เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
SCB EIC วิเคราะห์ "หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลง แต่ความเสี่ยงไม่ได้ลดตาม ตลาดแรงงานอ่อนแอ น้ำท่วมซ้ำเติมความเปราะบางในการชำระหนี้"


 

หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2026 ลดเหลือ 85.2% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสู่ 83.5-84.5% ณ สิ้นปี แต่ความเสี่ยงด้านฐานะทางการเงินของครัวเรือนไม่ได้คลี่คลาย
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 85.2% ใน Q2/2026 ต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส ยอดหนี้ครัวเรือนขยายตัวต่ำต่อเนื่องสามไตรมาสอยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพียง 0.59%YOY ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่ Nominal GDP โตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จึงลดลงในเชิงตัวเลขมากกว่าที่จะสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนที่ปรับดีขึ้น 

 
การลดลงของหนี้ครัวเรือนยังสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อมากกว่าการฟื้นตัวของฐานะการเงินครัวเรือน 
โครงสร้างหนี้ยังขยายตัวจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก ขณะที่สินเชื่อเพื่อการศึกษาและสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจยังคงหดตัว สะท้อนว่าการก่อหนี้ของครัวเรือนยังคงให้น้ำหนักกับสินเชื่อเพื่อการบริโภค ขณะที่การก่อหนี้เพื่อสนับสนุนการสร้างรายได้ในอนาคตยังไม่ฟื้นตัว นอกจากนี้ ครัวเรือนยังคงเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินหลักได้ยาก โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ยังหดตัว 2.3%YOY ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 9 ขณะที่สินเชื่อจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐขยายตัวตามมาตรการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐ ครัวเรือนบางส่วนจึงหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นสูงกว่า โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ (4.8%YOY) และโรงรับจำนำ (16.9%YOY) ที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง 

ความเสี่ยงของครัวเรือนกำลังเปลี่ยนจากการเร่งก่อหนี้ เป็นการรักษาสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ ท่ามกลางรายได้ที่เปราะบางขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดแรงงานอ่อนแอลงชัดเจน ทั้งการว่างงานเพิ่มขึ้น ชั่วโมงทำงานลดลง และค่าจ้างที่แท้จริงฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ประกอบกับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงนี้ยิ่งซ้ำเติมตลาดแรงงาน โดย 

1. การว่างงานเดือน ส.ค. เร่งขึ้นเป็น 1.2% สูงสุดในรอบ 26 เดือน ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 ยังอยู่ในระดับสูงที่ 2.46% อัตราการว่างงานเยาวชน (อายุ 15-24 ปี) เร่งสูงขึ้นแตะ 6.9% 

2. คุณภาพการจ้างงานยังถูกกดดัน ผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชม./สัปดาห์) เพิ่มขึ้น 7.4%YOY ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 4.9%YOY และชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4%YOY ในช่วงครึ่งแรกของปี 

3. ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบและแรงงานอิสระมีลักษณะ K-shaped ชัดขึ้น ค่าจ้างที่แท้จริงในระบบขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.8% ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานนอกระบบหดตัวมากกว่า 10% ในไตรมาส 2/2026 เทียบกับปี 2024

4. เหตุการณ์น้ำท่วมช่วง ก.ย. – ต.ค. ซ้ำเติมความเปราะบางครัวเรือน SCB EIC ประเมินว่าแรงงานราว 1.69 ล้านคนได้รับผลกระทบครั้งนี้ ส่วนใหญ่กระจุกตัวใน กทม. และปริมณฑล โดยเฉพาะแรงงานภาคบริการ และแรงงานนอกระบบที่ได้ค่าจ้างรายวัน 

ดังนั้น สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในระยะข้างหน้าไม่ได้สะท้อนว่าความเสี่ยงครัวเรือนกำลังคลี่คลายลง เพราะการลดหนี้รอบนี้มีลักษณะ Constraint-driven deleveraging ขณะที่ความเสี่ยงกำลังเปลี่ยนไปสู่สภาพคล่องและการชำระหนี้ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ยังอ่อนแอและผลกระทบน้ำท่วม 

หนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ณ Q2/2026 ลดลงต่อเนื่อง
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ในไตรมาส 2/2026 อยู่ที่ 85.2% ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาส โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 อยู่ที่ 16.43 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 0.6%YOY ใกล้เคียงไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวต่ำ 3 ไตรมาสติดต่อกัน (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 : หนี้ครัวเรือนขยายตัวต่ำต่อเนื่อง 3 ไตรมาส ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง
ใน Q2/2026
 
 
 
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

หนี้ครัวเรือนไทยขยายตัวต่ำท่ามกลางภาวะการเงินที่ยังตึงตัว จากการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อยที่ยังจำกัดจากสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับภาคครัวเรือนปรับลดการใช้จ่ายและระมัดระวังการก่อหนี้ตามรายได้ที่ฟื้นตัวช้า สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนไทยยังอยู่ในภาวะ Debt deleveraging ในขณะที่ Nominal GDP ขยายตัวสูงขึ้น 
 
ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงต่อเนื่องในไตรมาสนี้ (รูปที่ 1) โดยในปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (EMDS) และอยู่ที่อันดับ 9 หากเทียบกับ 44 ประเทศในโลกทั้งหมดที่มีข้อมูลนี้  (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยจะปรับลดลงต่อเนื่องในไตรมาส 2/2026 แต่ยังเป็นอันดับที่ 1 ของ EMDEs
 
 
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย และ BIS

ภาพรวมหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 2/2026 ยังขยายตัวจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยขยายตัว 1.4%YOY ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วนสินเชื่อสูงสุด ราว 35% ของยอดหนี้คงค้าง เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 1.9%YOY ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่น ๆ (ไม่นับรวมบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท.) และสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับของ ธปท. ชะลอตัวลงเล็กน้อยแต่ยังขยายตัวสูงที่ 4.4%YOY และ 1.7%YOY ตามลำดับ 

สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลที่ยังหดตัว ได้แก่ สินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ แม้ปรับดีขึ้นต่อเนื่องแต่ยังหดตัวสูง 7.1%YOY และสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่ยังหดตัว 1.8%YOY นอกจากนี้ สินเชื่อครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจหดตัวต่อเนื่องและหดตัวมากขึ้นถึง 2.3%YOY และสินเชื่ออื่น ๆ (สินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์และอื่น ๆ ที่จำแนกไม่ได้) ที่ยังหดตัวต่อเนื่องที่ 1.8%YOY สะท้อนถึงการก่อหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนในหลักทรัพย์ รวมถึงการสร้างรายได้ในอนาคตของภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว (รูปที่ 3)
 
ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังขยายตัวต่ำ สอดคล้องกับภาพรวมหนี้ครัวเรือนที่แยกตามแหล่งผู้ให้กู้ พบว่า สินเชื่อจากสถาบันการเงินเอกชนยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อต่อเนื่อง โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์และบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่งและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด โดยสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์หดตัว 2.3%YOY ในไตรมาส 2/2026 ต่อเนื่อง 9 ไตรมาสติดต่อกัน ขณะที่สินเชื่อจากบริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวเล็กน้อยเพียง 0.3%YOY ในไตรมาสนี้ (รูปที่ 4)

รูปที่ 3 : หนี้ครัวเรือนใน Q2/2026 ขยายตัวต่อเนื่องจากสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก 
 
 
 
 
 
 
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

รูปที่ 4 : หนี้ครัวเรือนที่กู้จากสหกรณ์ออมทรัพย์และโรงรับจำนำยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง 
 
