
• กนง. มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวตามที่ประเมินไว้ จากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตดีกว่าคาด AI Cycle ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงค่าครองชีพสูง อย่างไรก็ดี กนง. มองเศรษฐกิจในภาพรวมยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง สินค้าและการลงทุนเอกชนยังพึ่งพา Import content สูง การลงทุนระลอกใหม่ใช้ทั้งทุนเข้มข้น ทำให้ไทยยัง capture value added จากโอกาสนี้ได้จำกัด ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าที่ประเมินไว้ตามทิศทางราคาพลังงานโลก ขณะที่ภาวะการเงินยังตึงตัวในกลุ่ม SMEs
• Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง ทั้งนี้มีความเสี่ยงที่จะต้องติดตาม ได้แก่ 1)เงินเฟ้อพื้นฐานที่เร่งตัวสูงขึ้น อาจทำให้เงินเฟ้อสามารถค้างอยู่ได้นานกว่าที่ประเมินไว้ 2) ความเสี่ยงจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลงบประมาณมากขึ้น นำไปสู่ Twin deficit ซึ่งจะกดดันค่าเงินบาทอ่อนค่าและต้นทุนนำเข้ามากขึ้น
กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมิน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยมองไว้ในการประชุมครั้งก่อน
กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.0% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 4/2569 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
• เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ในการประชุมครั้งก่อน โดยครึ่งปีแรกได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวดีกว่าคาดจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ที่เติบโตสูงขึ้น ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาด จากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. มองเศรษฐกิจในภาพรวมยังเติบโตต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการปรับดีขึ้นของการส่งออกสินค้าและการลงทุนเอกชนตาม AI Cycle ยังพึ่งพา Import content สูงถึง 70% และการลงทุนระลอกใหม่ในช่วงที่ผ่านมาช่วยเพิ่มการจ้างงานไม่มากเท่าอดีต เนื่องจากเป็นการลงทุนที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive) ทำให้เศรษฐกิจไทยยัง capture value added จากโอกาสนี้ได้จำกัด ขณะที่ภาคธุรกิจ SMEs เผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาการแข่งขันที่รุนแรง ในระยะข้างหน้า
• อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลงกว่าคาดตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานต่ำกว่าประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่าต้องติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกกลับมาสูงขึ้น รวมถึงการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง
• ด้านภาวะการเงินของไทยมีความตึงตัวในกลุ่ม SMEs สะท้อนจากสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ แม้บางส่วนเป็นอานิสงส์จากกระแสการลงทุนระลอกใหม่ แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้สำหรับ Working Capital ชั่วคราวในช่วงวิกฤตพลังงาน ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง กอปรกับยังมีลูกหนี้ ที่มีปัญหาเรื้อรังคงค้างอีกส่วนหนึ่ง
Implication:
• Krungthai COMPASS คาดว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.0% ตลอดทั้งปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง โดยระยะข้างหน้ามีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่
• แม้เริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวลดลง แต่เงินเฟ้อพื้นฐานที่เร่งตัวสูงขึ้น อาจทำให้เงินเฟ้อสามารถค้างอยู่ได้นานกว่าที่ประเมินไว้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่าเงินเฟ้อของไทยปรับตัวลดลงได้เร็วเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ โดยเดือน ก.ค. 69 อยู่ที่ 1.95%YoY ลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงความขัดแย้งตะวันออกกลางรุนแรง1 ที่ 2.89%YoY (เม.ย. 69) สะท้อนแรงกดดันเงินเฟ้อในรอบนี้มาจากปัจจัยชั่วคราวด้านอุปทานเป็นหลัก อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาเงินเฟ้อพื้นฐาน พบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยกลับปรับตัวสูงขึ้นกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเดือน ก.ค. 69 อยู่ที่ 1.34%YoY เร่งขึ้นจาก 0.83%YoY ในช่วงเดียวกันและอยู่สูงกว่า 75 percentile สะท้อนถึงต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำที่ทยอยส่งผ่านไปยังสินค้าและบริการในหมวดอื่น หากเงินเฟ้อพื้นฐานที่มีความหนืดอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานจะส่งผลให้เงินเฟ้อสามารถค้างในระดับสูงได้นานกว่าที่ประเมินไว้
• ความเสี่ยงจาก Twin deficit อาจกดดันค่าเงินบาทในระยะยาว นักวิเคราะห์ได้ปรับลดคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 69 จะเกินดุลลดลง 1.2% ต่อ GDP หลังไทยขาดดุลพลังงานขึ้น ประกอบกับการนำเข้าสินค้าทุนที่สูงขึ้นจากกระแส AI และการลงทุนเอกชนระลอกใหม่ ขณะที่คงคาดการณ์ดุลงบประมาณขาดดุลอยู่ที่ 4.35% ต่อ GDP (ณ ส.ค. 69) สะท้อนความเสี่ยงภาวะ Twin deficit ที่ปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยพบว่าไทยเป็นประเทศที่มีแนวโน้มขาดดุลทั้งสองด้าน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าในระยะยาว และจะกดดันต้นทุนการนำเข้าพลังงานในระยะข้างหน้ามากขึ้น 1 ช่วงความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มต้น ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์
กฤตฤณ เหล่าฤทธิ์
วรธันย์ โหตรภวานนท์
ศูนย์วิจัย Krungthai Compass
ข่าวเด่น