.jpg)
by วิภาดา จิณณวาโส
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการถือครองทรัพย์สินให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น ความปลอดภัยทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเก็บเงินไว้ในธนาคารหรือการกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะนอกจากการเลือกว่าจะถือครองสินทรัพย์อะไรแล้ว ผู้ใช้งานยังต้องให้ความสำคัญกับวิธีการเก็บรักษาและการป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้าถึงทรัพย์สินของตนเองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
โดยเฉพาะสินทรัพย์ดิจิทัล อย่าง Bitcoin และ Cryptocurrency ที่สามารถซื้อขายและโอนย้ายผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การหลอกลวง และการโจรกรรมข้อมูลที่อาจทำให้เจ้าของสูญเสียทรัพย์สินได้ภายในเวลาไม่นาน
ข้อมูลจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Blockchain ระบุว่า ในปี 2568 มีมูลค่า Cryptocurrency ถูกโจรกรรมทั่วโลกมากกว่า 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหตุการณ์โจมตีแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Bybit ในเดือนกุมภาพันธ์เพียงครั้งเดียว สร้างความเสียหายประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน การโจมตีกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนบุคคลก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยพบเหตุการณ์กระเป๋าเงินถูกเจาะระบบประมาณ 158,000 ครั้ง ครอบคลุมผู้เสียหายอย่างน้อย 80,000 ราย สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ แต่ผู้ใช้งานทั่วไปก็สามารถตกเป็นเป้าหมายได้เช่นกัน
ความเสี่ยงดังกล่าวยังปรากฏให้เห็นจากเหตุการณ์ล่าสุดในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ตำรวจสิงคโปร์ออกประกาศเตือนกรณีพบ Hardware Wallet ของ Ledger ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัล ถูกดัดแปลงติดตั้งชิ้นส่วนอันตรายภายใน โดยชิ้นส่วนดังกล่าวสามารถบันทึก Recovery Phrase หรือชุดคำสำหรับกู้คืนกระเป๋าเงิน รวมถึง Private Key ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลได้
เบื้องต้นตำรวจพบผู้เสียหายอย่างน้อย 2 กรณี ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2569 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 3.5 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่รายงานระบุว่า Ledger ได้ระงับการจำหน่ายสินค้าในหลายประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยและฮ่องกง หลังพบเหตุการณ์อุปกรณ์ถูกดัดแปลงในช่องทางจัดจำหน่าย
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่การเก็บสินทรัพย์ไว้ในอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันภัยจากอินเทอร์เน็ต ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากความเสี่ยงทุกประเภท และทำให้คำว่า Cold Wallet กลายเป็นเรื่องที่ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลควรทำความรู้จักมากขึ้น
Cold Wallet คืออะไร และแตกต่างจาก Hot Wallet อย่างไร?
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Cold Wallet คือ วิธีการเก็บรักษากุญแจสำหรับเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลโดยให้อยู่ในระบบที่ไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีผ่านช่องทางออนไลน์ โดยอาจอยู่ในรูปแบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า Hardware Wallet หรือแม้แต่การบันทึกข้อมูลกุญแจไว้ในรูปแบบเอกสารกระดาษก็ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน คือ กระเป๋าเงินดิจิทัลไม่ได้ทำหน้าที่เก็บเหรียญ Cryptocurrency เอาไว้ภายในเหมือนกระเป๋าสตางค์ที่เก็บธนบัตร แต่เป็นเครื่องมือสำหรับเก็บรักษากุญแจดิจิทัลที่ใช้ยืนยันสิทธิและอนุญาตให้เจ้าของทำธุรกรรมบนเครือข่าย Blockchain ได้ ส่วนตัวสินทรัพย์ยังคงบันทึกอยู่บนเครือข่ายดังกล่าว
กุญแจที่เกี่ยวข้องมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ Public Key และ Private Key โดย Public Key เป็นข้อมูลที่ใช้รับสินทรัพย์และตรวจสอบธุรกรรม ซึ่งสามารถนำไปสร้างเป็น Address หรือที่อยู่กระเป๋าเงินสำหรับให้ผู้อื่นโอนสินทรัพย์เข้ามาได้ ส่วน Private Key เป็นกุญแจลับที่ใช้ลงนามอนุมัติธุรกรรม เปรียบเสมือนกุญแจที่ให้สิทธิในการควบคุมสินทรัพย์ หากบุคคลอื่นได้ข้อมูลนี้ไป ก็อาจสามารถโอนสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงินได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
หัวใจของ Cold Wallet จึงอยู่ที่การเก็บรักษา Private Key ให้แยกออกจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อลดโอกาสที่แฮกเกอร์จะเข้าถึงข้อมูลสำคัญผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่ถูกโจมตี สำหรับรูปแบบที่พบได้ทั่วไป คือ Hardware Wallet ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อเก็บรักษา Private Key โดยเฉพาะ เมื่อผู้ใช้งานต้องการโอนสินทรัพย์ อุปกรณ์จะทำหน้าที่ลงนามอนุมัติธุรกรรมภายในตัวเอง ก่อนส่งข้อมูลธุรกรรมที่ลงนามแล้วออกไปยังเครือข่าย Blockchain โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผย Private Key ให้กับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
ส่วน Hot Wallet คือ กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่เป็นประจำ มักอยู่ในรูปแบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ โปรแกรมบนคอมพิวเตอร์ หรือกระเป๋าเงินที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล จุดเด่น คือ ความสะดวกและรวดเร็ว เหมาะกับผู้ที่ต้องการซื้อขายหรือโอนสินทรัพย์อยู่เป็นประจำ แต่เนื่องจากมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จึงมีโอกาสเผชิญความเสี่ยงจากมัลแวร์ การโจมตีระบบ หรือการหลอกขโมยข้อมูลมากกว่าในบางรูปแบบ
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ Hot Wallet ก็คล้ายกับการพกเงินสดติดตัวไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วน Cold Wallet คล้ายกับการนำทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ในสถานที่ที่เข้าถึงได้ยากกว่า แม้จะมีขั้นตอนในการนำออกมาใช้งานมากขึ้น แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทางออนไลน์ (ทั้งนี้ Cold Wallet และ Hot Wallet ไม่ได้มีรูปแบบใดที่ปลอดภัยหรือเหมาะสมกับทุกคนเสมอไป เพราะการเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับลักษณะการถือครองสินทรัพย์ ความถี่ในการทำธุรกรรม และความสามารถในการดูแลรักษาข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานเอง)
มี Cold Wallet แล้วเงินของเราจะปลอดภัยจริงหรือไม่?