 
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ดี หนี้ครัวเรือนไทยยังขยายตัวจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและสถาบันการเงินของรัฐที่เติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 1.8%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือภาครัฐที่มีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจ ขณะที่สินเชื่อผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์ และสินเชื่อผ่านโรงรับจำนำยังอยู่ในระดับสูงแม้จะปรับตัวลดลงบ้างอยู่ที่ 4.8%YOY และ 16.9%YOY ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าภาคครัวเรือนยังคงพึ่งพาแหล่งเงินกู้ที่เข้าได้ง่ายและมีเงื่อนไขยืดหยุ่นกว่าในการปล่อยสินเชื่อมากกว่าพึ่งพาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินหลักที่ยังคงมีความเข้มงวด (รูปที่ 4) 

SCB EIC ประเมินหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะลดลงอีก แต่ความเสี่ยงฐานะการเงินครัวเรือนยังคงอยู่
 
ในระยะข้างหน้า SCB EIC มองสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP จะยังมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ราว 83.5-84.5% ณ สิ้นปี 2026
 
แนวโน้มสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงในระยะข้างหน้าเป็นผลมาจาก (1) สินเชื่อครัวเรือนยังตึงตัวเนื่องจากมาตรฐานการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินยังเข้มงวดต่อเนื่อง ส่งผลให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ยาก ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนจึงยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง (รูปที่ 5) ข้อจำกัดนี้ทำให้ภาคครัวเรือนบางส่วนจะยังหันไปพึ่งพาแหล่งเงินกู้อื่นที่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่ายกว่าสถาบันการเงินหลัก แม้ว่าจะมีต้นทุนเงินกู้สูงกว่าหรือมีระยะเวลากู้สั้นกว่า 

รูปที่ 5 : มาตรฐานการให้สินเชื่อผู้บริโภคของสถาบันการเงินเข้มงวดต่อเนื่อง
 
 
ที่มา : ธนาคารแห่งประเทศไทย

(2) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ขยายตัวสูงจากเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่ง Nominal GDP เป็นตัวหารของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงค่อนข้างเร็วในเชิงตัวเลข โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. เร่งตัวสู่ 2.8% สูงขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 จากผลกระทบของราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูง ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอน ราคาอาหารสดที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศแปรปรวน และราคาอาหารสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นจากการทยอยส่งผ่านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาสู่ผู้บริโภค การที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงเร็วในเชิงตัวเลขเนื่องจาก Nominal GDP ขยายตัวเร็วกว่ายอดหนี้ ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังไม่ได้ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน

หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงสวนทางตลาดแรงงานอ่อนแอ เพิ่มแรงกดดันต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ เครื่องชี้ตลาดแรงงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 และข้อมูลล่าสุดในช่วงเดือน ก.ค. - ส.ค.สะท้อนความเปราะบาง ทั้งการจ้างงาน ชั่วโมงทำงาน และรายได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่แน่นอน

1. การว่างงานเร่งตัว : จำนวนผู้ว่างงานใน H1/2026 เพิ่มขึ้น 9.8%YOY เป็น 3.97 แสนคน ทำให้อัตราการว่างงานโดยรวมเพิ่มขึ้นเป็น 0.94% ของกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานในกลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคม ม.33 เพิ่มขึ้นเป็น 2.37% ประกอบกับอัตราการว่างงานเยาวชนอายุ 15-24 ปี (Youth unemployment) ยังอยู่ในระดับสูง
ที่ 5.14% สะท้อนถึงข้อจำกัดของตลาดแรงงานในการรองรับแรงงานเข้าใหม่ในช่วงเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และการหางานทำในกลุ่มแรงงานใหม่ที่ยังมีข้อจำกัด ทั้งนี้ข้อมูลล่าสุดยังชี้ว่า ตลาดแรงงานอ่อนแอลงต่อเนื่อง โดยอัตราการว่างงานรวมเร่งตัวต่อเนื่องสู่ 1.1% ในเดือน ก.ค. และ 1.2% ในเดือน ส.ค. สูงสุดในรอบ 26 เดือน อัตราการว่างงานเยาวชนเร่งตัวสู่ 6.9% สูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ขณะที่อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม ม.33 ในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 3/2026 อยู่ที่ 2.62% และ 2.46% ตามลำดับ สูงสุดในรอบกว่า 4 ปีเช่นกัน (รูปที่ 6)

