เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
KKP Research เตือนระวังภาวะ "ดอกเบี้ยโลกสูงลากยาว" ชี้หนี้รัฐขยายตัว-ลงทุน AI ดันต้นทุนพุ่ง จับตาไทยเสี่ยงรับแรงกดดันหนักแม้ดอกเบี้ยยังต่ำ


KKP Research ประเมินอัตราดอกเบี้ยระยะยาวทั่วโลกมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด จากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ทั้งการขาดดุลการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อลงทุนด้าน AI และความเสี่ยงเงินเฟ้อ ชี้ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะกระทบการลงทุนภาคเอกชนและซ้ำเติมภาระหนี้ภาครัฐ พร้อมเตือนประเทศไทยแม้ดอกเบี้ยยังต่ำ แต่ไม่ใช่สัญญาณความปลอดภัย ระบุสะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจมากกว่าความแข็งแกร่งทางการคลัง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่จ่อทะลุเพดาน 70%
 
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลกปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี เคยปรับขึ้นเหนือระดับ 5% (สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007) ขณะที่ญี่ปุ่นและฝรั่งเศสแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากราคาพลังงานและนโยบายธนาคารกลาง แต่ KKP Research ประเมินว่าแรงกดดันรอบนี้มาจาก "ปัจจัยเชิงโครงสร้าง" ที่อาจทำให้ดอกเบี้ยไม่กลับไปต่ำเหมือนทศวรรษที่ผ่านมา และแม้ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ผ่านมาที่พรรคเดโมแครตชนะจะช่วยลดความเสี่ยงของการผ่านนโยบายกระตุ้นภาครัฐฯ และการทวีความรุนแรงของสงครามในตะวันออกกลางจนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯและราคาน้ำมันจะปรับลงได้บ้าง แต่ดอกเบี้ยและราคาน้ำมันโดยรวมในปัจจุบันยังสูงกว่าในอดีตมาก
 
3 ปัจจัยดันดอกเบี้ยโลกสูงต่อเนื่อง
 
1. การแย่งชิงเงินทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Global competition for capital): ภาครัฐขาดดุลการคลังสูง ขณะที่กลุ่ม Big Tech (Hyperscalers) ต้องกู้ยืมมหาศาลเพื่อลงทุน AI และ Data Center (คาดการณ์การออกหุ้นกู้ของ 5 บริษัทเทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ จะพุ่งเป็น 1.21 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 จากเฉลี่ย 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2020-2024)
 
2. ความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal sustainability): นักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยง (Fiscal premium) มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีแผนลดการขาดดุลที่น่าเชื่อถือ
 
3. ความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาว: จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและราคาพลังงาน ทำให้นักลงทุนต้องการผลตอบแทนชดเชยความเสี่ยงที่สูงขึ้นกระทบลงทุน AI และซ้ำเติมหนี้รัฐ หากดอกเบี้ยสูงต่อเนื่อง ผลกระทบจะตกอยู่กับภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย โดยเฉพาะกลุ่ม High Yield ที่ต้อง
 
รีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น นอกจากนี้ การลงทุนด้าน AI ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการส่งออกของเอเชียอาจสะดุดลง หากต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงจนรายได้ไม่คุ้มทุน
 
ในด้านการคลัง ภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เกิด วงจรหนี้ทบต้น (Snowball effect) ประเทศที่น่ากังวลคือประเทศที่เข้าเงื่อนไข: (1) ขาดดุลการคลังสูง (2) ดอกเบี้ยสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และ (3) หนี้สาธารณะต่อ GDP สูง ซึ่งหลายประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เริ่มเผชิญความเสี่ยงนี้แล้ว
4 ทางเลือกเชิงนโยบายเพื่อกดดอกเบี้ย 
 
