
ถ้าพูดถึงซูเปอร์ฮีโร่ที่ร่ำรวยที่สุด หลายคนคงนึกถึง Iron Man หรือ Batman ที่มีทรัพย์สินมหาศาลและเทคโนโลยีล้ำสมัยไว้ต่อสู้กับเหล่าวายร้าย
แต่ถ้าถามว่าซูเปอร์ฮีโร่คนไหนมีปัญหาเรื่องเงินมากที่สุด Spider-Man คงติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
แม้ Peter Parker จะสามารถปีนตึก โหนใย และช่วยชีวิตผู้คนได้ทั้งเมือง แต่พอกลับถึงบ้าน เขาก็ยังต้องหาเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ทำงานเลี้ยงชีพ และพยายามแบ่งเวลาให้คนที่รัก บางครั้งช่วยคนทั้งเมืองได้สำเร็จ แต่กลับไปทำงานสายจนถูกเจ้านายตำหนิ
ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ Peter Parker ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงชีพ Spider-Man ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับเป็นหนึ่งในตัวละครที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับอุตสาหกรรมบันเทิง
นับตั้งแต่ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังสือการ์ตูนเมื่อปี 1962 Spider-Man ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เกม ของเล่น เสื้อผ้า และสินค้าลิขสิทธิ์อีกมากมาย
ทำไมเด็กหนุ่มธรรมดาที่มีปัญหาเรื่องเงินอยู่เสมอ จึงกลายเป็นตัวละครที่ทำเงินได้ต่อเนื่องมากกว่า 60 ปี?
เปลี่ยน Spider-Man ได้ แต่ทำไมแฟน ๆ ยังรักเหมือนเดิม?
หากถามว่าใครคือ Spider-Man ที่ดีที่สุด คำตอบอาจทำให้เกิดการถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ
คนที่เติบโตมากับภาพยนตร์ยุค 2000 อาจยกให้ Tobey Maguire เป็น Spider-Man ในดวงใจ บางคน
ชอบ Andrew Garfield ที่มีบุคลิกขี้เล่น ขณะที่คนรุ่นใหม่อาจคุ้นเคยกับ Tom Holland มากกว่า
แต่ไม่ว่าใครจะสวมหน้ากาก ผู้ชมก็ยังรู้สึกผูกพันกับตัวละครนี้
เพราะสิ่งที่ทำให้ Spider-Man เป็นที่รักไม่ได้มีเพียงพลังพิเศษหรือฉากต่อสู้ หากยังเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มธรรมดาที่ต้องเผชิญปัญหาชีวิตเหมือนคนทั่วไป
เขาอาจช่วยโลกจากวายร้ายได้ แต่ก็ยังมีวันที่สอบไม่ผ่าน ทำงานไม่ทัน หรือทำให้คนรักผิดหวัง
ความธรรมดานี่เองที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับ Spider-Man และความผูกพันที่สะสมมานานหลายสิบปีก็กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจ
เพียงเห็นชุดสีแดงน้ำเงินหรือสัญลักษณ์แมงมุม ผู้คนทั่วโลกก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร
ในโลกธุรกิจ สิ่งนี้เรียกว่า Brand Equity หรือคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งเกิดจากชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และความผูกพันที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์นั้น
คล้ายกับร้านอาหารเก่าแก่ในไทยที่ลูกค้ากลับไปกินซ้ำ แม้จะเปลี่ยนคนทำหรือปรับเมนู เพราะความทรงจำและความคุ้นเคยทำให้ร้านมีคุณค่ามากกว่าอาหารหนึ่งจาน
สำหรับ Spider-Man ความผูกพันนี้ทำให้ผู้ชมพร้อมซื้อตั๋วหนัง เล่นเกม หรือซื้อสินค้าที่มีรูปแมงมุมอยู่บนเสื้อ แม้บางคนจะไม่ได้ติดตามภาพยนตร์ทุกภาคก็ตาม
ตัวละครหนึ่งตัวจึงสามารถสร้างรายได้จากสินค้าและบริการมากมาย โดยอาศัยชื่อเสียงที่สะสมมานานกว่า 60 ปี
เมื่อ Marvel เคยต้องขาย Spider-Man เพื่อหาเงิน
หลายคนอาจสงสัยว่า Spider-Man เป็นตัวละครของ Marvel แล้วทำไมภาพยนตร์ถึงมีชื่อ Sony ปรากฏอยู่ด้วย?
