
จาก EP.1 ที่พาไปรู้จักว่าเหตุใดการประชุม IMF-World Bank จึงถูกเรียกว่า "Olympics of Finance" คราวนี้มาดูกันว่า ในฐานะเจ้าภาพ ประเทศไทยต้องการนำเสนอเรื่องอะไรบนเวทีนี้
การกลับมาเป็นเจ้าภาพในปี 2026 เกิดขึ้นในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่การหาแหล่งการเติบโตใหม่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความขัดแย้งทางการค้า ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงสังคมสูงวัย
ประเทศไทยจึงกำหนดแนวคิดหลัก “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” หรือ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย: สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” พร้อมวาง 4 เสาหลักเชิงนโยบายที่เชื่อมโจทย์การพัฒนาของไทยเข้ากับความท้าทายที่หลายประเทศกำลังเผชิญร่วมกัน
เสาหลักที่ 1: ดิจิทัลและ AI จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึงได้อย่างไร?
(Digital and AI Transformation for Inclusive and Resilient Growth)
เสาหลักแรกให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนาระบบที่ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้งานได้อย่างปลอดภัย
ไทยมีตัวอย่างที่เตรียมนำไปแลกเปลี่ยนกับประเทศอื่น โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ หรือ Digital Public Infrastructure เช่น PromptPay และการชำระเงินด้วย Cross-Border QR รวมถึงการใช้ข้อมูลและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบริการภาครัฐและสาธารณสุข
เมื่อบริการทางการเงินย้ายมาอยู่บนโทรศัพท์มือถือมากขึ้น ความปลอดภัยก็กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่น การป้องกันการหลอกลวงและภัยไซเบอร์จึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับการทำให้ผู้สูงอายุ กลุ่มที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้ยาก และ SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากระบบดิจิทัลได้อย่างเป็นธรรม
หนึ่งในสิ่งที่ต้องติดตาม คือ “Bangkok Blueprint” ซึ่งไทยพัฒนาร่วมกับ IMF และ World Bank Group และถูกวางให้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของการประชุม โดยครอบคลุมตั้งแต่การวางรากฐานด้านนโยบายและกฎหมาย การป้องกันและตรวจจับการทุจริต การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประเทศ ไปจนถึงการเสริมความรู้และความพร้อมของประชาชนในการรับมือความเสี่ยงทางการเงินดิจิทัล
เสาหลักนี้จึงพยายามเดินไปพร้อมกันสามเรื่อง คือ ความสะดวก ความปลอดภัย และการเข้าถึง เพราะระบบการเงินดิจิทัลจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เต็มที่ เมื่อคนสามารถใช้งานได้และมีความเชื่อมั่นในระบบ
เสาหลักที่ 2: ไทยจะสร้างความเข้มแข็งในโลกที่แบ่งขั้วได้อย่างไร?
(Building Resilience in a Fragmented World)
ความตึงเครียดทางการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจทางธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น
เสาหลักที่สองจึงมุ่งผลักดันบทบาทของไทยในฐานะ “Trusted Hub” ด้านการค้า การเงิน และการลงทุนในเอเชีย พร้อมกับส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดีขึ้น และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่
สำหรับไทย การที่บริษัททั่วโลกให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของ Supply Chain มากขึ้น ความน่าเชื่อถือของประเทศ ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน เครือข่ายผู้ผลิต และความสามารถในการเชื่อมโยงกับหลายตลาด ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนและวางฐานการผลิต
เสาหลักที่ 3: เงินทุนจะช่วยให้เรารับมือ Climate Change ได้อย่างไร?
(Building a New Financial Architecture for Climate Adaptation)
การปรับตัวต่อ Climate Change ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานที่รับมือกับภัยธรรมชาติ ระบบน้ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังในเวลาเดียวกัน
เสาหลักที่สามจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา สถาปัตยกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ เพื่อสนับสนุนการปรับตัวต่อ Climate Change และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่สมดุล
คำว่า “สถาปัตยกรรมทางการเงิน” อาจฟังดูไกลตัว แต่ในทางปฏิบัติเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบและกลไกทางการเงินให้สามารถระดมเงินทุนไปสู่การลงทุนที่จำเป็นได้มากขึ้น ตั้งแต่การดึงเงินทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม การจัดหาเงินทุนระยะยาว ไปจนถึงบทบาทของสถาบันการเงินระหว่างประเทศในการช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนารับมือกับต้นทุนของการปรับตัว
หากเงินทุนไปไม่ถึง การปรับตัวก็เกิดขึ้นได้ช้า และต้นทุนจาก Climate Change อาจตกอยู่กับครัวเรือน ธุรกิจ และชุมชนที่มีความสามารถในการรับมือแตกต่างกัน
เสาหลักที่ 4: เมื่อคนอายุยืนขึ้น เศรษฐกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร?
(Demographic Change and the Longevity Economy)
เสาหลักสุดท้ายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและ “Longevity Economy” หรือเศรษฐกิจที่รองรับการมีชีวิตยืนยาวขึ้น โดยไทยต้องการเปลี่ยนความท้าทายจากสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความพร้อมทางการเงิน
เมื่อคนมีอายุยืนขึ้น รูปแบบการใช้ชีวิต การทำงาน การออม และการบริโภคก็เปลี่ยนตาม ความต้องการบริการสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ รวมถึงสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร
ในมุมของครัวเรือน อายุที่ยืนขึ้นหมายถึงเงินออมหลังเกษียณอาจต้องรองรับช่วงเวลาที่ยาวกว่าเดิม ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจ ประเทศต้องรับมือกับกำลังแรงงานที่เติบโตช้าลง พร้อมกับสร้างธุรกิจและบริการใหม่ที่ตอบสนองประชากรสูง
ดังนั้น Longevity Economy จึงมีทั้งต้นทุนจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป และโอกาสจากความต้องการทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่
หนึ่งสัปดาห์ที่โลกมาคุยกันที่กรุงเทพฯ
Annual Meetings ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการรับฟังว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร เพราะทั้ง 4 เรื่อง คือ ภาพของเศรษฐกิจที่ไทยต้องการเดินไปตั้งแต่การเพิ่ม Productivity และรับมือกับจำนวนแรงงานที่ลดลง การดึงดูดเงินลงทุน ไปจนถึงความสามารถของไทยในการรักษาบทบาทใน Supply Chain โลก
ตลอดวันที่ 12–18 ตุลาคม เราจึงน่าจะได้เห็นชัดขึ้นว่า ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังมองความท้าทายเหล่านี้อย่างไร แนวทางใดกำลังได้รับความสนใจ และเรื่องใดมีความหมายต่อประเทศไทย
หลังการประชุมสิ้นสุดลง เราจะกลับมาดูกันอีกครั้งว่า Bangkok 2026 ทิ้งข้อสรุปอะไรไว้ และข้อสรุปเหล่านั้นบอกอะไรเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและอนาคตเศรษฐกิจไทย
เพราะ “ขอบฟ้าใหม่ของไทย” จะเกิดขึ้นได้เมื่อแนวคิดที่หารือกันบนเวทีโลกเชื่อมต่อมาถึงการลงทุน การทำงาน และคุณภาพชีวิตของคนไทย
ข่าวเด่น