เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : สหรัฐเข้าสู่ยุครัฐบาลเสียงแตก เศรษฐกิจโลกจะเดินหน้าอย่างไร เมื่อทรัมป์ไม่ได้คุมสภาอีกต่อไป


    by วิภาดา จิณณวาโส
 
ชัยชนะของ "พรรคเดโมแครต" ในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐปี 2026 กำลังนำพาการเมืองอเมริกาเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ หลังพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากได้ทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมาจากพรรครีพับลิกัน ต้องเผชิญกับสภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรกในวาระประธานาธิบดีสมัยที่สองของเขา
 
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สหรัฐกำลังเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภาระหนี้สาธารณะ และความไม่แน่นอนของทิศทางการค้าโลก สิ่งที่น่าจับตามอง คือ แม้พรรคเดโมแครตจะกลับมามีอำนาจในสภาคองเกรส แต่ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์จะสูญเสียอำนาจในการบริหารประเทศไปด้วย เพราะประธานาธิบดียังคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระในปี 2029 และยังมีอำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดนโยบายหลายด้าน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่เรียกว่า Divided Government หรือ รัฐบาลที่อำนาจทางการเมืองแบ่งอยู่ระหว่างคนละพรรค ซึ่งอาจทำให้การขับเคลื่อนนโยบายในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์มีความซับซ้อนมากขึ้น
 
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า เมื่อประธานาธิบดีไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป เศรษฐกิจสหรัฐจะได้รับผลกระทบอย่างไร และความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยมากน้อยเพียงใด
 
เมื่ออำนาจบริหารกับอำนาจนิติบัญญัติอยู่คนละขั้ว เศรษฐกิจสหรัฐจะเดินหน้าอย่างไร?
 
ตามโครงสร้างการปกครองของสหรัฐ ประธานาธิบดีมีอำนาจบริหารประเทศ ขณะที่สภาคองเกรสประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และพิจารณาการแต่งตั้งบุคลากรสำคัญบางตำแหน่ง การที่พรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาจึงทำให้รัฐบาลทรัมป์ไม่สามารถผลักดันกฎหมายและมาตรการทางเศรษฐกิจได้โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคตัวเองเหมือนที่ผ่านมา
 
อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งจะยังไม่ทำให้ดุลอำนาจในสภาเปลี่ยนแปลงทันที เพราะสมาชิกสภาชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมกราคม 2027 ก่อนหน้านั้นพรรครีพับลิกันยังคงมีเสียงข้างมากในสภาชุดเดิม ทำให้ช่วงเวลาหลังเลือกตั้งจนถึงสิ้นปีเป็นอีกช่วงที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมายและการจัดสรรงบประมาณที่ยังค้างอยู่ กล่าวคือ เมื่อสภาชุดใหม่เริ่มทำงาน ความท้าทายแรกที่รัฐบาลต้องเผชิญ คือ การเจรจางบประมาณ เนื่องจากการอนุมัติเงินเพื่อใช้บริหารหน่วยงานรัฐบาลกลางจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หากสองพรรคไม่สามารถตกลงกันได้ ก็อาจนำไปสู่ภาวะ Government Shutdown หรือ การปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนชั่วคราว ซึ่งจะกระทบต่อการให้บริการภาครัฐ การจ่ายค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่บางกลุ่ม และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
 
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเพดานหนี้สาธารณะ หรือ Debt Ceiling ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับวงเงินที่รัฐบาลกลางสามารถกู้ยืมได้ การขยายเพดานหนี้จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส หากเกิดการต่อรองทางการเมืองอย่างเข้มข้นจนไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการชำระภาระหนี้ของรัฐบาล แม้ปัญหานี้จะไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่ก็มีโอกาสกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองระหว่างสองพรรคได้อีกครั้ง
 
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อพิจารณาฐานะการคลังของสหรัฐ ที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการขาดดุลงบประมาณ โดย Allianz ประเมินว่าการขาดดุลงบประมาณรัฐบาลกลางอาจเพิ่มจาก 6.2% ของ GDP ในปี 2026 เป็น 6.6% ในปี 2027 สะท้อนว่ารัฐบาลยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อรองรับรายจ่ายจำนวนมาก ขณะที่การตัดสินใจว่าจะเพิ่มรายจ่าย ลดงบประมาณ หรือปรับโครงสร้างภาษี ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความเห็นชอบทางการเมือง
 
ในด้านหนึ่ง การที่เดโมแครตกลับมาควบคุมสภาอาจทำให้การใช้จ่ายภาครัฐและการดำเนินนโยบายบางอย่างของทรัมป์ถูกตรวจสอบมากขึ้น โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม งบประมาณด้านสุขภาพ และการจัดสรรทรัพยากรภาครัฐ ขณะเดียวกัน เดโมแครตก็อาจพยายามผลักดันงบประมาณสำหรับโครงการที่สอดคล้องกับแนวทางของพรรคตนเอง ทำให้การเจรจางบประมาณในระยะต่อไปมีโอกาสกลายเป็นการต่อรองระหว่างผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
 
อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรมองว่าการมีรัฐบาลเสียงแตกจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐหยุดชะงักทั้งหมด เพราะทั้งสองพรรคยังมีโอกาสหาข้อตกลงร่วมกันในเรื่องที่มีผลประโยชน์สอดคล้องกัน เช่น งบประมาณด้านความมั่นคง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางประเภท อีกทั้งกฎหมายบางฉบับยังสามารถผ่านกระบวนการพิจารณาพิเศษได้ แต่โดยรวมแล้ว การผลักดันนโยบายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสองพรรคย่อมทำได้ยากขึ้น
 
ข้อจำกัดอีกประการ คือ กระบวนการ Filibuster ในวุฒิสภา (เปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถยืดเวลาการอภิปรายร่างกฎหมายออกไปได้ เพื่อชะลอหรือขัดขวางไม่ให้มีการลงมติในร่างกฎหมายนั้น) ซึ่งทำให้การผลักดันกฎหมายทั่วไปหลายประเภทจำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนถึง 60 เสียงเพื่อยุติการอภิปรายและเข้าสู่การลงมติ แม้เดโมแครตจะมีเสียงข้างมากในวุฒิสภา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถผ่านกฎหมายทุกฉบับได้ตามต้องการ ดังนั้น ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและต่อรองของเดโมแครต มากกว่าจะทำให้พรรคสามารถเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจได้ทั้งหมดในทันที
 
ทั้งนี้ ผลกระทบจากรัฐบาลเสียงแตกไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารประเทศของสหรัฐ แต่ยังอาจส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจโลกผ่านช่องทางการเงิน การค้า และการลงทุน เนื่องจากสหรัฐมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะตลาดผู้บริโภครายใหญ่ แหล่งเงินทุน และศูนย์กลางของระบบการเงินระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศนี้จึงสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจและนักลงทุนในประเทศอื่นได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
สิ่งแรกที่ต้องจับตา คือ ทิศทางของตลาดการเงิน เพราะการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในสภาคองเกรสอาจทำให้นักลงทุนต้องประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการคลังของสหรัฐใหม่อีกครั้ง หากการเจรจางบประมาณมีความขัดแย้งมากขึ้น หรือมีความเสี่ยงที่รัฐบาลจะไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญได้ตามกำหนด ก็อาจสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพทางการคลังและความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้
 
โดยหลังทราบผลเลือกตั้งในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2026 ตลาดการเงินเริ่มตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ขณะที่นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี ปรับลดลงประมาณ 5 จุดพื้นฐาน สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนและความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ตลาดกำลังประเมินผลกระทบจากการเมืองสหรัฐ
 
แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของตลาดก็ไม่ได้มีเพียงด้านเดียว เพราะในช่วงวันที่ 5 - 6 พฤศจิกายน 2026 ตลาดหุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายอย่างหนัก โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลดลง 5.56% ในวันที่ 5 พฤศจิกายน หลังนักลงทุนกังวลว่าการที่เดโมแครตกลับมามีอำนาจในสภาและหลายรัฐ อาจนำไปสู่การตรวจสอบและกำกับดูแลธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล Data Center ซึ่งต้องใช้เงินทุนและพลังงานจำนวนมหาศาล ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การควบคุมสภาของเดโมแครตจะยังไม่ได้ทำให้กฎหมายกำกับดูแล AI เปลี่ยนแปลงทันที แต่เพียงความคาดหวังต่อทิศทางนโยบายในอนาคตก็สามารถส่งผลต่อมูลค่าหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้แล้ว โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีที่มีมูลค่าตลาดสูงและเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา
 
ขณะเดียวกัน อีกประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ทิศทางนโยบายการค้าของทรัมป์ โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรที่ส่งผลต่อคู่ค้าทั่วโลก แม้เดโมแครตจะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อตรวจสอบการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และผลักดันให้มีการทบทวนขอบเขตอำนาจประธานาธิบดีได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยกเลิกมาตรการภาษีทั้งหมดได้โดยทันที เนื่องจากรัฐธรรมนูญสหรัฐ ให้อำนาจสภาคองเกรสในการกำหนดนโยบายการค้าระหว่างประเทศและจัดเก็บภาษีศุลกากร แต่ที่ผ่านมาได้มีการออกกฎหมายมอบอำนาจบางส่วนให้ประธานาธิบดีสามารถใช้มาตรการทางการค้าได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น Section 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ และ Section 301 ที่ใช้ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ในปี 2026 ศาลสูงสุดสหรัฐยังมีคำวินิจฉัยว่า IEEPA (กฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐใช้มาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากต่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน) ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ซึ่งยิ่งทำให้ต้องพิจารณาความแตกต่างของฐานอำนาจทางกฎหมายแต่ละประเภท
 
