• ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50 - 3.75% ตามที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากยังมีความกังวลด้านเงินเฟ้อส่งผลให้ตลาดยังคงจับตาทิศทางนโยบายการเงินในการประชุมครั้งถัดไป
• ประธาน Fed ระบุว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง แต่การดำเนินนโยบายจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ สะท้อนว่า Fed ยังไม่ปิดโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่
• คณะรัฐมนตรีมีมติต่ออายุการจัดเก็บ VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และจะยังไม่ปรับขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แม้จะมีข้อเสนอจากวุฒิสภาให้ทยอยปรับขึ้น
1. Fed มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนความเห็นที่ต่างต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate ไว้ที่ 3.50–3.75% ในการประชุมวันที่ 28–29 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ โดย Fed ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้แข็งแกร่ง การจ้างงานเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการขยายตัวของกำลังแรงงาน และอัตราการว่างงานเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมายที่ 2.00% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงกระทบด้านอุปทานที่ทำให้ราคาสินค้าบางประเภท รวมถึงพลังงานปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ กรรมการ 3 คน ได้แก่ Beth Hammack, Neel Kashkari และ Lorie Logan ลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สะท้อนว่าภายในคณะกรรมการยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับระดับความเข้มงวดของนโยบายการเงินที่เหมาะสม ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
Fed ไม่ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป โดยแถลงการณ์มุ่งรายงานภาวะเศรษฐกิจและผลการตัดสินใจในปัจจุบันมากกว่าการคาดการณ์ทิศทางนโยบายล่วงหน้า ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปยังคงต้องพิจารณาจากพัฒนาการของเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และภาวะเศรษฐกิจ
ภายหลังการประชุม Kevin Warsh ประธาน Fed ระบุว่า การหารือภายในคณะกรรมการเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเงินเฟ้อของ Fed ยังคงอยู่ที่ 2.00% และคณะกรรมการจะให้ความสำคัญกับการนำเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายและรักษาเสถียรภาพด้านราคา
BBL Research เห็นว่า
• แม้ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่การที่กรรมการ 3 ท่าน ลงมติให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนว่ายังมีความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และยังไม่ควรยุติการขึ้นดอกเบี้ย
• การดำเนินนโยบายที่ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจทำให้ทิศทางดอกเบี้ยยังมีความไม่แน่นอน โดยหากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง Fed อาจคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด หรือพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
• สำหรับตลาดการเงินโลก แม้การคงดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น แต่ท่าทีระมัดระวังต่อเงินเฟ้อของ Fed ทำให้ยังคงต้องจับตาทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่าเงินดอลลาร์ และการเคลื่อนย้ายเงินทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย
• ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ เงินเฟ้อ การจ้างงาน และสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปี
2. ครม. ต่ออายุ VAT 7% อีก 1 ปี ถึง 30 กันยายน 2570 เพื่อพยุงค่าครองชีพ ขณะที่วุฒิสภามีข้อเสนอให้ทยอยปรับขึ้นเป็น 10%
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อต่ออายุการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 จากเดิมที่มาตรการจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อภายในประเทศ และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
แม้อัตรา VAT ตามกฎหมายของไทยกำหนดไว้ที่ 10% แต่รัฐบาลได้ลดอัตราจัดเก็บจริงเหลือ 7% มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนการใช้จ่าย
นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้เสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการทยอยปรับอัตรา VAT จาก 7% เป็น 10% ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ภาครัฐประมาณ 4 แสนล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนระบบสวัสดิการ รองรับสังคมสูงวัย และเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบายและยังไม่มีผลบังคับใช้
ขณะที่รัฐบาลระบุว่า ยังไม่มีแผนปรับขึ้น VAT ในช่วง 2–3 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเห็นว่าการปรับขึ้นภาษีในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่อาจเพิ่มแรงกดดันต่อการบริโภคและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
BBL Research เห็นว่า
• การต่ออายุการจัดเก็บ VAT ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี ช่วยลดความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการวางแผนต้นทุน ราคาสินค้า และภาระภาษี ขณะเดียวกันยังช่วยประคองกำลังซื้อท่ามกลางความเสี่ยงด้านค่าครองชีพและราคาพลังงาน
• อย่างไรก็ตาม การคงอัตรา VAT ที่ 7% อย่างต่อเนื่องอาจจำกัดความสามารถในการเพิ่มรายได้ภาครัฐ ขณะที่ภาระรายจ่ายมีแนวโน้มสูงขึ้นจากสังคมสูงวัยและการขยายตัวของระบบสวัสดิการ สะท้อน
ความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจระยะสั้นกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
• ในเชิงนโยบาย การคงอัตรา VAT ที่ 7% และการปรับขึ้นในอนาคตเป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างการประคองกำลังซื้อกับการเพิ่มรายได้ภาครัฐ หากมีการปรับขึ้น ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่กับมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง
• ประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางเงินเฟ้อและราคาพลังงาน แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีหลังสิ้นสุดมาตรการ เพื่อเพิ่มรายได้ภาครัฐ รองรับภาระการคลังในระยะยาว
ข่าวเด่น