• การขยายตัวของ Data Center เป็นโอกาสสำคัญต่อเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของไทย แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่และต่อเนื่องจะทำให้ระบบไฟฟ้าต้องรองรับต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยร่าง PDP2026 ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในปี 2050 อาจสูงถึงราว 42,500 - 55,700 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนเพิ่มทั้งกำลังผลิต สถานีไฟฟ้า สายส่ง และระบบสำรองความมั่นคง จึงอาจมีความเสี่ยงผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้า แต่โครงการเปิดล่าช้า ลดขนาด หรือยกเลิก จนระบบที่สร้างไว้ถูกใช้งานต่ำกว่าที่คาดและต้นทุนอาจถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟรายอื่น
• แนวทางจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ สะท้อนหลักร่วมกันว่า การเติบโตของ Data Center ควรมาพร้อมความรับผิดชอบต่อต้นทุนและทรัพยากรที่ใช้ โดยสหรัฐฯ ผ่าน Ratepayer Protection Act เสนอให้ Data Center ขนาดใหญ่รับผิดชอบต้นทุนส่วนเพิ่มของระบบผลิต พร้อมมีหลักประกันทางการเงิน (Financial Assurance) เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้นทุนจะตกกับผู้ใช้ไฟเดิม ขณะที่สิงคโปร์เน้นการคัดเลือกและจัดสรรกำลังรองรับไฟฟ้า (Capacity) ให้ Data Center ที่ใช้พลังงานมีประสิทธิภาพ ลดคาร์บอน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเท่านั้น
• ไทยเริ่มวางหลักการในทิศทางเดียวกันแล้ว โดยมติ กพช. วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบให้กำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับ Data Center เพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการจัดหาไฟฟ้าและการขยายโครงข่าย พร้อมกำหนดให้ Data Center รายใหญ่วางหลักประกันก่อนรัฐลงทุนระบบรองรับ และบอร์ด Data Center เมื่อ 1 ตุลาคม 2569 ได้เห็นชอบแบ่งประเภท Data Center ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า เพื่อเตรียมกำกับดูแล
• ทั้งนี้ ขั้นต่อไป ไทยจึงควรสร้างความชัดเจนใน 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การแยกต้นทุนเฉพาะ Data Center ออกจากต้นทุนที่ผู้ใช้ทั้งระบบได้รับประโยชน์ร่วมกัน (2) การกำหนดข้อผูกพัน และความรับผิดชอบหากโครงการใช้ไฟต่ำกว่าแผน และ (3) การส่งเสริมโครงการที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับความพร้อมของ Grid ในแต่ละพื้นที่ โดยหากออกแบบได้ดี ไทยจะสามารถดึงดูด Data Center ได้พร้อมกับรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านค่าไฟ และลดความเสี่ยงที่ประชาชนและธุรกิจทั่วไปต้องร่วมจ่ายต้นทุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัล
ข่าวเด่น