เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : เดโมแครตพลิกชนะเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจโลกอย่างไร และไทยต้องรับมืออะไรบ้าง



   by วิภาดา จิณณวาโส
 
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง เมื่อพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เอาชนะพรรครีพับลิกันในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญ และทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับสภาคองเกรสที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเดียวกันอีกต่อไป
 
ผลดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้า และสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเลือกตั้งครั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแย่งชิงเสียงในสภา แต่ยังสะท้อนถึงแรงกดดันที่รัฐบาลสหรัฐกำลังเผชิญในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบาย America First ที่ส่งผลต่อประเทศคู่ค้าและระบบเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา
 
อย่างไรก็ตาม การที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการบริหารประเทศทันที เพราะประธานาธิบดียังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารและสิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย ขณะที่การผ่านกฎหมายสำคัญในวุฒิสภายังต้องเผชิญกับข้อกำหนดเรื่องเสียงสนับสนุน 60 เสียงในหลายกรณี สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจึงเป็นการที่รัฐบาลทรัมป์จะต้องเผชิญกับการตรวจสอบและแรงต่อรองจากฝ่ายนิติบัญญัติมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐในช่วงสองปีที่เหลือมีความซับซ้อนกว่าเดิม
 
สมดุลอำนาจใหม่ กับความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะเดินหน้าได้ยากขึ้น
 
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดหลังการเลือกตั้ง คือ เดโมแครตจะมีอำนาจควบคุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภา สามารถเรียกเจ้าหน้าที่รัฐบาลเข้าชี้แจง ขอเอกสาร และเปิดการสอบสวนการดำเนินงานของฝ่ายบริหารได้มากขึ้น รวมถึงมีอำนาจต่อรองต่อการผ่านกฎหมายและการอนุมัติบุคคลที่จะเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล โดยเฉพาะเมื่อพรรคเดโมแครตกลับมาควบคุมวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทในการรับรองการแต่งตั้งบุคคลระดับสูงและผู้พิพากษาของรัฐบาลกลาง

อำนาจตรวจสอบดังกล่าวอาจทำให้การผลักดันนโยบายของทรัมป์ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายที่มีผล กระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง เช่น การใช้จ่ายงบประมาณ การจัดเก็บภาษี และมาตรการทางการค้า ขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังมีโอกาสใช้การไต่สวนและการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ

อีกประเด็นที่ต้องจับตา คือ ความเสี่ยง Government Shutdown หรือ การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนจากการที่สภาคองเกรสไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณได้ แม้ปัญหานี้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ของสหรัฐ แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลที่มีอำนาจแบ่งกันระหว่างสองพรรคอาจทำให้การเจรจางบประมาณมีความยากลำบากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายมีแนวทางการใช้จ่ายและลำดับความสำคัญทางนโยบายที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกช่วงเวลาให้ชัดเจน เพราะงบประมาณชั่วคราวที่รัฐบาลใช้อยู่ในปัจจุบันจะสิ้นสุดในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ขณะที่สมาชิกสภาชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2570 ดังนั้น การเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยง Government Shutdown ในเดือนธันวาคมยังเป็นหน้าที่ของสภาชุดเดิมที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากอยู่ แต่หลังจากสภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง ความเสี่ยงด้านการเจรจางบประมาณและเพดานหนี้ในปี 2570 ก็อาจกลับมาเป็นประเด็นที่ตลาดการเงินต้องติดตามอีกครั้ง

หากการเจรจาไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่การหยุดให้บริการของหน่วยงานรัฐ แต่ยังอาจทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนไม่ได้รับเงินเดือนตามกำหนด การให้บริการภาครัฐล่าช้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐยังต้องรับมือกับต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง

ภาษีการค้าและ AI อาจเป็นสองสมรภูมิสำคัญ

หนึ่งในประเด็นที่ประเทศคู่ค้าทั่วโลกให้ความสนใจ คือ ทิศทางนโยบายภาษีการค้าของทรัมป์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินนโยบาย America First และสร้างแรงกดดันให้ประเทศต่าง ๆ เจรจาข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ การที่เดโมแครตกลับมาควบคุมสภาจึงอาจทำให้มาตรการภาษีของรัฐบาลถูกตรวจสอบมากขึ้น ทั้งในแง่ผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจสหรัฐฯ ตลอดจนความคุ้มค่าของข้อตกลงที่รัฐบาลใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง

