เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เงินเยนอ่อนค่า...เมื่อ "สินทรัพย์ปลอดภัย" กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น


 
• เงินเยนอ่อนค่าเป็นผลสะสมจากนโยบายดอกเบี้ยต่ำที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประกอบกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ที่ช้ากว่าประเทศเศรษฐกิจหลัก ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยยังคงกดดันค่าเงินอย่างต่อเนื่อง
 
• โครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป ทำให้เงินเยนอ่อนไม่ได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจเหมือนในอดีต เพราะต้นทุนการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้นกระทบครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEs มากกว่าภาคส่งออก
 
• เงินเยนไม่ได้ตอบสนองต่อวิกฤตในฐานะ "สินทรัพย์ปลอดภัย" เหมือนเดิม สะท้อนว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างและความเชื่อมั่นของตลาดกำลังมีบทบาทต่อทิศทางค่าเงินมากขึ้น
 
• สำหรับประเทศไทย เงินเยนอ่อนสร้างทั้งโอกาสและความท้าทาย ผู้ส่งออกไทยเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ผู้นำเข้า นักลงทุน และนักท่องเที่ยวไทยได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง
 
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน คงมีไม่กี่คนที่คิดว่า "เงินเยน" ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปลอดภัยของโลก จะอ่อนค่าลงจนแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี
 
ในอดีต ทุกครั้งที่โลกเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของตลาดการเงิน นักลงทุนจำนวนมากมักถือทองคำและเงินเยน เพราะเชื่อว่าสามารถรักษามูลค่าได้ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
 
แต่ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยนไป
 
แม้โลกจะยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางการค้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก เงินเยนกลับไม่ได้แข็งค่าตามบทบาทของสินทรัพย์ปลอดภัยเหมือนในอดีต แต่กลับอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แม้ BOJ จะทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้วก็ตาม
 
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เงินเยนอ่อนค่าลงประมาณ 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอ่อนค่าราว 5.7% จากสิ้นปีก่อน ก่อนที่ต้นเดือนกรกฎาคมจะอ่อนค่าลงแตะระดับประมาณ 162 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบกว่า 40 ปี
 
คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ "ทำไมเงินเยนยังอ่อนค่า"
 
และที่อยากรู้มากกว่าคือ "เหตุใดประเทศที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของเสถียรภาพทางการเงิน จึงเผชิญค่าเงินที่อ่อนค่าต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งทศวรรษ"
 
คำตอบไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นผลสะสมของนโยบายเศรษฐกิจ โครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป และมุมมองของตลาดที่มีต่อญี่ปุ่นในโลกยุคใหม่
 
จุดเริ่มต้นของเงินเยนอ่อน...เมื่อญี่ปุ่นเลือกใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน
จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในเดือนมกราคม 2016 เมื่อ BOJ ตัดสินใจใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy: NIRP) ที่ -0.1% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
 
ขณะนั้น ญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาเงินฝืด เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และการบริโภคที่ซบเซาต่อเนื่องมานานหลายทศวรรษ BOJ จึงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าศูนย์ การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก และมาตรการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield Curve Control: YCC)
 
มาตรการเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจและลดต้นทุนการกู้ยืมได้ในช่วงแรก แต่สิ่งที่ควรเป็นมาตรการชั่วคราวกลับดำเนินต่อเนื่องยาวนานกว่า 8 ปี
 
เมื่ออัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เงินเยนจึงกลายเป็นสกุลเงินต้นทุนต่ำสำหรับการกู้ยืม และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันต่อค่าเงินในเวลาต่อมา
 
โลกเปลี่ยน...แต่ BOJ เปลี่ยนช้ากว่า
หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจาก COVID-19 ภาวะเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นทั่วโลก ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
 
แต่ BOJ ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยเห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังเปราะบางเกินกว่าจะขึ้นดอกเบี้ย
 
ผลคือ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ขยายตัวกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
เมื่อนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สูงกว่าหลายเท่า เงินทุนจึงไหลออกจากญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนขายเงินเยนเพื่อถือสินทรัพย์สกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หรือที่เรียกว่า Carry Trade
 
