เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Scoop : Climate Inflation เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังกลายเป็นต้นเหตุใหม่ของเงินเฟ้อโลก


 
By วิภาดา จิณณวาโส

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึง “เงินเฟ้อ” ภาพแรกที่หลายคนนึกถึง คือ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือปัญหาห่วงโซ่อุปทานหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะปัจจัยเหล่านี้เคยเป็นตัวเร่งสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนธนาคารกลางหลายประเทศต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แม้ต้องแลกกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจก็ตาม

แต่ในวันที่แรงกดดันจากราคาพลังงานเริ่มผ่อนคลายลง โลกกลับกำลังเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจซับซ้อนกว่าเดิม นั่นคือ “Climate Inflation” หรือภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งไม่ได้มีต้นตอมาจากสงครามหรือวิกฤตพลังงาน หากแต่มาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น แห้งแล้งยาวนานขึ้น และเกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วบ่อยครั้งขึ้น จนเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารของโลกโดยตรง

ความกังวลนี้กำลังทวีความชัดเจนขึ้น หลังองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่าโลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญแล้ว และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศจำนวนมากประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 ซึ่งหมายความว่าหลายประเทศอาจต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และในบางพื้นที่อาจเกิดฝนตกหนักหรืออุทกภัยฉับพลันจากความแปรปรวนของสภาพอากาศในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ทำให้เอลนีโญรอบนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพียงเพราะความรุนแรงของปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ แต่เป็นเพราะมันกำลังเกิดขึ้นบน “ฐานอุณหภูมิโลก” ที่สูงกว่าทุกครั้งในอดีต กล่าวคือ โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว เมื่อวัฏจักรธรรมชาติอย่างเอลนีโญเข้ามาซ้ำเติม ผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหารจึงมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน

หากเรามองย้อนกลับไป เงินเฟ้อในช่วงปี 2565-2566 ส่วนใหญ่เกิดจากราคาพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนโลจิสติกส์ แต่ในรอบนี้ ความเสี่ยงกำลังเคลื่อนตัวมาสู่ “อาหาร” ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่สุดของผู้บริโภคทั่วโลก เพราะเมื่อฝนมาช้า น้ำในเขื่อนลดลง หรืออุณหภูมิสูงเกินกว่าที่พืชจะเจริญเติบโตได้ตามปกติ ผลผลิตทางการเกษตรก็ย่อมลดลงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด กาแฟ ปาล์มน้ำมัน อ้อย หรือพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิด ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากเริ่มประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า หาก    ซูเปอร์เอลนีโญ เกิดขึ้นตามที่หลายแบบจำลองคาดการณ์ ผลผลิตสินค้าเกษตรของโลกอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาอาหารมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ประเมินว่า ราคาอาหารโลกอาจเพิ่มขึ้นราว 16% ส่วนกองทุนลงทุนอย่าง Man Group มองว่า ผลผลิตข้าวโลกอาจลดลง 2-8% ขณะที่การประเมินอีกหลายสำนักคาดว่าราคาอาหารบางประเภทอาจเพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 10-50% หากสภาพอากาศรุนแรงยืดเยื้อ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เงินเฟ้อจากสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ประเทศผู้ผลิตยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ในระยะหนึ่ง หรือเมื่อความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานก็มีโอกาสปรับลดลงได้ค่อนข้างรวดเร็ว แต่สินค้าเกษตรไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ทันที แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม เนื่องจากการผลิตต้องอาศัยฤดูกาล น้ำ และเวลาในการเพาะปลูก พืชบางชนิดใช้เวลาหลายเดือน บางชนิดต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะให้ผลผลิตได้ นั่นหมายความว่า แม้ราคาสินค้าอาหารจะเพิ่มขึ้น เกษตรกรก็ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ทันที ตรงกันข้าม หลายพื้นที่กลับต้องเผชิญกับผลผลิตที่ลดลงจากภัยแล้ง ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระต้นทุนปุ๋ย พลังงาน และการจัดการน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อจากอาหารมีแนวโน้มยืดเยื้อและแก้ไขได้ยากกว่าเงินเฟ้อที่เกิดจากพลังงาน

