เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อในปีหน้า จากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบ K-shape ดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง และการเลือกตั้งต่างประเทศที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อตลาดการเงินโลก


 

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทในเดือนที่ผ่านมาเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าตามการแข็งค่าของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความกังวลด้านการเมืองและการคลังในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ขณะที่ความไม่แน่นอนจากสงครามอิหร่านยังส่งผลให้ตลาดการเงินโลกผันผวนเป็นระยะ อย่างไรก็ดี เงินบาทยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกไทยที่ขยายตัวดีกว่าคาด และแรงกดดันด้านราคาน้ำมันที่เริ่มผ่อนคลายลงตามอุปทานน้ำมันดิบที่ออกมาจากอ่าวเปอร์เซียได้มากขึ้น โดย SCB FM มองว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก่อนเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอีกครั้งในปี 2027 จาก US Treasury yields ที่ยังอยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีลักษณะ K-shaped 

 
นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนลดลงและวิ่งในกรอบแคบขึ้น แต่สถานการณ์ต่างประเทศ ทั้งสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ยโลกยังเป็นปัจจัยหลักที่กระทบบาท โดยเงินบาทผันผวนตามราคาน้ำมันดิบที่ยังเหวี่ยง แม้การขนส่งน้ำมันจากอ่าวอาหรับจะปรับเพิ่มขึ้นมากแล้ว นอกจากนี้ บาทยังอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งสัญญาณว่ายังมีความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ และอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวต่ออีกระยะหนึ่ง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเฉพาะระยะยาวปรับสูงขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลต่อปัญหาการขาดดุลการคลังและปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก นอกจากนี้ ความกังวลด้านการเมืองและการคลังของฝรั่งเศสยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันค่าเงินยูโร และส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และดันให้บาทอ่อนค่าลงด้วย อย่างไรก็ดี เงินบาทได้แรงหนุนจากเลขส่งออกไทยเดือน ส.ค. ที่โตสูงกว่าคาด ทำให้การขาดดุลการค้าลดลง 

 
 
ในระยะสั้นเงินบาทอาจอ่อนค่าต่อได้ แต่โอกาสที่จะอ่อนค่าแรงลดลงแล้ว เพราะถึงแม้สงครามอาจปะทุเป็นบางช่วง แต่ความรุนแรงน่าจะทยอยลดลงช่วงปลายปี กอปรกับอุปทานน้ำมันที่ฟื้นกลับขึ้นมามาก ทำให้โอกาสที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นแรงมีน้อยลง สำหรับประเด็นภาษีนำเข้า มองว่าสหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่มภายใต้มาตรา 301 กดดันบาทอ่อนค่าได้ในเดือนนี้ นอกจากนี้ การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย. อาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ในช่วงนี้ ขณะที่ดุลการค้าไทยอาจยังขาดดุลในระยะสั้น ก่อนปรับดีขึ้นช่วงปลายปี จึงประเมินกรอบเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ที่ 33.25-33.85 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

 
 
สำหรับมุมมองในปี 2027 มองว่าเงินบาทมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าได้อีก โดย SCB FM ประเมินค่าเงินบาทที่ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีหน้า และอาจอ่อนค่าไปใกล้ 34.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 3 ก่อนทยอยกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยช่วงปลายปี ปัจจัยสำคัญมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึงหรือมีลักษณะ K-shaped recovery โดยการเติบโตยังพึ่งพาการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และตลาดสหรัฐฯ เป็นสำคัญ ขณะที่การบริโภคภายในประเทศและตลาดแรงงานบางส่วนยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า ส่งผลให้ กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% และทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในระยะถัดไป สำหรับปัจจัยที่อาจช่วยพยุงเงินบาทในปีหน้า นายแพททริกมองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาด (SCB FM คาด 1 ครั้ง ตลาดคาด 3 ครั้ง) และรัฐบาลสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะปิดทำการ (Shutdown) ในช่วงสั้น ๆ ที่ยังตกลงเรื่องงบดุลของรัฐไม่ได้ ทำให้ดอลลาร์อาจอ่อนค่าในช่วงนั้น และอีกปัจจัยสำคัญคือ มองว่าสงครามน่าจะคลี่คลายในปีหน้า ทำให้ราคาน้ำมันกลับสู่ระดับปกติ