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อ Marvel ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในปี 1996
Marvel จึงพยายามหารายได้จากการให้สิทธิสร้างภาพยนตร์จากตัวละครของตนแก่บริษัทอื่น รวมถึงสิทธิภาพยนตร์ Spider-Man ที่ Sony ได้มาในเวลาต่อมา
ใครจะคิดว่าตัวละครที่ Marvel เคยต้องนำสิทธิภาพยนตร์ออกไปขายในช่วงที่บริษัทมีปัญหาทางการเงิน จะกลายเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงของวงการบันเทิง
ในปี 2002 Sony นำ Spider-Man มาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่นำแสดงโดย Tobey Maguire และประสบความสำเร็จอย่างมาก จนมีการสร้างภาคต่อและนำตัวละครกลับมาสร้างใหม่ในเวลาต่อมา
แต่เมื่อ Marvel Studios เริ่มสร้างจักรวาลภาพยนตร์ของตัวเอง โดยในปี 2008 Iron Man ออกฉายและกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Marvel Cinematic Universe หรือ MCU ก่อนจะขยายไปสู่ภาพยนตร์ Captain America, Thor และ Avengers
แต่ Spider-Man ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครยอดนิยมที่สุดของ Marvel กลับไม่ได้อยู่ในจักรวาลภาพยนตร์นี้ตั้งแต่แรก เพราะ Sony ถือสิทธิในการสร้างภาพยนตร์อยู่
แฟน ๆ อยากเห็น Spider-Man ต่อสู้เคียงข้าง Iron Man แต่ความฝันนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อสองบริษัทตกลงกันสำเร็จ
ในที่สุด Sony และ Marvel Studios ก็บรรลุข้อตกลงร่วมกันในปี 2015 ทำให้ Spider-Man ของ Tom Holland ได้ปรากฏตัวครั้งแรกใน Captain America: Civil War ปี 2016
ความร่วมมือนี้สร้างประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย Sony สามารถนำ Spider-Man ไปเชื่อมโยงกับจักรวาลภาพยนตร์ที่มีฐานผู้ชมมหาศาล ส่วน Marvel Studios ก็ได้ตัวละครยอดนิยมเข้ามาช่วยเติมเต็มเรื่องราวของ MCU
อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกันไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา ในปี 2019 Sony และ Disney เคยเจรจาเรื่องเงื่อนไขทางการเงินไม่ลงตัว จนแฟน ๆ กังวลว่า Spider-Man อาจต้องออกจาก MCU ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาบรรลุข้อตกลงกันได้อีกครั้ง
ในโลกธุรกิจ สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เสมอ
การมีตัวละครที่ผู้ชมรักอยู่ในมือช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองทางธุรกิจได้มากเพียงใด และเมื่อสองบริษัทต่างมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ การร่วมมือกันก็อาจช่วยสร้างมูลค่าได้มากกว่าการแยกกันทำ
Spider-Man ทำเงินได้อย่างไร แม้ไม่มีหนังภาคใหม่?
