เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : เมื่อราคาน้ำมันโลกกำลังกลับมา ไทยยังลดราคาน้ำมันได้อีกมากน้อยแค่ไหน


 
By วิภาดา จิณณวาโส
 
ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันที่ผ่านมา คนไทยกำลังได้เห็นภาพที่ดูเหมือนจะสวนทางกันอย่างน่าสนใจ ด้านหนึ่ง ทางรัฐบาลประกาศปรับลดราคาน้ำมันขายปลีกลงกว่า 2.50 บาทต่อลิตร ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและลดต้นทุนของภาคธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่กลับมาเต็มที่ และผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังต้องเผชิญกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง

แต่อีกด้านหนึ่ง ตลาดน้ำมันโลกกลับเริ่มส่งสัญญาณตรงกันข้าม เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงหนึ่งขยับขึ้นราว 16% ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว หลังนักลงทุนกลับมากังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้เหตุการณ์จะยังไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิตน้ำมันโดยตรง แต่ความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปสู่เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ก็เพียงพอที่จะทำให้ตลาดตอบสนองทันที

ดังนั้น ประเด็นของน้ำมันไทยที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในตอนนี้ก็คือ หากราคาน้ำมันโลกกำลังกลับเข้าสู่รอบขาขึ้น ประเทศไทยจะยังมีพื้นที่ในการลดราคาน้ำมันได้อีกมากน้อยเพียงใด ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของผู้ใช้รถยนต์แต่เพียงเท่านั้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ ราคาน้ำมันถือเป็นหนึ่งในต้นทุนพื้นฐานของทั้งระบบเศรษฐกิจ เพราะแทบทุกกิจกรรมล้วนเกี่ยวข้องกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า การผลิตในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร การบิน การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การผลิตไฟฟ้าในบางส่วน เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันของประชาชน แต่จะค่อย ๆ ส่งผ่านไปยังต้นทุนของผู้ประกอบการ ก่อนจะสะท้อนออกมาในรูปของราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายเป็นแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและค่าครองชีพของประชาชนทั้งประเทศ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคเอกชนไทยเริ่มติดตามราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะสำหรับผู้ประกอบการ ราคาน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของรถบรรทุกหรือรถขนส่ง แต่เป็นต้นทุนของห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงการส่งออก โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันในรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงเหมือนในอดีต กล่าวคือ หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ราคาน้ำมันมักปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โรงงานผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้คนเดินทางมากขึ้น และความต้องการใช้น้ำมันสูงขึ้นตามการเติบโตทางเศรษฐกิจ

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลไกของตลาดพลังงานเริ่มเปลี่ยนไป ราคาน้ำมันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์และอุปทานเพียงอย่างเดียว หากแต่มี “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญมากขึ้น จนทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากเรียกส่วนต่างของราคาที่เกิดจากความกังวลนี้ว่า Risk Premium หรือ “ส่วนเพิ่มของราคาจากความเสี่ยง” กล่าวคือ แม้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะยังไม่ได้ลดลง แต่หากนักลงทุนมองว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่จะกระทบต่อการผลิตหรือการขนส่งในอนาคต ราคาน้ำมันก็สามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ทันที เพราะตลาดกำลังซื้อขาย “ความคาดหวัง” มากพอ ๆ กับการซื้อขายน้ำมันจริง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มจากการปะทะกันระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ที่แม้หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะยังไม่ได้ทำให้แหล่งผลิตน้ำมันหยุดเดินเครื่อง แต่เพียงความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามไปกระทบ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ก็ทำให้ตลาดเริ่มประเมินความเสี่ยงใหม่ทันที เพราะหากเส้นทางดังกล่าวเกิดปัญหา จะส่งผลต่อการส่งออกพลังงานของหลายประเทศในตะวันออกกลาง และอาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตลาดกังวลในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงน้ำมันที่ผลิตได้ในปัจจุบัน แต่คือความไม่แน่นอนของโลกในวันข้างหน้า และนั่นทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่างประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ แม้จะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งหรืออยู่ในภูมิภาคเดียวกันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเป็นจุดเริ่มต้นของต้นทุนทั้งหมด แต่ราคาที่ผู้บริโภคชาวไทยได้เห็นบนป้ายหน้าปั๊มน้ำมันกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมันโลกโดยตรง สาเหตุเป็นเพราะว่า ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล เงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) หรือกล่าวได้ว่า ราคาน้ำมันดิบเป็นเพียง “ต้นทุนตั้งต้น” ขณะที่ราคาหน้าปั๊มเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างราคาที่มีทั้งภาษี กองทุน และกลไกทางนโยบายเข้ามาเกี่ยวข้อง

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ราคาน้ำมันในประเทศไทยอาจไม่ได้ลดลงในสัดส่วนเดียวกัน หรือในบางช่วง แม้ราคาน้ำมันโลกจะปรับขึ้น แต่รัฐบาลก็ยังสามารถชะลอผลกระทบไว้ได้ผ่านมาตรการต่าง ๆ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เครื่องมือเหล่านี้ต่างมีข้อจำกัด เพราะในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลเลือกใช้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นกลไกหลักในการลดราคาน้ำมัน โดยลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนและเพิ่มการอุดหนุนในน้ำมันบางประเภท ส่งผลให้ราคาขายปลีกลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นมาตรการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ทันที และยังช่วยประคองต้นทุนของผู้ประกอบการในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่แข็งแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาคประชาชนหลายเครือข่ายกลับตั้งคำถามว่า การใช้กองทุนน้ำมันเพียงอย่างเดียวอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มากกว่าการแก้ไขโครงสร้างราคาพลังงาน

