เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Krungthai COMPASS วิเคราะห์ "Twin Crisis เขย่าข้าวไทย ส่งออกแข่งขันรุนแรง เอลนีโญกดดันผลผลิต"


สงครามตะวันออกกลางส่งผลต่อการส่งออกข้าวอย่างชัดเจนในมิติของ Logistic Disruption สะท้อนจากช่วง ม.ค.-เม.ย.69 ที่ไทยส่งออกข้าวได้เพียง 2.2 ล้านตัน หดตัว -9%YoY โดยตลาดอิรักลดลงถึง -75%YoY นอกจากนี้ ผลของสงครามจะทำให้ข้าวไทยมีความเสี่ยงเผชิญ “Twin Crisis” ทั้งจากอุปสงค์และอุปทานผลผลิตข้าวที่ลดลงในระยะข้างหน้า 

ในช่วง 2H/69-70 ข้าวไทยจะเผชิญแรงกดดันด้าน Demand Side จากการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่และราคาถูกกว่าไทย รวมทั้งอินเดียอาจได้รับผลจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าจะกดดันให้ไทยแข่งขันยากในตลาดโลก

ส่วนความเสี่ยงด้าน Supply Side ก็จะรุนแรงขึ้น จากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับไทยมีแนวโน้มเผชิญภาวะเอลนีโญตั้งแต่ช่วง 2H/69 ต่อเนื่องถึง 1H/70 ซึ่งอาจกระทบต่อผลผลิตข้าวในประเทศ ปัจจัยข้างต้น คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ 6.7 ล้านตัน (-15%YoY) ก่อนฟื้นตัวเล็กน้อยเป็น 7.2 ล้านตัน (7%YoY) ในปี 70

สงครามตะวันออกกลาง จุดชนวน“วิกฤตซ้อนวิกฤต” ส่งออกข้าวไทย

ปริมาณส่งออกข้าวไทยโดยรวมช่วง ม.ค.-เม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.2 ล้านตัน หดตัว -9%YoY โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยราวปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมดในปี 2568 ทั้งนี้ การส่งออกข้าวไปอิรักในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่เพียง 0.1 ล้านตัน ลดลงจาก 0.4 ล้านตันในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือลดลง -75%YoY ทั้งนี้ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด 

อย่างไรก็ดี ปัญหาสงครามตะวันออกกลาง ไม่ได้สร้างผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยในมิติ Logistic Disruption เท่านั้น แต่จะจุดชนวนให้อุตสาหกรรมข้าวไทยเผชิญ “Twin Crisis” ซ้ำเติมปัญหาด้านความสามารถในการแข่งในตลาดส่งออก
 
 
Twin Crisis กดดันข้าวไทยจากทั้งด้าน Demand และ Supply พร้อมกัน

Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570 อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

 
1. ด้าน Supply Side อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านอุปทานที่จำกัด (Supply Crisis) จากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ภาวะเอลนีโญกำลังกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น

2. ด้าน Demand Side โลกกำลังซื้อข้าวจากไทยน้อยลง เพราะไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจาก 2.1 “ผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูง” จะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับ 2.2 “ราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง” อย่างเวียดนามและอินเดีย โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เวียดนามและอินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

1. Supply Crisis : ต้นทุนปุ๋ยสูงและเอลนีโญซ้ำเติมผลผลิตข้าวไทย
 
 
ต้นทุนปุ๋ยที่สูง และภาวะภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญจะกดดัน Supply ข้าวไทย โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศ จึงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยซึ่งจะกระทบผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราว 1.5-2.5% สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์ โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30-100% จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4-1.8% 

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

2.1 Demand Crisis : อินเดียจะยังเป็นผู้นำการส่งออกข้าวของโลก จากราคาที่สามารถแข่งขันได้ กดดันความ ต้องการนำเข้าข้าวไทยในตลาดโลก
 
ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาข้าวอินเดียที่ถูกกว่า โดย USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 6%YoY จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว 
 
แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค1  จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง 
 
 
1 อ้างอิงจากบทความ Monsoon rains to hit southern Indian coast early, spurring crop planting

2.2 Demand Crisis : บาทแข็งกดดันข้าวไทย แข่งยากในตลาดโลก
 
ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน2 ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า3 ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน 
 
ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง
 
 
2 อ้างอิงจากบทความ‘เงินบาท’ กดส่งออกข้าวถดถอย แข็งค่าทุก 1 บาท ดันราคาข้าว 15 ดอลลาร์
3 อ้างอิงจากบทความ  Vietnam is Guiding the Dong Lower as US Tariffs Threaten Export

ในระยะข้างหน้าทิศทางส่งออกข้าวไทยจะเป็นอย่างไร?

Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7%YoY โดยได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. กรณี Base Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง -20%YoY4 ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10%YoY 

คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน -15%YoY ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 7%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน

2. กรณี Worst Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลง -3%YoY 

คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตันในปี หรือลดลง -20%YoY และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลง -4%YoY จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้ผลผลิตข้าวไทยลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปยังอิรักราว     1 ล้านตัน

3. กรณี Best Case ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง -19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13%YoY 

4 อ้างอิงจากงานศึกษาของ ADB และ IRRI ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30%-100% อาจทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4%-1.8% และอัตราการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 ลดลงเยอะเนื่องจากฐานในปี 2568 อยู่ที่ราว 35.9 ซึ่งเป็นปีที่ไทยเผชิญกับภาวะลานีญา หรือฝนตกชุก ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ประกอบกับมีสมมติฐานว่าจะไม่มีการเกิด Trade Diversion ในการส่งออกข้าวไทยไปยังตลาดอื่นๆทดแทนตลาดอิรัก

คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตันในปี 2569 หรือลดลง -3%YoY ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น0.5%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย รวมถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักราว 0.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัวในปี 2570 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อย
 
 
 
Recommendation
 
 
Summary

Krungthai COMPASS มองว่าอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญ “Twin Crisis” จากแรงกดดันทั้งด้านอุปสงค์และอุปทานพร้อมกัน ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2569 ถึงปี 2570 ยังเผชิญความท้าทายสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 

? ด้านอุปสงค์ ความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กดดันให้ส่วนแบ่งตลาด (Market Share) ของไทยถูกแย่งชิงโดยคู่แข่งหลักอย่างอินเดียและเวียดนาม โดยปัจจัยสำคัญมาจากการที่ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นและกดดันราคาตลาดโลกให้แข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่ไทยเผชิญข้อเสียเปรียบด้านราคา เนื่องจากต้นทุนและราคาส่งออกที่สูงกว่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับอินเดียและเวียดนาม ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่ายิ่งทำให้ราคาข้าวไทยในตลาดโลกอยู่ในระดับสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อบางส่วนหันไปนำเข้าจากคู่แข่งมากขึ้น และลดความต้องการข้าวไทยในภาพรวม

? ด้านอุปทาน ต้นทุนการผลิตและความเสี่ยงด้านผลผลิตของข้าวไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อุปทานข้าวไทยมีความเปราะบางมากขึ้น โดยแรงกดดันหลักมาจากราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเป็นหลักจึงมีความเสี่ยงด้านต้นทุนสูง นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นยังส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทย ทำให้ศักยภาพการผลิตโดยรวมลดลงและมีความผันผวนมากขึ้น ส่งผลให้อุปทานข้าวไทยเผชิญข้อจำกัดและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า
 
คาดว่าในปี 2569-70 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยในปี 2569 คาดว่าจะส่งออกได้ราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นราว 7%YoY 

? อุตสาหกรรมข้าวไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว โดยอาจปรับตัวจากการแข่งขันด้านปริมาณ (Mass) สู่การแข่งขันด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-based Competition) ผ่านการพัฒนาข้าวคุณภาพสูง ข้าว GI ข้าวสุขภาพ ข้าว Low-Emission รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

กฤชนนท์ จินดาวงศ์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 มิ.ย. 2569 เวลา : 14:49:58
23-06-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 มิ.ย.69) ลบ 12.74 จุด ดัชนี 1,561.39 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำยังคงผันผวนจากการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน โดยเมื่อวานนี้ฟื้นตัวขึ้นมาบริเวณ 4,190 เหรียญ เพิ่มขึ้นราว 0.9%

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.10 บาท/ดอลลาร์

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 มิ.ย.69) ร่วงลง 650 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,750 บาท

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 มิ.ย.69) ลบ 4.49 จุด ดัชนี 1,569.64 จุด

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 มิ.ย.69) ประเทศไทยฝนลดลง ภาคใต้ ฝน 30-40% ภาคตะวันออก 30% กรุงเทพปริมณฑล และภาคอื่นๆ 20%

7. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 มิ.ย.69) ลบ 43.20 เหรียญ ดอลลาร์แข็งฉุดตลาด-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

8. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 มิ.ย.69) บวก 148.01 จุด รับปัจจัยหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์-อุตสาหกรรม

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.98 บาทต่อดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 มิ.ย.69) บวก 1.63 จุด ดัชนี 1,574.13 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 มิ.ย.69) บวก 1.96 จุด ดัชนี 1,574.46 จุด

12. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.05 บาท/ดอลลาร์

13. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (22 มิ.ย.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์

14. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (22 มิ.ย.69) บวก 6.66 จุด ดัชนี 1,579.16 จุด

15. MTS Gold คาดราคาทองคำในวันศุกร์ปรับตัวลดลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,120 เหรียญ หลังตลาดกังวลว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ June 23, 2026, 4:35 pm