รายได้ของ Spider-Man ไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงภาพยนตร์
เด็กคนหนึ่งอาจรู้จัก Spider-Man จากภาพยนตร์ ก่อนจะขอให้พ่อแม่ซื้อชุดซูเปอร์ฮีโร่เป็นของขวัญวันเกิด เมื่อโตขึ้นก็อาจหันไปเล่นเกม Spider-Man หรือสะสมของเล่นรุ่นพิเศษ
คนคนเดียวจึงอาจเป็นลูกค้าของ Spider-Man ได้หลายครั้งในช่วงชีวิต
เบื้องหลังธุรกิจนี้คือการนำ ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP) ไปต่อยอดสร้างรายได้ โดยเจ้าของสิทธิสามารถอนุญาตให้บริษัทอื่นนำตัวละครไปผลิตสินค้า เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ของเล่น หรือเครื่องเขียน และได้รับค่าลิขสิทธิ์ตามข้อตกลง
สินค้าบางอย่างอาจไม่ได้มีคุณสมบัติแตกต่างจากสินค้าทั่วไปมากนัก แต่เมื่อมีรูป Spider-Man อยู่บนสินค้า ผู้บริโภคบางกลุ่มก็ยินดีจ่ายเพิ่ม
มูลค่าส่วนเพิ่มนี้เกิดจากความนิยมและความผูกพันที่ผู้บริโภคมีต่อ Spider-Man ซึ่งสะสมมาตลอดหลายสิบปี
Spider-Man จึงเป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าจากทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้หลายประเภท และเข้าถึงผู้บริโภคได้หลายรุ่น
เมื่อ Peter อยู่ในโลกที่ไม่มีใครจำเค้าได้
แม้ Spider-Man จะกลายเป็นตัวละครที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ชีวิตของ Peter Parker กลับยังเต็มไปด้วยปัญหา
เขาไม่ได้มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Tony Stark ไม่มีคฤหาสน์หรือทรัพย์สินมหาศาลแบบ Bruce Wayne และไม่ได้มีชีวิตที่สะดวกสบายเหมือนซูเปอร์ฮีโร่หลายคน
หลังเหตุการณ์ใน Spider-Man: No Way Home ชีวิตของ Peter ยิ่งยากลำบากขึ้น เมื่อทุกคนลืมว่าเขาเป็นใคร แต่ Peter ก็ยังเลือกเป็น Spider-Man และออกไปช่วยเหลือผู้คนเหมือนเดิม
ทุกครั้งที่เขาออกไปช่วยคนอื่น เขาอาจต้องเสียโอกาสในการทำงาน ใช้เวลากับคนรัก หรือพักผ่อนเหมือนคนทั่วไป เพราะแม้ว่าพลังแมงมุมทำให้เขาเดินทางข้ามเมืองได้รวดเร็ว แต่ไม่ได้ทำให้หนึ่งวันมีมากกว่า 24 ชั่วโมง
นี่คือ Opportunity Cost หรือต้นทุนค่าเสียโอกาส ซึ่งหมายถึงคุณค่าของทางเลือกที่ดีที่สุดที่เราต้องสละไปเมื่อเลือกทำสิ่งหนึ่ง
คนธรรมดาก็ต้องเผชิญเรื่องนี้อยู่เสมอ
คนที่เลือกทำงานล่วงเวลาอาจมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเสียเวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัว คนที่เลือกเรียนต่ออาจต้องสละรายได้ในช่วงที่ยังเรียน หรือเจ้าของธุรกิจที่ทุ่มเทเวลาให้กิจการก็อาจมีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัวน้อยลง
ต้นทุนที่สูงที่สุดจึงไม่ได้อยู่ในรูปของเงิน
With Great Power Comes Great Responsibility
“With Great Power Comes Great Responsibility” หรือเมื่อมีพลังมากขึ้น ความรับผิดชอบก็มากขึ้น เป็นประโยคที่อยู่คู่กับ Spider-Man มาตลอด
สำหรับ Peter Parker การมีพลังพิเศษทำให้เขาช่วยเหลือผู้คนได้มากกว่าคนทั่วไป แต่ทุกครั้งที่เลือกทำหน้าที่ Spider-Man เขาก็ต้องยอมเสียสละบางสิ่งในชีวิตของตัวเอง
ส่วนในโลกธุรกิจ Spider-Man กลายเป็นตัวละครที่สร้างรายได้มหาศาล เพราะผู้ชมหลายรุ่นยังรู้สึกผูกพันกับเด็กหนุ่มธรรมดาที่พยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง แม้ชีวิตของตัวเองจะเต็มไปด้วยปัญหา
ความย้อนแย้งนี้ทำให้ Spider-Man แตกต่างจากซูเปอร์ฮีโร่หลายคน
บริษัทภาพยนตร์อาจสร้างรายได้มหาศาลจาก Spider-Man แต่ Peter Parker ยังต้องหาเงินจ่ายค่าเช่าห้อง และต่อให้เขามีพลังมากแค่ไหน ก็ไม่มีทางได้เวลาที่เสียไปกลับคืนมา
ข่าวเด่น