
1. การประเมินภาพเศรษฐกิจโลกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF)
• IMF ชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกได้ดี (resilience) แม้เผชิญความไม่แน่นอนต่อเนื่อง โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น และความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเปราะบางและไม่ทั่วถึงมากขึ้น ทำให้ต้องเร่งเสริมสร้างพื้นฐานและพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (policy space)
• IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวร้อยละ 3.1 ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.4 ในปี 2570 จากแรงส่งของการลงทุนด้าน AI ภายใต้บริบทที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความไม่แน่นอนและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.7 ในปี 2569 จากราคาพลังงานและอาหารที่สูงขึ้นก่อนชะลอลงเหลือร้อยละ 4.1 ในปี 2570 สำหรับเศรษฐกิจอาเซียนคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.9 และ 4.7 ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ส่วนเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.1 เท่ากันในทั้งสองปี
• IMF ประเมินว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังโน้มไปด้านต่ำ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ (1) ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ที่อาจกระทบเส้นทางการค้าสำคัญ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และซ้ำเติมความมั่นคงด้านพลังงานและอาหาร (2) ความเสี่ยงด้านการคลังและตลาดการเงิน จากหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจหลักที่อาจปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐปรับสูงขึ้น (3) ความเสี่ยงจาก AI และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ผลกระทบยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบการเงิน ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความยืดหยุ่น แต่ความสามารถในการรองรับแรงกระแทกเริ่มมีข้อจำกัดมากขึ้น

• ตลาดการเงินโลกโดยรวมยังมีเสถียรภาพ แต่ความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากการกระจุกตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI การปรับสูงขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และความเชื่อมโยงระหว่าง bank กับ non-bank ที่เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การปรับฐานของราคาสินทรัพย์ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม AI ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เนื่องจากระบบการเงินพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน หลายประเทศมี policy space ลดลง ทำให้ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงในอนาคตมีจำกัดกว่าในอดีต
• AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ที่มาเปลี่ยนโครงสร้าง ทั้งด้านการลงทุน การค้า ผลิตภาพ และการจ้างงาน โดยหลายประเทศได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่บางประเทศยังอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ทั้งนี้ แม้ AI จะมีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งขนาดของผลประโยชน์ ระยะเวลาที่จะเห็นผลสัมฤทธิ์ และผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสมควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์จาก AI มากที่สุด และได้รับผลข้างเคียงน้อยที่สุด
• นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF Managing Director) เน้นย้ำให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังสามารถรับมือกับความผันผวนได้ดี เร่งสร้างความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต หรือ “Get your house in order” โดยให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง และเสริมสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง ผ่านการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา การปรับฐานะการคลังให้มั่นคง โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีหนี้สาธารณะสูง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น รวมถึงเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยี AI ยกระดับการป้องกันภัยไซเบอร์ และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
2. ผลงานสำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทย
2.1 Bangkok Blueprint + Bangkok Blueprint in Action (เอกสารคู่ขนานของ Bangkok Blueprint)
• ธปท. เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งจัดทำโดย IMF และ World Bank โดยมี ธปท. เป็นผู้ผลักดันแนวคิดและร่วมให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะในการจัดทำ เพื่อให้ Blueprint นี้เป็นหลักการอ้างอิงสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการรับมือกับภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการหารือและผลักดันความร่วมมือนี้ในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้จะสิ้นสุดการประชุมครั้งนี้แล้ว
• Bangkok Blueprint นำเสนอ 12 แนวทางสำคัญ ภายใต้ 5 เสาหลัก ได้แก่ (1) การวางยุทธศาสตร์ กฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบอย่างชัดเจน (2) การบริหารจัดการภัยทุจริตอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนอง และเยียวยาผู้เสียหาย (3) การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น AML/CFT และ Cybersecurity (4) การเสริมสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ และ (5) การคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างการตระหนักรู้ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล
• ธปท. มุ่งหวังให้ Bangkok Blueprint เป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การยกระดับการรับมือให้ครบวงจร (Whole-of-Ecosystem) โดยให้ทุกภาคส่วนร่วมรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา (2) การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมทางการเงินที่ดำเนินการข้ามประเทศ และ (3) การยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล ผ่านความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อให้การเงินดิจิทัลยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การเข้าถึงบริการทางการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ บนพื้นฐานของความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน
• นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ยังได้ร่วมจัดทำ Bangkok Blueprint in Action ซึ่งเป็นเอกสารคู่ขนาน (Compendium paper) โดยนำข้อมูลและประสบการณ์จากการดำเนินนโยบายจริงในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย มาถอดบทเรียนเพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้ในการยกระดับการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• 4 Key Takeaways จาก Bangkok Blueprint in Action ได้แก่ (1) การป้องกันภัยทุจริตอย่างครบวงจร โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อลดช่องโหว่ที่อาชญากรอาจใช้ประโยชน์ (2) การให้ความสำคัญกับการป้องกันและสกัดกั้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหาย (3) การใช้มาตรการหลายชั้นร่วมกันในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือในทุกขั้นตอนของการทุจริต เนื่องจากไม่มีมาตรการใดสามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง และ (4) การสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความสะดวก และการเข้าถึงบริการทางการเงิน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงินได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เพิ่มข้อจำกัดหรือภาระเกินความจำเป็น
2.2 G30 International Banking Seminar
• ธปท. ร่วมกับ Group of Thirty (G30) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ประกอบด้วย ผู้ว่าธนาคารกลาง ผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำภาคการเงิน และนักวิชาการจากนานาประเทศ จัดงานเสวนาภายใต้หัวข้อ Balancing Financial Innovation and Stability in Modern Digital Finance เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวทางสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับการรักษาเสถียรภาพในยุคการเงินดิจิทัล
• ธปท. ย้ำความสำคัญของ Responsible Innovation Framework โดยส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของบริการการเงินให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย และต้องมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมทั้งการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบการเงินดิจิทัลมีความปลอดภัยและทั่วถึง เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบ ด้วยแนวคิดดังกล่าว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. ร่วมกันผลักดัน Bangkok Blueprint เพื่อเป็นหลักการในการรับมือภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถใช้เป็นหลักการอ้างอิงและนำไปปรับใช้กับบริบทของแต่ละประเทศได้ต่อไป
• ผู้เข้าร่วมเสวนาเห็นว่า AI และนวัตกรรมทางการเงินสามารถเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับ size and speed of benefits ผลกระทบต่อแรงงาน ระบบการเงิน และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องลงทุนในทักษะแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และกรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม
• นอกจากนี้ AI อาจสร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่และเปลี่ยนกลไกการส่งผ่านนโยบายการเงิน จึงต้องปรับกรอบกำกับดูแลให้ทันต่อความเสี่ยง พร้อมเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและมีเสถียรภาพ
2.3 การหารือทวิภาคี
การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings เปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของ ธปท. ได้หารือกับผู้บริหารธนาคารกลาง องค์กรการเงินระหว่างประเทศ และสถาบันการเงินชั้นนำของโลก รวม 18 แห่ง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและการเงินโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงและความท้าทายที่ภาคการเงินต้องเตรียมรับมือในอนาคต ตลอดจนกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความพร้อมของระบบการเงินไทยในการรับมือกับความท้าทายในระยะข้างหน้า
ในการนี้ ธปท. ได้หารือกับธนาคารกลางต่างๆ ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank: SNB) ธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France) ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) ธนาคารกลางภูฏาน (Royal Monetary Authority of Bhutan) ธนาคารกลางโอมาน (Central Bank of Oman) ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) ธนาคารกลางออสเตรีย (Oesterreichische Nationalbank) ธนาคารกลางเดนมาร์ก (Danmarks Nationalbank) ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB) และหารือร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงสถาบันต่างๆ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) รวมถึง BIS Innovation Hub กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) Toronto Centre SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) FATF (Financial Action Task Force) และ Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG)
รายละเอียดการหารือของผู้บริหาร ธปท. มีดังนี้
- ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) Kevin Warsh
- ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China) Pan Gong Sheng
- ประธานคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (Swiss National Bank) Martin Schlegel
- ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (Banque de France) Emmanuel Moulin
- ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS)
- ธนาคารกลางแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (Royal Monetary Authority of Bhutan)
- ธนาคารกลางโอมาน (Central Bank of Oman)
- ธนาคารเพื่อการชำหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) BIS Innovation Hub/ IMF / Toronto Centre
- ธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank)
- ธนาคารกลางออสเตรีย (Oesterreichische Nationalbank)
- ธนาคารกลางเดนมาร์ก (Danmarks Nationalbank))
- Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG)
- ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank: ECB))
- SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication
- คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Taskforce: FATF)
ข่าวเด่น