รูปที่ 6 : อัตราการว่างงานของไทยสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2026 
 
 
 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และสำนักงานประกันสังคม

2. ชั่วโมงทำงานลดลง : อีกตัวชี้วัดความเปราะบางตลาดแรงงานสะท้อนผ่านคุณภาพการจ้างงาน โดยข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 พบว่าผู้ทำงานต่ำระดับ (ทำงานน้อยกว่า 35 ชม./สัปดาห์) เพิ่มขึ้น 7.4%YOY เป็น 8.2 ล้านคน ผู้เสมือนว่างงาน (0-20 ชม./สัปดาห์ ในภาคเกษตร หรือ 0-24 ชม./สัปดาห์ นอกภาคเกษตร) เพิ่มขึ้น 4.9%YOY เป็น 3.3 ล้านคน และชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง 0.4%YOY เป็น 42.4 ชม./สัปดาห์ สะท้อนว่าคนทำงานจำนวนมากมีชั่วโมงทำงานและรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ 

3. ค่าจ้างหดตัวในบางกลุ่ม และเงินเฟ้อสูงกดดันให้ค่าจ้างที่แท้จริงหดตัว : ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ค่าจ้างแรงงานโดยรวมเฉลี่ย (รวมโบนัส OT) หดตัว 0.4%YOY อยู่ที่ 16,299.5 บาท/เดือน ส่วนใหญ่มาจากค่าจ้างในกลุ่มแรงงานอาชีพอิสระ ที่หดตัวถึง 2.2%YOY อยู่ที่ 16,458.8 บาท/เดือน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานในระบบ ยังขยายตัวได้ 0.9%YOY อยู่ที่ 16,193.2 บาท/เดือน 

SCB EIC ประเมินว่าค่าจ้างที่แท้จริงอาจหดตัวต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 2026 จากเงินเฟ้อเร่งตัวสูง ขณะที่ค่าจ้างปรับขึ้นช้ากว่า นอกจากนี้ การฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงมีลักษณะเป็น K-shaped โดยค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบค่อนข้างทรงตัว แต่ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานอิสระกลับลดลงมากกว่า 10% ใน Q2/2026 
หากเทียบกับปี 2024 (รูปที่ 7) สะท้อนความเสี่ยงของแรงงานอิสระที่ไม่มีรายได้ประจำและสวัสดิการรองรับ ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการรับแรงกระแทกจากค่าครองชีพสูงและรายได้ผันผวน

รูปที่ 7 : การฟื้นตัวของค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานในระบบ และแรงงานอิสระมีลักษณะเป็น K-shaped 

 
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ 

น้ำท่วมช่วง ก.ย.–ต.ค. ซ้ำเติมความเปราะบางด้านรายได้และสภาพคล่องในระยะสั้น
 
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานข้อมูลในช่วง 16 ก.ย. ถึง 7 ต.ค. 2026 พบว่า ครัวเรือนไทยราว 1.48 ล้านครัวเรือน (6% ของครัวเรือนทั่วประเทศ) ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 7 ต.ค. ยังมีครัวเรือนกว่า 1.15 ล้านครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอยู่ 
 
SCB EIC คาดว่าจำนวนแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มีมากถึง 1.69 ล้านคน (ประเมิน ณ 2 ต.ค. 2026 ที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดและเริ่มคลี่คลายได้ในระยะต่อมา) ส่วนใหญ่เป็นแรงงาน
ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนแรงงานได้รับผลกระทบน้ำท่วมสูงสุดถึงราว 4.45 และ 4.20 แสนคน ตามลำดับ จังหวัดอื่นที่ได้รับผลกระทบสูงรองลงมา ได้แก่ นครนายก ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์นี้ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ และธุรกิจร้านค้าในพื้นที่ประสบอุทกภัยต้องปิดชั่วคราว ทำให้แรงงานเสียชั่วโมงทำงาน หรือเสี่ยงสูญเสียงานที่ทำอยู่ (ตารางที่ 1)
 

