.jpg)
การถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตของ Hui Ka Yan ผู้ก่อตั้ง China Evergrande อาจดูเหมือนเป็นบท
สุดท้ายของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ครั้งหนึ่งเคยใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน
แต่สำหรับเศรษฐกิจจีน เรื่องราวของ Evergrande ยังห่างไกลจากคำว่า “จบ”
หลายปีหลัง Evergrande ผิดนัดชำระหนี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนยังคงซบเซา ราคาบ้านในหลายเมืองลดลง ยอดขายและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอ ขณะที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นยังเผชิญปัญหาหนี้
ภาพดังกล่าวชวนให้นึกถึงไทยเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997
ทั้งสองประเทศมีจุดร่วมสำคัญ คือช่วงเวลาที่อสังหาริมทรัพย์เติบโตจนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในวงกว้าง
ก่อนที่การลดลงของราคาสินทรัพย์จะส่งผลไปยังภาคส่วนอื่น
ก่อนปี 1997 เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าสู่ไทยจำนวนมาก สินเชื่อขยายตัวรวดเร็ว และเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อฟองสบู่แตก ปัญหาจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่ส่งต่อไปยังบริษัทเงินทุน ธนาคาร และท้ายที่สุดคือเศรษฐกิจทั้งระบบ
จีนมีภาพคล้ายกันในบางมุม อสังหาริมทรัพย์เชื่อมโยงทั้งกับ Developer ที่มีหนี้สูง รายได้จากการขายที่ดินของรัฐบาลท้องถิ่น และความมั่งคั่งของครัวเรือนจำนวนมาก เมื่อราคาบ้านและยอดขายลดลง ผลกระทบจึงส่งต่อไปยังการบริโภค การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
แต่จุดที่จีนวันนี้แตกต่างจากไทยปี 1997 อาจสำคัญกว่าจุดที่เหมือนกัน
วิกฤตไทยไม่ได้เกิดจากฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นพร้อมกับหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก เงินทุนไหลออก และแรงกดดันต่อค่าเงินบาท เมื่อไทยลอยตัวเงินบาทในเดือนกรกฎาคม 1997 ค่าเงินที่อ่อนลงอย่างรวดเร็วทำให้ภาระหนี้ต่างประเทศของภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย วิกฤตอสังหาริมทรัพย์จึงกลายเป็น Currency Crisis, Banking Crisis และ Debt Crisis ในเวลาเดียวกัน
จีนไม่ได้มีเงื่อนไขแบบเดียวกัน หนี้ส่วนใหญ่ของภาคอสังหาริมทรัพย์อยู่ภายในประเทศและเป็นเงินหยวน จีนยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศขนาดใหญ่ และภาครัฐมีอิทธิพลสูงต่อระบบธนาคาร ทำให้มีเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้การล้มของ Developer ลุกลามเป็นวิกฤตการเงินอย่างฉับพลัน
นี่อาจทำให้จีนไม่ต้องเผชิญ “Tom Yum Kung Moment”
แต่การไม่เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจจะน้อยกว่า
ความเสี่ยงของจีนอาจอยู่ที่ปัญหาที่ค่อย ๆ สะสมและใช้เวลาหลายปีในการคลี่คลาย เมื่อราคาบ้านลดลง ครัวเรือนรู้สึกว่าความมั่งคั่งลดลงและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น Developer ลดการลงทุน ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นสูญเสียรายได้จากการขายที่ดิน
ในมุมนี้ จีนอาจไม่ได้กำลังเดินตามไทยปี 1997 แต่อาจมีบางส่วนที่ชวนให้นึกถึง ญี่ปุ่นหลังฟองสบู่สินทรัพย์แตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่กดดันการบริโภค การลงทุน และความเชื่อมั่นต่อเนื่องเป็นเวลานาน
และจีนยังมีโจทย์อีกข้อที่ต่างจากไทยในเวลานั้น
หลังวิกฤตปี 1997 เงินบาทที่อ่อนค่าลงและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช่วยให้การส่งออกเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการฟื้นตัวของไทย แต่จีนมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใช้เส้นทางเดียวกันโดยไม่สร้างผลกระทบต่อประเทศอื่น
เมื่ออุปสงค์ภายในและอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอ จีนหันไปพึ่งภาคการผลิตและตลาดต่างประเทศมากขึ้น ตั้งแต่ EV แบตเตอรี่ Solar Panel ไปจนถึงเครื่องจักรและสินค้าอุปโภคบริโภค ผลที่ตามมาคือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก และการตอบโต้ด้วยภาษี มาตรการ Anti-dumping และนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในหลายประเทศ
วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนสำคัญกว่าชะตากรรมของ Evergrande มาก
Evergrande อาจจบลงในชั้นศาล แต่จีนยังต้องเผชิญกับเรื่องที่ใหญ่กว่าว่า นั่นคือจะจัดการกับหนี้ ฟื้นความเชื่อมั่นของครัวเรือน และหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่มาทดแทนอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างไร
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จีนจะสามารถแก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ได้เร็วพอ ก่อนที่จะกลายเป็นความซบเซาที่ยืดเยื้อแบบญี่ปุ่นหลังปี 1990 หรือไม่?
ไทยในปี 1997 เผชิญวิกฤตที่รุนแรง แต่การปรับโครงสร้างระบบการเงิน การลดหนี้ และการฟื้นตัวของภาคส่งออกช่วยให้เศรษฐกิจค่อย ๆ กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ขณะที่จีนวันนี้มีเครื่องมือมากกว่าในการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามเป็นวิกฤตการเงิน แต่การประคองระบบก็อาจทำให้กระบวนการปรับตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ใช้เวลานานขึ้น
และเรื่องนี้สำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจโลก เพราะจีนในวันนี้ใหญ่เกินกว่าที่วิกฤตของจีนจะเป็นเรื่องของจีนเพียงประเทศเดียว
ข่าวเด่น