ดังนั้น แม้การกลับมาของเดโมแครตจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลทรัมป์ และอาจทำให้การดำเนินมาตรการทางการค้าบางประเภทถูกตรวจสอบมากขึ้น แต่ผู้ประกอบการทั่วโลกก็ยังไม่ควรคาดหวังว่าสงครามการค้าจะยุติลงหรือภาษีนำเข้าจะลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะทรัมป์ยังสามารถใช้ช่องทางอำนาจฝ่ายบริหารที่กฎหมายเปิดไว้ในการกำหนดมาตรการทางการค้าได้
 
สำหรับภาคธุรกิจ ความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจมีต้นทุนสูงกว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามาตรการทางการค้าจะเปลี่ยนแปลงเมื่อใด บริษัทต่าง ๆ ก็อาจต้องชะลอการลงทุน ปรับแผนจัดซื้อวัตถุดิบ หรือกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ Supply Chain และทิศทางการลงทุนระหว่างประเทศในระยะยาว
 
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เราจึงได้เห็นภาพรวมว่า รัฐบาลเสียงแตกอาจไม่ได้สร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกในทันที แต่มีแนวโน้มเพิ่มความไม่แน่นอนในการกำหนดนโยบายของสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องนำมาคิดรวมในการวางแผนมากขึ้น
 
ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร เมื่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
 
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสหรัฐเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยในปี 2025 สหรัฐนำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 91,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 44.2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยสูงถึง 71,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นประมาณ 58% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงทางการค้าที่มีนัยสำคัญระหว่างสองประเทศ ตัวเลขดังกล่าวทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ หากรัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้ามาตรการกีดกันทางการค้าหรือปรับเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานยนต์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าส่งออกสำคัญของไทย
 
ในอีกด้านหนึ่ง หากความขัดแย้งระหว่างสองพรรคทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐขาดความต่อเนื่อง ก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติที่กำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตหรือกระจายความเสี่ยงออกจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไทยจึงยังมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งด้านต้นทุน โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และความพร้อมของแรงงาน
 
สิ่งที่ไทยควรให้ความสำคัญจึงไม่ใช่การคาดหวังว่าชัยชนะของเดโมแครตจะทำให้มาตรการทางการค้าของสหรัฐผ่อนคลายลง แต่เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งการกระจายตลาดส่งออก การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และการเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจไทยต้องพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

ดังนั้น การที่เดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไปในทันที แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าสู่ช่วงเวลาที่การกำหนดนโยบายต้องอาศัยการต่อรองและเผชิญแรงตรวจสอบมากขึ้น ขณะที่ทรัมป์ยังคงมีอำนาจบริหารและสามารถเดินหน้านโยบายสำคัญหลายด้านได้ต่อไป ส่วนในแง่ของเศรษฐกิจโลก สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าพรรคใดจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐ แต่เป็นความสามารถของรัฐบาลในการประสานผลประโยชน์และตัดสินใจเชิงนโยบายท่ามกลางความเห็นต่าง เพราะในโลกที่เศรษฐกิจแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ความล่าช้าในการตัดสินใจของประเทศมหาอำนาจย่อมไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะภายในประเทศ แต่สามารถส่งผ่านไปยังการค้า การลงทุน และตลาดการเงินทั่วโลกได้เช่นกัน

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 08 พ.ย. 2569 เวลา : 19:23:43
08-11-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหล บริเวณคลองลาดลำภู ถนนพระรามที่ 2

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 32.29 จุด ดัชนี 1,465.70 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 24.14 จุด ดัชนี 1,473.85 จุด

4. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 - 33.60 บาท/ดอลลาร์

5. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกเผชิญแรงขายทำกำไร หลังฟื้นตัวขึ้นทดสอบระดับสูงสุดบริเวณ 4,146 ก่อนลดช่วงบวกและหลุดระดับ 4,100 เหรียญ

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (5 พ.ย.69) พุ่ง 40.50 เหรียญ อานิสงส์ดอลลาร์อ่อนค่า-บอนด์ยีลด์ร่วง

7. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (5 พ.ย.69) ร่วงหนัก 1,833.06 จุด , Nasdaq ดิ่งแรงรุนแรงสุดในรอบ 19 เดือน กังวลเดโมแครตคุมเข้ม AI

8. ทองเปิดตลาดวันนี้ (6 พ.ย.69) ร่วงลง 850 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,200 บาท

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.46 บาทต่อดอลลาร์

10. พยากรณ์อากาศวันนี้ (6 พ.ย.69) ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง" ฝนตกหนัก 70% ภาคเหนือ-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 60% ภาคอีสาน 40%

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (6 พ.ย.69) ลบ 18.63 จุด ดัชนี 1,479.36 จุด

12. น้ำประปาไหลอ่อนถึงไม่ไหล ถนนกาญจนาภิเษก (ด้านตะวันตก)

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 4.10 จุด ดัชนี 1,497.99 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (5 พ.ย.69) ลบ 8.23 จุด ดัชนี 1,493.86 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวขึ้นกว่า 3% หรือกว่า 130 เหรียญ นับเป็นการปรับขึ้นรายวันที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. โดยเช้านี้ราคาปรับขึ้นต่อแตะบริเวณ 4,135 เหรียญ

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ November 8, 2026, 7:51 pm