เดโมแครตมีแนวโน้มใช้เวทีสภาเปิดการไต่สวนผลกระทบจากภาษีต่อราคาสินค้า ต้นทุนของผู้ประกอบการ และการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงผลักดันร่างกฎหมายเพื่อจำกัดหรือยกเลิกมาตรการบางส่วน แต่การทำให้ข้อเสนอเหล่านั้นมีผลบังคับใช้จริงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทรัมป์ยังสามารถใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายได้ และยังมีอำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินมาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีไว้

ยิ่งไปกว่านั้น สำนักข่าว Reuters รายงานก่อนการเลือกตั้งว่า ทำเนียบขาวได้เตรียมแนวทางใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อเดินหน้านโยบายบางส่วนต่อไปโดยไม่ต้องผ่านสภา ทั้งมาตรการภาษีต่อแร่ธาตุสำคัญและกังหันลม รวมถึงนโยบายด้านการใช้จ่ายและการเข้าเมือง ภาพที่อาจเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การยุติสงครามการค้าหรือการยกเลิกภาษีทันที แต่เป็นการเพิ่มแรงเสียดทานระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรส ซึ่งอาจทำให้การเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง ชัยชนะของเดโมแครตอาจทำให้ประเทศคู่ค้ากล้าต่อรองกับสหรัฐมากขึ้น เพราะรัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศจากผลกระทบของมาตรการภาษีที่สะท้อนผ่านราคาสินค้าและค่าครองชีพ สำนักข่าว Reuters วิเคราะห์ว่า ผลเลือกตั้งอาจทำให้บางประเทศชะลอการดำเนินการตามคำมั่นด้านการลงทุนที่เคยให้ไว้เพื่อแลกกับเงื่อนไขทางการค้าที่ดีขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้าเรียกร้องเงื่อนไขที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้มากกว่าเดิม

อีกประเด็นที่อาจเปลี่ยนแปลงในระยะกลาง คือการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ที่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลต้องใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรจำนวนมาก จนเกิดข้อกังวลว่าต้นทุนการลงทุนเหล่านี้อาจถูกผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรในพื้นที่

ก่อนหน้านี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐเคยผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานของ Data Center ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 417 ต่อ 3 แต่ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในวุฒิสภาได้คะแนน 57 ต่อ 43 ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็นต่อการเดินหน้ากฎหมายในขั้นตอนดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นนี้มีแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับระดับความเข้มงวดของมาตรการ

เมื่อเดโมแครตเข้าควบคุมสภา จึงมีโอกาสเพิ่มการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีและการลงทุนใน Data Center มากขึ้น ทั้งเรื่องการใช้พลังงาน ความโปร่งใส ความปลอดภัยของ AI และผล กระทบต่อผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าจะเกิดกฎหมายควบคุม AI ที่เข้มงวดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการออกกฎหมายระดับรัฐบาลกลางยังต้องผ่านข้อจำกัดทางการเมืองและอำนาจยับยั้งของประธานาธิบดี สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นก่อนจึงเป็นการไต่สวน การเรียกข้อมูล และการกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีรับผิดชอบต่อผลกระทบจากธุรกิจมากขึ้น

เศรษฐกิจโลกและไทยต้องรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างไร?

หลังผลเลือกตั้งเริ่มชัดเจน ตลาดการเงินตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทันที โดยนักลงทุนประเมินว่าการแบ่งขั้วอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำให้การดำเนินนโยบายในอนาคตติดขัดมากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงในช่วงแรก ส่วนตลาดหุ้นและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เผชิญแรงกังวลจากความเป็นไปได้ที่จะมีการตรวจสอบธุรกิจและการลงทุนใน Data Center มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังเป็นการตอบสนองต่อความคาดหวังของตลาด ไม่ใช่ข้อสรุปว่าทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐจะเปลี่ยนไปในทันที

สำหรับเศรษฐกิจโลก ผลเลือกตั้งครั้งนี้อาจทำให้การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ คาดการณ์ได้ยากขึ้นในบางด้าน โดยเฉพาะการค้า การคลัง และเทคโนโลยี หากรัฐบาลกับสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงกันได้ อาจเกิดความล่าช้าในการผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญ ขณะเดียวกัน หากแรงกดดันจากสภาทำให้รัฐบาลต้องทบทวนมาตรการบางส่วน ก็อาจเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้ากลับมาเจรจาเงื่อนไขทางการค้าได้มากขึ้น แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าทรัมป์จะเลือกประนีประนอมหรือใช้เครื่องมือฝ่ายบริหารเดินหน้านโยบายเดิมต่อไป