แรงขายดังกล่าวทำให้เงินเยนเริ่มอ่อนค่ารุนแรงตั้งแต่ปี 2021 และเร่งตัวมากขึ้นในปี 2022
แม้ BOJ จะยุตินโยบายดอกเบี้ยติดลบในเดือนมีนาคม 2024 และทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนอยู่ที่ประมาณ 1.0% ในปี 2026 แต่ก็ยังต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างมาก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ยังมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 3.50-3.75%
 
ส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังสูงทำให้ Carry Trade ยังคงให้ผลตอบแทนที่จูงใจ แรงขายเงินเยนจึงยังไม่หมด
ไป
 
หรือพูดได้ว่า BOJ ไม่เพียงเริ่มปรับนโยบายช้ากว่าหลายประเทศ แต่ยังปรับขึ้นในระดับที่ตลาดมองว่ายังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทิศทางค่าเงิน
 
เมื่อเงินเยนไม่ใช่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" เหมือนเดิม
 
แม้นโยบายการเงินจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงิน แต่การอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงหลังยังสะท้อนปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
 
1. การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง
ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนสูง เมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลางหรือราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการนำเข้าของประเทศจะเพิ่มขึ้นทันที
 
ในอดีต วิกฤตลักษณะนี้มักกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
แต่ปัจจุบัน ผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกลับกดดันดุลการค้าและเศรษฐกิจญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเลือกถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง วิกฤตที่เคยเป็นแรงหนุนเงินเยน กลับกลายเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินในปัจจุบัน
 
2.ความเสี่ยงทางการคลัง
ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะที่รัฐบาลยังใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายและมาตรการลดภาษีอย่างต่อเนื่อง
 
แม้มาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก็ทำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของฐานะการคลังมากขึ้น หากรัฐบาลไม่มีแผนสร้างเสถียรภาพทางการคลังที่ชัดเจน นักลงทุนอาจเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการถือสินทรัพย์ญี่ปุ่น (Risk Premium) ผ่านการขายพันธบัตรรัฐบาลและเงินเยน ส่งผลให้ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน
 
ความกังวลดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ "Truss Shock"ในสหราช
อาณาจักรเมื่อปี 2022 ซึ่งตลาดสูญเสียความเชื่อมั่นต่อนโยบายการคลังของรัฐบาล จนค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้น
 
แม้บริบทของญี่ปุ่นจะแตกต่างจากสหราชอาณาจักร แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ความเชื่อมั่นด้านการคลังสามารถส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและค่าเงินได้พร้อมกัน
 
เงินเยนอ่อน...ไม่ได้เป็นข่าวดีสำหรับทุกคนอีกต่อไป
 
ในอดีต เงินเยนอ่อนถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจญี่ปุ่น เพราะช่วยให้สินค้าส่งออกแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น และเพิ่มกำไรของบริษัทขนาดใหญ่
 
แต่โครงสร้างเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน
 
ผู้ผลิตรายใหญ่จำนวนมากได้ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ทำให้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อนส่งผ่านกลับมายังเศรษฐกิจภายในประเทศน้อยลง
 
ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นกลับต้องเผชิญต้นทุนการนำเข้าพลังงาน อาหาร วัตถุดิบ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น
 
ผลกระทบจึงตกอยู่กับครัวเรือนและธุรกิจภายในประเทศมากกว่าที่เป็นมาในอดีต
 
ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าได้ทั้งหมด
 
SMEs...ผู้รับผลกระทบหนักที่สุด
 
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
SMEs คิดเป็นมากกว่า 99% ของธุรกิจทั้งหมดในญี่ปุ่น แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้ส่งออก กลับต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ พลังงาน และสินค้าเพื่อการผลิต
 
เมื่อเงินเยนอ่อน ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นทันที ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรงพอให้สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้เต็มที่
 
ข้อมูลจาก Tokyo Shoko Research ระบุว่า ในเดือนพฤษภาคม 2026 มีบริษัทญี่ปุ่นล้มละลาย 780 แห่ง โดย 45 แห่งมีสาเหตุหลักจากผลกระทบของเงินเยนอ่อน ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของปี
 
ธุรกิจค้าส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด รองลงมาคือค้าปลีก ภาคการผลิต ภาคบริการ และธุรกิจขนส่ง
ตัวอย่างคือ Merry Time Foods บริษัทนำเข้าอาหารทะเลในกรุงโตเกียว ซึ่งนำเข้าปู กุ้ง และปลาทูน่าจากหลายประเทศในเอเชีย บริษัทได้ยื่นล้มละลายหลังจากระบุว่ากำไรลดลงต่อเนื่องจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินเยน
 
แม้ผู้ประกอบการหลายรายจะใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรงเกินกว่าที่สัญญากำหนด เครื่องมือดังกล่าวกลับไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้อย่างที่คาด ทำให้หลายบริษัทต้องรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
แล้วประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างไร?
 
