นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรม ทางการเงินการธนาคาร) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้จำนวน 2,522,112 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลการจัดเก็บที่สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณจำนวน 75,012 ล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 3.1 และจัดเก็บได้สูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้าจำนวน 186,628 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.0 เนื่องจากผลการจัดเก็บภาษีจากฐานการบริโภค โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้สูงกว่าปีก่อนเป็นสำคัญ โดยพบว่า (1) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศ จัดเก็บได้สูงขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 15.0 โดยเฉพาะผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากกลุ่มธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า และกลุ่มธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจภายในประเทศของภาครัฐ อาทิเช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและ (2) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการนำเข้า จัดเก็บได้สูงขึ้น จากปีก่อนร้อยละ 13.1 เนื่องจากมูลค่านำเข้าที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผลการจัดเก็บภาษีจากฐานกำไรและรายได้ จัดเก็บได้สูงกว่าปีก่อนเช่นกันโดยพบว่า (1) การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล จากการยื่น ภ.ง.ด.51 ประมาณการกำไรครึ่งปีแรกของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2569 เติบโตสูงกว่าปีก่อนร้อยละ 13.2 โดยเฉพาะการชำระภาษีจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า และกลุ่มธุรกิจประกันภัย และ (2) การจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จัดเก็บได้สูงกว่าปีก่อนคิดเป็นร้อยละ 18.0 โดยเป็นผลมาจากการติดตามกลุ่มธุรกิจของบุคคลที่มีศักยภาพผ่านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)”
นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การที่กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2569 ได้สูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้ จะเป็นส่วนสนับสนุนการคลังและการทำงานของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป”
ข่าวเด่น