แม้ Cold Wallet จะช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางอินเทอร์เน็ต แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถป้องกันการโจรกรรมได้ทั้งหมด เพราะความปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีการจัดเก็บข้อมูล การเลือกซื้ออุปกรณ์ และพฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย
กรณีที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความเสี่ยงอาจไม่ได้มาจากการแฮกระบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการจัดจำหน่ายอุปกรณ์ได้เช่นกัน โดยตำรวจสิงคโปร์พบว่า Hardware Wallet บางเครื่องถูกดัดแปลงติดตั้งชิ้นส่วนอันตรายภายใน ทำให้ข้อมูลสำคัญถูกบันทึกระหว่างการเริ่มต้นใช้งาน
ด้าน Ledger ชี้แจงว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการโจมตีผ่านช่องทางจัดจำหน่าย หลังจากอุปกรณ์ออกจากการควบคุมของบริษัท ไม่ใช่การเจาะระบบชิป ระบบปฏิบัติการ หรือเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทโดยตรง ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าได้ตรวจสอบอุปกรณ์และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป
นอกจากความเสี่ยงจากอุปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงแล้ว อีกเรื่องที่ผู้ใช้งานต้องระวัง คือ Recovery Phrase หรือ Seed Phrase ซึ่งเป็นชุดคำที่ใช้กู้คืนกระเป๋าเงินในกรณีที่อุปกรณ์สูญหายหรือเสียหาย โดยชุดคำดังกล่าวสามารถใช้สร้างกุญแจสำหรับเข้าถึงสินทรัพย์ได้อีกครั้ง หากบุคคลอื่นได้ข้อมูลนี้ไป ก็อาจสามารถกู้คืนกระเป๋าเงินและเข้าถึงสินทรัพย์ได้เช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้งานจึงควรเก็บชุดคำดังกล่าวไว้ในสถานที่ปลอดภัย ไม่ถ่ายภาพหรือจัดเก็บไว้ในโทรศัพท์มือถือและระบบออนไลน์ที่อาจถูกเข้าถึงได้ง่าย รวมถึงไม่เปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบ แม้จะมีผู้แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือฝ่ายสนับสนุนจากผู้ให้บริการก็ตาม นอกจากนี้ ควรเลือกซื้ออุปกรณ์จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต ตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์ผ่านช่องทาง official และไม่ใช้งานหากพบความผิดปกติหรือมีการให้ชุดคำกู้คืนมาล่วงหน้า
อีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การสูญเสียอุปกรณ์หรือชุดคำสำหรับกู้คืนอาจทำให้เจ้าของไม่สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ของตัวเองได้อีกต่อไป หากไม่มีข้อมูลสำรองที่ถูกต้อง เพราะการใช้ระบบ Self-Custody หมายถึงการที่ผู้ใช้งานต้องรับผิดชอบดูแลกุญแจส่วนตัวด้วยตนเอง แม้จะมีข้อดีตรงที่สามารถควบคุมสินทรัพย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง แต่ก็ต้องแลกมากับความรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น
ในทางกลับกัน การฝากสินทรัพย์ไว้กับแพลตฟอร์มซื้อขายก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เพราะผู้ใช้งานยังต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือและมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ให้บริการ หากแพลตฟอร์มถูกโจมตี ประสบปัญหาทางการเงิน หรือหยุดให้บริการ ก็อาจส่งผลต่อการเข้าถึงสินทรัพย์ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การใช้บริการผู้รับฝากสินทรัพย์ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยและมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสมก็อาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับภาระดูแล Private Key ด้วยตนเอง
ดังนั้นแล้วจากที่ได้กล่าวมา การทำความรู้จัก Cold Wallet จึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่สำหรับคนที่ลงทุนใน Cryptocurrency เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของการบริหารจัดการทรัพย์สินในยุคดิจิทัล ที่ความเป็นเจ้าของไม่ได้จบลงแค่การมีสินทรัพย์อยู่ในบัญชี แต่ต้องรวมถึงความสามารถในการรักษาสิทธิและควบคุมการเข้าถึงสินทรัพย์เหล่านั้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ Cold Wallet ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนจำเป็นต้องหันมาถือครอง Cryptocurrency หรือย้ายสินทรัพย์ออกจากระบบการเงินแบบเดิม เพราะแต่ละรูปแบบมีวัตถุประสงค์และความเสี่ยงแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือการเข้าใจว่าทรัพย์สินที่เราถือครองอยู่ถูกเก็บรักษาโดยใคร ใครเป็นผู้ควบคุมกุญแจ และหากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เราจะยังสามารถเข้าถึงทรัพย์สินของตัวเองได้หรือไม่ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีทำให้การถือครองและโอนย้ายทรัพย์สินทำได้ง่ายขึ้น ความรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยก็กลายเป็นอีกทักษะทางการเงินที่คนยุคใหม่ไม่ควรมองข้าม
ข่าวเด่น