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่ต้องติดตามมีอย่างน้อย 3 ด้าน ด้านแรก คือ การส่งออก เนื่องจากสหรัฐเป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทย หากการตรวจสอบนโยบายภาษีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางการค้า หรือเปิดช่องให้ประเทศคู่ค้าต่อรองได้มากขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสให้ไทยเจรจาเพื่อลดความไม่แน่นอนของต้นทุนการส่งออก แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้ามาตรการภาษีผ่านอำนาจฝ่ายบริหาร ผู้ส่งออกไทยก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนและเงื่อนไขการค้าที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ด้านที่สอง คือ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หากสหรัฐเพิ่มความเข้มงวดต่อธุรกิจเทคโนโลยี และ Data Center นักลงทุนอาจต้องพิจารณาต้นทุนด้านพลังงาน กฎระเบียบ และความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องได้ หากสามารถสร้างความพร้อมด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบสาธารณูปโภค และกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่การดึงดูดเงินลงทุนไม่ควรพึ่งเพียงต้นทุนที่แข่งขันได้ เพราะนักลงทุนจะพิจารณาความมั่นคงของระบบพลังงานและความสามารถในการรองรับการขยายธุรกิจในระยะยาวด้วย

ด้านสุดท้าย คือ ค่าเงินบาทและตลาดทุน ความผันผวนของเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและการตัดสินใจลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย หากดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องอาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในบางช่วง แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอย่างแน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ดุลบัญชีเดินสะพัด ราคาพลังงาน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

การที่เดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่านโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐจะเปลี่ยนทิศทางจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะทรัมป์ยังมีอำนาจบริหารประเทศและเครื่องมือทางกฎหมายในการเดินหน้านโยบายของตนเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป คือ การดำเนินนโยบายเหล่านั้นจะต้องเผชิญการตรวจสอบและแรงต้านจากสภามากขึ้น ขณะที่พรรค   เดโมแครตเองก็ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถผลักดันประเด็นเศรษฐกิจที่ประชาชนกังวลได้ ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่คัดค้านรัฐบาล ส่วนสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือจึงไม่ใช่การคาดหวังว่าชัยชนะของพรรคใดพรรคหนึ่งจะทำให้เงื่อนไขทางการค้าดีขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่คือการติดตามทิศทางนโยบายสหรัฐอย่างใกล้ชิด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคส่งออกและการลงทุน เพราะแม้สมดุลอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้า เทคโนโลยี และการคลัง ยังคงเป็นปัจจัยที่เศรษฐกิจโลกต้องเผชิญต่อไป

LastUpdate 04/11/2569 22:36:36 โดย : Admin
05-11-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหล ถนนกาญจนาภิเษก (ด้านตะวันตก)

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 4.10 จุด ดัชนี 1,497.99 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 8.23 จุด ดัชนี 1,493.86 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 3% หรือกว่า 130 เหรียญ นับเป็นการปรับขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. โดยเช้านี้ราคาปรับขึ้นต่อแตะบริเวณ 4,135 เหรียญ

5. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 - 33.60 บาท/ดอลลาร์

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (4 พ.ย.69) พุ่ง 132.60 เหรียญ รับแรงหนุนดอลลาร์อ่อนค่า หลังเดโมแครตชนะเลือกตั้งท่วมท้น

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (4 พ.ย.69) พุ่ง 1,569.40 จุด ขานรับเดโมแครตชนะเลือกตั้ง เปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรส

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (5 พ.ย.69) ประเทศไทยตอนบนอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักบางแห่ง "กรุงเทพปริมณฑล และทุกภาค" ฝน 60% เว้นภาคเหนือ 40%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (5 พ.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์

10. ทองเปิดตลาดวันนี้ (5 พ.ย.69) พุ่งขึ้นแรง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,300 บาท

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 10.13 จุด ดัชนี 1,491.96 จุด

12. กบน.ปรับลดราคากลุ่มน้ำมันเบนซิน 0.70บาทต่อลิตร ยกเว้นแก๊สโซฮอล E85 รับทิศทางตลาดน้ำมันโลกปรับตัวลดลง มีผล 5 พ.ย.69

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (4 พ.ย.69) บวก 11.08 จุด ดัชนี 1,502.09 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (4 พ.ย.69) ลบ 1.35 จุด ดัชนี 1,489.66 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำยังสามารถทรงตัวเหนือระดับ 3,900 เหรียญ ได้เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังเมื่อวานปรับตัวลงทดสอบบริเวณดังกล่าวก่อนมีแรงซื้อกลับ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 5, 2026, 6:53 pm