KKP Research มองว่าภาครัฐมี 4 ทางเลือกหลัก ได้แก่:
• ลดการขาดดุลการคลัง (เพิ่มภาษี/ลดรายจ่าย) - ยั่งยืนที่สุด แต่กระทบการเติบโตระยะสั้น
• ออกพันธบัตรระยะสั้นมากขึ้น - ลดแรงกดดันดอกเบี้ยยาว แต่เพิ่มความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์
• ทำ QE (ให้ธนาคารกลางซื้อพันธบัตร) - ทำได้ยากในภาวะเงินเฟ้อสูง
• กดดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินเฟ้อร่วมกับคุมเงินทุนเคลื่อนย้าย – เป็นทางเลือกสุดท้ายที่ถึงจะลดมูลค่าแท้จริงของหนี้ผ่านการเก็บภาษีผู้ออมทางอ้อม แต่สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินและเสี่ยงเงินทุนไหลออก
ดอกเบี้ยไทยต่ำ แต่ยังน่าห่วง 
 
สำหรับประเทศไทย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปียังอยู่ระดับต่ำราว 2.3% ทั้งที่รัฐบาลขาดดุลการคลังสูงราว 4.4% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2026 KKP Research ประเมินว่า ดอกเบี้ยที่ต่ำสะท้อน "ความอ่อนแอของเศรษฐกิจ" มากกว่าความแข็งแกร่งทางการคลัง เนื่องจากความต้องการสินเชื่อภาคเอกชนหดตัว (สินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่อง 16 ไตรมาส) ภาครัฐจึงกู้เงินได้โดยไม่เบียดบังเอกชน
 
อย่างไรก็ตาม ไทยมีความเสี่ยงจากส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่ติดลบกว้างเป็นประวัติการณ์ หากทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายเปลี่ยนจนเงินบาทอ่อนค่า ตลาดอาจเรียกร้องดอกเบี้ยไทยที่สูงขึ้น ซึ่งจะ ซ้ำเติมฐานะการคลังที่หนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% (คาดว่าแตะ 69% ในปีงบประมาณ 2027)
แม้ไทยจะได้ประโยชน์จาก FDI ด้าน AI และ Data center แต่หากไม่เกิดการกระจายตัวสู่เศรษฐกิจวงกว้าง (Spillover) เศรษฐกิจจะยังเติบโตแบบ K-shape ภาครัฐจะมีภาระต้องช่วยเหลือคนฐานรากและรองรับสังคมสูงวัยมากขึ้น "การรักษาวินัยการคลัง ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง" จึงเป็นทางรอดเดียวในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ก่อนที่ไทยจะไม่สามารถพยุงดอกเบี้ยต่ำไว้ได้อีกต่อไป
 
(อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ https://media.kkpfg.com/document/2026/Nov/KKPResearch_Explainer_Global-Rates.pdf )
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 06 พ.ย. 2569 เวลา : 16:27:26
06-11-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหล บริเวณคลองลาดลำภู ถนนพระรามที่ 2

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 32.29 จุด ดัชนี 1,465.70 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 24.14 จุด ดัชนี 1,473.85 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 - 33.60 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขายทำกำไร หลังฟื้นตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 4,146 ก่อนลดช่วงบวกและหลุดระดับ 4,100 เหรียญ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 พ.ย.69) พุ่ง 40.50 เหรียญ อานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ร่วง

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (5 พ.ย.69) ร่วงหนัก 1,833.06 จุด , Nasdaq ดิ่งแรงรุนแรงสุดในรอบ 19 เดือน กังวลเดโมแครตคุมเข้ม AI

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (6 พ.ย.69) ร่วงลง 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,200 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 พ.ย.69) ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง" ฝนตกหนัก 70% ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 60% ภาคอีสาน 40%

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 18.63 จุด ดัชนี 1,479.36 จุด

12. น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหล ถนนกาญจนาภิเษก (ด้านตะวันตก)

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 4.10 จุด ดัชนี 1,497.99 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 8.23 จุด ดัชนี 1,493.86 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 3% หรือกว่า 130 เหรียญ นับเป็นการปรับขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. โดยเช้านี้ราคาปรับขึ้นต่อแตะบริเวณ 4,135 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 6, 2026, 7:33 pm