แม้ปัญหาเงินเยนอ่อนจะเกิดขึ้นในญี่ปุ่น แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศ เพราะญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในคู่ค้า นักลงทุน และแหล่งเทคโนโลยีที่สำคัญของไทย
 
ด้านการค้า เงินเยนอ่อนทำให้สินค้าญี่ปุ่นมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น ผู้ส่งออกไทยในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกับญี่ปุ่น เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นในตลาดโลก
 
ในทางกลับกัน ผู้นำเข้าไทยได้รับประโยชน์จากการนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยี ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากญี่ปุ่นในต้นทุนที่ลดลง ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการลงทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคธุรกิจไทยในบางอุตสาหกรรม
 
หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวจากผลกระทบของเงินเยนอ่อนเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงระหว่างสองประเทศในระยะต่อไป
 
สำหรับภาคการท่องเที่ยว เงินเยนอ่อนทำให้คนไทยเดินทางไปญี่ปุ่นได้ในต้นทุนที่ถูกลง ส่งผลให้ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทย
 
ในอีกด้านหนึ่ง กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นในต่างประเทศอาจลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการใช้จ่ายและการเดินทางมายังประเทศไทยในระยะยาว
 
สิ่งที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นในวันนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า นโยบายเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง อาจกลายเป็นข้อจำกัดในอีกช่วงเวลาหนึ่ง หากดำเนินต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง
 
การอ่อนค่าของเงินเยนในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แต่สะท้อนโจทย์ใหญ่ที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญ ทั้งการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การดูแลค่าครองชีพของประชาชน และการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
 
เพราะเมื่อความเชื่อมั่นต่อค่าเงินเริ่มเปลี่ยนไป แม้แต่ "สินทรัพย์ปลอดภัย" ก็อาจไม่ปลอดภัยเหมือนเดิมอีกต่อไป
 
โจทย์ของญี่ปุ่นในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เงินเยนกลับมาแข็งค่า แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างนโยบายการเงิน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชน เพื่อไม่ให้ค่าเงินที่อ่อนแอกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 20 ก.ค. 2569 เวลา : 12:53:14
21-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) บวก 6.96 จุด ดัชนี 1,646.00 จุด

2. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 2.08 จุด ดัชนี 1,636.96 จุด

3. MTS Gold คาดราคาทองคำยังผันผวนบริเวณ 4,000 เหรียญ แม้หลุดระดับดังกล่าวหลายครั้ง แต่ยังมีแรงซื้อกลับเข้าพยุงราคา

4. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) ลบ 0.52 จุด ดัชนี 1,638.52 จุด

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (20 ก.ค.69) ปรับลดลง 200 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,650 บาท

6. พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค.69) ประเทศไทยฝนลดลงจากมรสุมมีกำลังอ่อนลง ภาคเหนือ ฝน 30% ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ 20% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง 10%

7. ทีทีบี ระบุค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ผันผวนในกรอบ 33.30-33.90 บาทต่อดอลลาร์ จับตาปัจจัยตะวันออกกลาง เงินทุนต่างชาติ และทิศทางเฟดกดดันตลาดเงิน

8. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-34.00 ราคาน้ำมันพุ่งรอบใหม่ กดดันบาทอ่อน

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.75 บาท/ดอลลาร์

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (20 ก.ค.69) อ่อนค่าลงเล็กน้อย ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์

11. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหลถนนบรรทัดทอง

12. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนประเสริฐมนูกิจตัดถนนนวมินทร์

13. ประกาศ กปน.: 22 ก.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล สถานีสูบจ่ายน้ำลาดกระบัง

14. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 3.75 จุด ดัชนี 1,639.04 จุด

15. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (17 ก.ค.69) บวก 0.76 จุด ดัชนี 1,636.05 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 21, 2026, 8:06 am