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบอาหารของโลกยังเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด เมื่อผลผลิตข้าวในเอเชียลดลง ประเทศผู้นำเข้าจำเป็นต้องแข่งขันกันซื้อในตลาดโลกมากขึ้น หากประเทศผู้ส่งออกบางแห่งเลือกจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ ราคาข้าวในตลาดโลกก็จะยิ่งปรับตัวสูงขึ้น เช่นเดียวกับข้าวโพด ถั่วเหลือง หรือปาล์มน้ำมัน ที่ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ และพลังงานชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงของผลผลิตเพียงชนิดเดียวจึงสามารถส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าอีกหลายประเภท

สถานการณ์ดังกล่าวนี้ กำลังทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มจับตาความเสี่ยงอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ แม้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตไม่เต็มศักยภาพ แต่หากราคาอาหารกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้เงินเฟ้อชะลอลงได้ยากกว่าที่คาดไว้ และนั่นอาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา เพราะธนาคารกลางอาจต้องเลือกระหว่างการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กับการควบคุมเงินเฟ้อที่มีต้นตอมาจากปัจจัยซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง ดังนั้นปัญหาหลักของเอลนีโญไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นหรือไม่ แต่คือ โลกที่กำลังเข้าสู่ยุคที่ “สภาพภูมิอากาศ” เช่นนี้ จะกลายเป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคเหมือนกับราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน หรืออัตราดอกเบี้ยแล้วหรือยัง เพราะถ้าหากคำตอบคือใช่ วิธีคิดของทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายก็อาจต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน

เพราะในมุมของเศรษฐศาสตร์มหภาค ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของ Climate Inflation คือ มันเป็นเงินเฟ้อที่เกิดจาก “ข้อจำกัดด้านอุปทาน” (Supply Shock) ไม่ใช่เงินเฟ้อที่เกิดจากความต้องการซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ใช้ได้ผลกับเงินเฟ้อในอดีตอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่โดยปกติแล้ว เมื่อเงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินผ่านการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ลดการใช้จ่าย การลงทุน และชะลอความต้องการซื้อในระบบเศรษฐกิจ จนแรงกดดันด้านราคาค่อยๆ ลดลง แต่หากต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากภัยแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรลดลง หรือคลื่นความร้อนที่ทำให้ผลผลิตอาหารหายไป การขึ้นดอกเบี้ยก็ไม่สามารถทำให้ฝนตกมากขึ้น หรือทำให้ข้าวในนาเติบโตเร็วขึ้นได้

มันจึงเป็นเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเริ่มมองว่า Climate Inflation อาจเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดของธนาคารกลางทั่วโลก เพราะเป็นเงินเฟ้อที่นโยบายการเงินเข้าไปแก้ไขต้นเหตุได้อย่างจำกัด หากปรับขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไป เศรษฐกิจอาจชะลอตัวโดยที่ราคาอาหารยังคงอยู่ในระดับสูง แต่หากผ่อนคลายนโยบายเร็วเกินไป ก็อาจปล่อยให้เงินเฟ้อฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจนานกว่าที่ควร

ส่วนทางด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของราคาอาหารจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศสามารถส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อโดยรวมได้รวดเร็วกว่าที่หลายประเทศคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาซึ่งประชาชนใช้สัดส่วนรายได้ไปกับค่าอาหารมากกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เมื่ออาหารแพงขึ้น กำลังซื้อของครัวเรือนก็ลดลงทันที ขณะที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อดูแลค่าครองชีพของประชาชน ผลกระทบดังกล่าวนี้ ยังลุกลามไปถึงภาคธุรกิจ เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงสินค้าสำหรับการบริโภค แต่เป็นวัตถุดิบของอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่ม อาหารสัตว์ ปศุสัตว์ โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ไปจนถึงอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ เมื่อราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องเลือกระหว่างการแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคา ซึ่งไม่ว่าทางเลือกใดก็ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว หากในอดีตผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงาน หรืออัตราดอกเบี้ยเป็นหลัก วันนี้หลายบริษัทเริ่มนำข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสี่ยงของผลผลิต การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง หรือการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อลดความผันผวนของต้นทุน โดยในหลายบริษัทอาหารระดับโลก เริ่มลงทุนในแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ (Climate Model) ควบคู่กับการใช้ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อคาดการณ์ผลผลิตทางการเกษตรล่วงหน้า เพราะการรู้ว่าปริมาณฝนในอินเดียจะลดลง หรืออุณหภูมิในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสูงกว่าปกติ อาจมีคุณค่าทางธุรกิจไม่ต่างจากการรู้ว่าธนาคารกลางจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป

สำหรับนักลงทุน ผลกระทบของ Climate Inflation ก็อาจเปลี่ยนวิธีการประเมินความเสี่ยงเช่นเดียวกัน ในอดีต การติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน หรือการประชุมของธนาคารกลางถือเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินทิศทางตลาดการเงิน แต่ในอนาคต ข้อมูลอย่างระดับน้ำในเขื่อน ปริมาณฝน อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ดัชนีเอลนีโญ หรือแม้แต่ความคืบหน้าของฤดูมรสุม อาจกลายเป็นข้อมูลที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะตัวแปรเหล่านี้สามารถส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัท ราคาโภคภัณฑ์ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ยได้โดยตรง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “สภาพอากาศ” กำลังเปลี่ยนสถานะจากปัจจัยภายนอกที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้ประกอบการวิเคราะห์ มาเป็นหนึ่งในตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาล ธนาคารกลาง ภาคธุรกิจ และตลาดการเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงนี้ยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะเศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญของโลก หากสภาพภูมิอากาศผันผวนบ่อยขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้ของเกษตรกร แต่จะลามไปยังการส่งออก การจ้างงาน เงินเฟ้อ กำลังซื้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม

ทั้งหมดนี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลสภาพภูมิอากาศมีความสำคัญไม่ต่างจากข้อมูลเศรษฐกิจ เพราะสิ่งที่เคยเป็นเรื่องของนักอุตุนิยมวิทยา กำลังกลายเป็นข้อมูลที่นักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และภาคธุรกิจใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดำเนินงานมากขึ้นทุกปี

ท้ายที่สุด Climate Inflation อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่ระดับราคาสินค้าอาหาร แต่กำลังเปลี่ยนวิธีที่โลกมองความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับเศรษฐกิจ จากเดิมที่สภาพภูมิอากาศเป็นเพียงปัจจัยของภาคเกษตร วันนี้มันได้กลายเป็นตัวแปรที่ส่งผลต่อเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการค้าโลก จนมีบทบาทเป็น Leading Indicator ที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องจับตา หากต้องการเข้าใจทิศทางเศรษฐกิจในอนาคต

LastUpdate 29/07/2569 19:13:45 โดย : Admin
30-07-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ทองเปิดตลาดวันนี้ (29 ก.ค.69) ลดลง 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 64,800 บาท

2. พยากรณ์อากาศวันนี้ (29 ก.ค.69) ภาคอีสาน ฝนตกหนักมาก 80% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 60% คลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง

3. พยากรณ์อากาศวันนี้ (28 ก.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมกำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมประเทศไทย ส่งผลฝนตกหนักในภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

4. ทองเปิดตลาดวันนี้ (28 ก.ค.69) ร่วงลง 500 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 65,400 บาท

5. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (27 ก.ค.69) ลบ 19.92 จุด ดัชนี 1,624.47 จุด

6. MTS Gold คาดราคาทองคำตลาดโลกปรับตัวขึ้นเช้าวันนี้ พุ่งกว่า 1.5% สู่ระดับ 4,100 เหรียญ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศกลับมายืนเหนือ 65,000 บาท ได้อีกครั้ง

7. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (27 ก.ค.69) ลบ 11.91 จุด ดัชนี 1,632.48 จุด

8. ทีทีบี คาดเงินบาทสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-34.00 บาทต่อดอลลาร์ จับตาตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อสหรัฐฯ กดดันตลาด

9. พยากรณ์อากาศวันนี้ (27 ก.ค.69) ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ประกอบกับมรสุมที่พัดปกคลุมประเทศไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผล "ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

10. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.40-34.00 มองเฟดคงดอกเบี้ย

11. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (27 ก.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์

12. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (27 ก.ค. 69) ลบ 12.25 จุด ดัชนี 1,632.14 จุด

13. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์

14. ทองเปิดตลาดวันนี้ (27 ก.ค.69) ปรับขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 66,000 บาท

15. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (24 ก.ค.69) บวก 3.36 จุด ดัชนี 1,644.39 จุด

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ July 30, 2026, 12:42 am