สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
· เงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ขณะที่ ตลาดยังคงรอติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เงินบาทปรับตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่ตลาดรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อย่างไรก็ดี เงินบาทเริ่มทยอยอ่อนค่าช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่ได้รับแรงหนุนจากความกังวลต่อภาวะไร้ข้อสรุปของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูง และทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับสูงหรือจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ในช่วงปลายสัปดาห์ ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุน เนื่องจากตลาดยังคงรอติดตามตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ
· ในวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.62 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (29 พ.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างสัปดาห์ 1-5 มิ.ย. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยที่ 5,767 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 4,558 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 4,553 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 5 ล้านบาท)
· สัปดาห์ระหว่างวันที่ 8-12 มิ.ย. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.30-33.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติและพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์มุมมองผู้บริโภค ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนมิ.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามผลการประชุม ECB (ซึ่งถูกคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้เพื่อสกัดความเสี่ยงเงินเฟ้อ) และข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนพ.ค. อาทิ การส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย
· ดัชนีหุ้นไทยยังคงปิดบวกได้ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 6 แม้จะย่อตัวลงช่วงท้ายสัปดาห์
ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงในช่วงต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการซื้อคืนหลังการปรับพอร์ตตาม MSCI Rebalance ในช่วงสิ้นเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา โดยแรงซื้อดังกล่าวกระจายไปสู่หุ้นบิ๊กแคปทุกกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดย กลุ่มเทคโนโลยีที่ยังมีแรงหนุนต่อเนื่องจากกระแส AI และ Data Center
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ SET Index ดีดตัวขึ้นไปยืนเหนือแนว 1,600 จุดได้ช่วงสั้น ๆ ระหว่างสัปดาห์ (ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี 2 เดือนที่ 1,607.25 จุด) ดัชนีหุ้นไทยได้ลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยเผชิญแรงเทขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยีตามทิศทางของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ โดยยังคงมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการเปิดฉากโจมตีในตะวันออกกลาง และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
· ในวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,582.60 จุด เพิ่มขึ้น 0.91% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 83,569.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.44% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 0.98% มาปิดที่ระดับ 216.30 จุด
· สัปดาห์ถัดไป (8-12 มิ.ย. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,560 และ 1,550 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพ.ค. ของญี่ปุ่น ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพ.ค.ของจีน อาทิ ตัวเลขส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิต ตลอดจนการประชุม ECB
ข่าวเด่น