มข้นและมีความสามารถในการรองรับต้นทุนจำกัด
กรณีศึกษา: Recycled Content กับต้นทุน และ Gross Margin ของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
ในบรรดาต้นทุนทั้ง 4 ด้านข้างต้น ต้นทุนจากการเปลี่ยนไปใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่า
สนใจสำหรับการประเมินขนาดผลกระทบต่อธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและอยู่ภายใต้ข้อกำหนด Recycled Content Krungthai COMPASS จึงใช้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เป็นกรณีตัวอย่าง เพื่อประเมินว่าส่วนต่างราคาพลาสติกรีไซเคิลกับพลาสติกบริสุทธิ์ อาจส่งผลต่อต้นทุนขายและความสามารถในการทำกำไรได้มากเพียงใด ทั้งนี้ ผลการประเมินครอบคลุมเฉพาะต้นทุนจากการใช้วัสดุรีไซเคิล และไม่ได้สะท้อนต้นทุน PPWR ด้านอื่น
ผลการประเมินชี้ว่าแรงกดดันจาก Recycled Content จะสูงขึ้นตามความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกและจะกระทบธุรกิจที่มีความสามารถในการรองรับต้นทุน (Margin Buffer) จำกัดมากกว่า ภายใต้สมมติฐานที่พลาสติกรีไซเคิลมีราคาสูงกว่าพลาสติกบริสุทธิ์ราว 10-30% และสัดส่วน Recycled Content สำหรับขวดเครื่องดื่มตามข้อกำหนดขั้นต่ำที่ PPWR กำหนดไว้ในช่วง 30-65% สำหรับขวดเครื่องดื่มพลาสติกใช้ครั้งเดียวในปีเป้าหมาย ต้นทุนขายของผู้ประกอบการรายเล็กตัวอย่างอาจเพิ่มขึ้นจากระดับก่อน PPWR ราว 0.2-1.5% และอาจกดอัตรากำไรขั้นต้นลงราว 0.2-1.3 ppt
ผลกระทบจะรุนแรงขึ้นสำหรับธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเข้มข้น โดยหากมีสัดส่วนต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 2 เท่า ต้นทุนขายอาจเพิ่มขึ้นราว 0.5-3.0% และทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 0.4-2.6 ppt สะท้อนว่า ผลกระทบของ Recycled Content ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนต่างราคาวัสดุเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นในการใช้บรรจุภัณฑ์และความสามารถในการรองรับต้นทุนของแต่ละธุรกิจ
อย่างไรก็ดี การประเมินดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาขายได้ จึงสะท้อนแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกรณีที่ผู้ประกอบการต้องแบกภาระต้นทุนไว้เองทั้งหมด ผลกระทบจริงอาจต่ำกว่าที่ประเมินหากสามารถปรับราคาหรือบริหารต้นทุนบางส่วนได้ อนึ่ง ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมต้นทุน PPWR ด้านอื่น เช่น ต้นทุนการรายงานข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ และ EPR ดังนั้น ผลกระทบรวมต่อธุรกิจอาจแตกต่างจากกรณีศึกษานี้ได้
Implications และกลยุทธ์การปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการไทย
ผู้ประกอบการควรจัดลำดับความสำคัญของ Packaging Portfolio ตั้งแต่วันนี้ โดยควรพิจารณาร่วมกันทั้งระดับการพึ่งพาตลาด EU ความเข้มข้นของการใช้บรรจุภัณฑ์ ความซับซ้อนของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ และ Margin Buffer เพื่อระบุสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่มีทั้ง Exposure ต่อตลาด EU สูงและต้นทุนการปรับตัวสูง และเร่งปรับตัวตามระดับความเสี่ยงและต้นทุนการปรับตัว
บริหารต้นทุนควบคู่กับการปรับตัวตาม PPWR โดยพิจารณาความเข้มข้นของการใช้บรรจุภัณฑ์ Margin Buffer และอำนาจต่อรองด้านราคาร่วมกัน เพื่อระบุว่าต้นทุนส่วนใดสามารถลดได้ผ่านการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ ส่วนใดสามารถบริหารผ่านกลยุทธ์ด้านราคา และส่วนใดจำเป็นต้องรองรับไว้ในระยะสั้น กรณีศึกษาธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สะท้อนว่า แม้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นเพียงบางส่วนแต่กำไรขั้นต้นอาจถูกกดดันได้มากหากธุรกิจมีข้อจำกัดในการปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
วางแผนปรับตัวล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมร่วมกับ Supplier เพราะการปรับบรรจุภัณฑ์ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการจึงควรร่วมกับ Supplier ประเมินความพร้อมของวัสดุ กำลังการผลิต ระยะเวลา และต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเร่งปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเพิ่มความพร้อมรับมือกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในตลาดอื่น
ใช้การปรับตัวตาม PPWR เป็นโอกาสยกระดับ Circular Packaging ผู้ประกอบการควรเร่งออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล ซึ่งไม่เพียงช่วยให้สอดคล้องกับข้อกำหนด PPWR แต่ยังอาจช่วยลดต้นทุนในระบบ EPR ที่ใช้ Eco-modulation ซึ่งปรับอัตราค่าธรรมเนียมการจัดการบรรจุภัณฑ์ตามวางแผนปรับตัวล่วงหน้าและเตรียมความพร้อมร่วมกับ Supplier เพราะการปรับบรรจุภัณฑ์ต้องใช้เวลา ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการจึงควรร่วมกับ Supplier ประเมินความพร้อมของวัสดุ กำลังการผลิต ระยะเวลา และต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเร่งปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงเพิ่มความพร้อมรับมือกฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์และเศรษฐกิจหมุนเวียนที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้นในตลาดอื่น
ขณะที่ภาครัฐควรเร่งต่อยอดกลไกที่เริ่มวางไว้แล้ว ทั้งการพัฒนากฎหมายบรรจุภัณฑ์ตามหลัก EPR และการจัดตั้ง PPWR Consortium เพื่อสนับสนุนข้อมูลและการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน องค์ความรู้ และบุคลากรในการรองรับกฎระเบียบใหม่ ยังจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคนิคที่เป็นรูปธรรม รวมถึงใช้ความร่วมมือระหว่างไทยและ EU เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความพร้อมในการปรับตัว
ณัฏฐณิชา ศรีเกิดครืน
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
ข่าวเด่น