เหตุผลคือ แม้ประชาชนจะจ่ายค่าน้ำมันถูกลง แต่ต้นทุนที่แท้จริงของระบบไม่ได้ลดลง เพียงแต่เปลี่ยนจากผู้ใช้น้ำมันมาเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่รับภาระแทน โดยหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง กองทุนก็ต้องอุดหนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็อาจกลายเป็นข้อจำกัดของการดำเนินนโยบายในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ภาคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณา ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งการทบทวนราคาหน้าโรงกลั่น การกำกับดูแลค่าการตลาด และการเปิดเผยข้อมูลด้านราคาที่มีความโปร่งใสมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าราคาน้ำมันที่จ่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ก็มีข้อถกเถียงในอีกมุมหนึ่ง เพราะว่าภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของภาครัฐ การลดภาษีสามารถช่วยให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้ทันที แต่ก็หมายถึงรายได้ของรัฐบาลที่จะลดลงเช่นกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการใช้จ่ายด้านอื่นของประเทศ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบสาธารณสุข การศึกษา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ทุกทางเลือกในการลดราคาน้ำมันล้วนมี “ต้นทุน” เพียงแต่เป็นการเลือกว่าต้นทุนนั้นจะตกอยู่กับใคร ระหว่างผู้บริโภค ภาครัฐ หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

แต่ไม่ว่าประเทศไทยจะเลือกใช้มาตรการใด สิ่งหนึ่งที่ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้คือ ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคาน้ำมันโลกได้ ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ไทยก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าของประเทศก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ยังอาจกระทบต่อ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ของประเทศ เนื่องจากไทยต้องใช้เงินตราต่างประเทศในการนำเข้าพลังงานมากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตของผู้ส่งออกก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็หมายความว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของค่าครองชีพ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2565 คนไทยน่าจะยังจำภาพราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้เป็นอย่างดี วิกฤตครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เฉพาะราคาพลังงานเพิ่มขึ้น แต่ยังผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวในหลายประเทศ ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ประเทศไทยเองในตอนนั้นก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน รัฐบาลในขณะนั้นต้องใช้หลายมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบ ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง การตรึงราคาดีเซล และมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม แม้มาตรการเหล่านี้ช่วยลดแรงกระแทกในระยะสั้นได้ แต่ก็สะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า การอุดหนุนราคาพลังงานไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด หากต้นทุนจากตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง

บทเรียนดังกล่าวจึงทำให้ภาคเอกชนติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันในรอบนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งที่พวกเขากังวลไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันในวันนี้ แต่คือความเสี่ยงที่ต้นทุนพลังงานอาจกลับมาอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ซึ่งหากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนดังกล่าวต่อไปได้ ต้นทุนเหล่านั้นก็มักถูกส่งต่อมายังราคาสินค้าในที่สุด ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมก็มีความเสี่ยงที่จะเติบโตช้าลง เพราะทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจต่างมีภาระเพิ่มขึ้นพร้อมกัน

นี่คือเหตุผลที่หลายฝ่ายมองว่า การถกเถียงเรื่องราคาน้ำมันในวันนี้ ไม่ควรหยุดอยู่แค่คำถามว่า “ควรลดราคาหรือไม่” แต่ควรขยับไปสู่คำถามว่า “ประเทศไทยควรบริหารความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างไร” เพราะโจทย์ระยะยาวของประเทศไทย อาจจะอยู่ที่การสร้างระบบบริหารจัดการราคาพลังงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งการมีโครงสร้างราคาที่โปร่งใส การใช้กองทุนน้ำมันอย่างสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การทบทวนบทบาทของภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาวผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการพัฒนาพลังงานทางเลือก ซึ่งถึงแม้ว่ามาตรการเหล่านี้ อาจไม่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงในทันที แต่ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดโลกได้ดีขึ้น และลดความจำเป็นในการใช้มาตรการอุดหนุนครั้งใหญ่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต

ท้ายที่สุดแล้ว การลดราคาน้ำมันอาจเป็นคำตอบที่จำเป็นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของปัญหา เพราะในโลกที่ราคาพลังงานถูกกำหนดด้วยทั้งกลไกตลาด ภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างอาจไม่ใช่เพียง “น้ำมันราคาถูก” หากแต่เป็น ระบบพลังงานที่มีเสถียรภาพ โปร่งใส และพร้อมรับแรงกระแทกจากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

LastUpdate 19/07/2569 21:45:21 โดย : Admin
20-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) บวก 6.96 จุด ดัชนี 1,646.00 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 2.08 จุด ดัชนี 1,636.96 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังผันผวนบริเวณ 4,000 เหรียญ แม้หลุดระดับดังกล่าวหลายครั้ง แต่ยังมีแรงซื้อกลับเข้าพยุงราคา

4. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,638.52 จุด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (20 ก.ค.69) ปรับลดลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,650 บาท

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค.69) ประเทศไทยฝนลดลงจากมรสุมมีกำลังอ่อนลง ภาคเหนือ ฝน 30% ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 10%

7. ทีทีบี ระบุค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 33.30-33.90 บาทต่อดอลลาร์ จับตาปัจจัยตะวันออกกลาง เงินทุนต่างชาติ และทิศทางเฟดกดดันตลาดเงิน

8. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-34.00 ราคาน้ำมันพุ่งรอบใหม่ กดดันบาทอ่อน

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนบรรทัดทอง

12. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนประเสริฐมนูกิจตัดถนนนวมินทร์

13. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

14. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 3.75 จุด ดัชนี 1,639.04 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 0.76 จุด ดัชนี 1,636.05 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 20, 2026, 6:16 pm