 
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวปรับขึ้นแรงจนแตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ จากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความกังวลเรื่องการขาดดุลการคลังที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ภาครัฐต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้นในระยะต่อไป การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ระดมทุนเพื่อรองรับการลงทุนด้าน AI รวมถึงความกังวลต่อเงินเฟ้อจากสงครามในตะวันออกกลาง ในระยะต่อไปมองว่า US Treasury yield curve มีแนวโน้มชันขึ้น (Steepening) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี อาจทยอยลดลงสู่ระดับ 4.15-4.35% ปลายปี 2027 ตามแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อาจชะลอลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี มีโอกาสลดลงได้จำกัดและยังอยู่ในระดับสูงที่ 4.70-4.90% ปลายปีหน้า จากแรงกดดันด้านการคลัง อุปทานพันธบัตรที่สูง และแนวโน้ม Neutral rate ที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะยาวตามการประยุกต์ใช้ AI ที่อาจทำให้ productivity ในระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น

 
สำหรับการเลือกตั้งสหรัฐฯ มองว่า Base case คือพรรค Democrats สามารถควบคุมสภาคองเกรสได้อย่างน้อยหนึ่งสภา ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทรัมป์ถูกถ่วงดุลมากขึ้น ส่งผลให้นโยบายการคลังใหม่ดำเนินได้ยาก จึงอาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐลดลง ขณะที่การดำเนินนโยบายด้านภาษีนำเข้า (tariffs) จะยังทำได้ผ่านการใช้อำนาจของประธานาธิบดี จึงจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐ ด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสกดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลงได้บ้าง โดยให้ความน่าจะเป็นกรณี Democrat Sweep ไว้ที่ 55% และกรณี Democrats ครองสภาล่าง ส่วน Republicans ครองวุฒิสภา 35% อย่างไรก็ดี หากเกิดกรณี Republican Sweep ซึ่ง SCB FM ประเมินความน่าจะเป็นไว้ราว 10% จะถือเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านสูง (Upside risk) ต่อทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ในระยะแรก เนื่องจากตลาดอาจกังวลว่าการดำเนินนโยบายลดภาษีและการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติมจะส่งผลให้การขาดดุลการคลังเพิ่มสูงขึ้นอีก และอาจทำให้ Yield curve เกิดภาวะ Bear steepening ได้

 
 
เดือนที่ผ่านมา เงินยูโรอ่อนค่าแรงเพราะยุโรปเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนด้านการเมือง โดยเฉพาะฝรั่งเศสซึ่งนักลงทุนกังวลว่าการเปลี่ยนรัฐบาลในปีหน้า อาจทำให้การขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นอีก ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสและส่วนต่างผลตอบแทนเมื่อเทียบกับเยอรมนี (OAT-Bund spread) ผันผวนสูง สำหรับการเลือกตั้งฝรั่งเศส หากกลุ่ม Far-right หรือ Far-left ได้รับชัยชนะ ตลาดอาจกังวลต่อแนวทางการคลังและความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) มากขึ้น ส่งผลให้ OAT spread มีแนวโน้มกว้างขึ้น และกดดันให้เงินยูโรอ่อนค่าได้ ขณะที่กรณี Centrist หรือ Status quo จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเมือง ทำให้ OAT spread มีโอกาสแคบลงและหนุนให้เงินยูโรฟื้นตัวได้บ้าง แม้ความท้าทายด้านการคลังจะยังคงอยู่ก็ตาม
 
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 09 ต.ค. 2569 เวลา : 19:07:58
10-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,577.65 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 2.74 จุด ดัชนี 1,573.35 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 4,100 เหรียญ อีกครั้ง ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดเหนือ 4,150 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับขึ้นต่อบริเวณ 4,170 เหรียญ

5. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวก 16.30 ดอลลาร์ ฟื้นตัวหลังร่วงแรง จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

6. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 51.77 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ กังวลน้ำมันพุ่ง-หุ้นชิปร่วง

7. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 6.13 จุด ดัชนี 1,576.74 จุด

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (9 ต.ค.69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,100 บาท

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (9 ต.ค.69) ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ฝั่งตอ. 60% ฝั่ง ตต. 40% กรุงเทพปริมณฑล 30% ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 20% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 10%

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์

12. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนจรัญสนิทวงศ์

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (8 ต.ค.69) ลบ 14.02 จุด ดัชนี 1,570.61 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (8 ต.ค.) ลบ 5.67 จุด ดัชนี 1,578.96 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำอ่อนตัวลงใกล้ 4,100 เหรียญ และทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบ 2 เดือน โดยเมื่อวานราคาลงไปแตะบริเวณ 4,066 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับและรีบาวด์ขึ้นมาทรงตัวบริเวณ 4,130 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 10, 2026, 4:58 am