แรงงานที่มีความเปราะบางที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วมช่วง ก.ย. – ต.ค. นี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานในภาคบริการ และแรงงานนอกระบบที่รับจ้างรายวัน เนื่องจากรายได้หายไปทันทีจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำท่วมเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ซึ่งซ้ำเติมกลุ่มแรงงานอิสระและแรงงานนอกระบบที่ค่าจ้างหดตัวอยู่ก่อนแล้ว ยังทำให้แรงงานกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในการชำระหนี้ในระยะสั้นอีกด้วย 

โดยสรุป สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงต่อเนื่องไม่ใช่สัญญาณชี้ว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยคลี่คลายแล้ว เนื่องจากสัดส่วนหนี้ลดลงเร็วเชิงตัวเลข ท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อและรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มากกว่าจะสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ที่ปรับดีขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดแรงงานอ่อนแอและค่าครองชีพสูงขึ้นยังคงกดดันฐานะการเงินครัวเรือน โดยเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้ครัวเรือนบางกลุ่มเผชิญปัญหารายได้สะดุดและภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้นกะทันหัน 

ดังนั้น แม้ SCB EIC ประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP จะลดลงสู่ 83.5–84.5% ณ สิ้นปี 2026 แต่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความสามารถในการชำระหนี้ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด จึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นที่ตรงจุดและทันการณ์ เพื่อประคองสภาพคล่องและลดความเสี่ยงที่ปัญหาขาดสภาพคล่องระยะสั้นจะลุกลามเป็นปัญหาการชำระหนี้
ในระยะยาวได้

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Household-debt-151026

บันทึกโดย : วันที่ : 16 ต.ค. 2569 เวลา : 14:50:16
17-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (15 ต.ค.69) บวก 62.20 เหรียญ รับดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ย่อตัว จับตาถ้อยแถลงประธานเฟด

2. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (15 ต.ค.69) พุ่ง 556.21 จุด รับแรงซื้อกลุ่มเฮลธ์แคร์-สินค้าอุปโภคบริโภค

3. ทองเปิดตลาดวันนี้ (16 ต.ค.69) ปรับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,800 บาท

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (16 ต.ค.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ 40% ภาคอีสาน 20%

5. ประกาศ กปน.: 21 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนราชพฤกษ์ตัดถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4

6. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (15 ต.ค.69) ลบ 2.87 จุด ดัชนี 1,573.01 จุด

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (15 ต.ค.69) กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. ฝนฟ้าคะนอง 60% ภาคเหนือ-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 40% ภาคอีสาน 30%

8. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ื (15 ต.ค.69) ลบ 8.99 จุด ดัชนี 1,566.89 จุด

9. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงแรงหลังการประกาศตัวเลข CPI สหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด ส่งผลให้ราคาหลุดระดับ 4,100 เหรียญ ลงไปทดสอบบริเวณ 4,075 เหรียญ

10. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.45 - 33.75 บาท/ดอลลาร์

11. ทองเปิดตลาดวันนี้ (15 ต.ค.69) ร่วงลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,550 บาท

12. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (15 ต.ค.69) ลบ 15.00 จุด ดัชนี 1,560.88 จุด

13. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (14 ต.ค.69) ร่วง 69.40 ดอลลาร์ หวั่นเงินเฟ้อสูงหนุนเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (14 ต.ค.69) ลบ 48.62 จุด Nasdaq ร่วงหนัก กังวลเงินเฟ้อสูงกดดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย

15. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (15 ต.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 17, 2026, 10:28 am