เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจจีนยังไปต่อได้ด้วยการส่งออก แต่ผู้บริโภคในประเทศยังไม่กล้าใช้จ่าย


• เศรษฐกิจจีนยังได้แรงหนุนจากการส่งออกและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ GDP ชะลอลงจาก 5.0% ในไตรมาสแรกของปี 2026 เหลือ 4.3% ในไตรมาสที่สอง ท่ามกลางการบริโภคและการลงทุนในประเทศที่อ่อนแรงลง
 
• การใช้จ่ายของครัวเรือนยังฟื้นตัวช้า ราคาที่อยู่อาศัยลดลง ตลาดแรงงานซบเซา และประชาชนยังไม่มั่นใจในรายได้และความมั่งคั่งของตนเอง
 
• วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้กระทบเฉพาะบริษัทพัฒนาโครงการและผู้ซื้อบ้าน แต่ยังส่งผลต่อการลงทุนภาคเอกชน ธุรกิจก่อสร้าง อุตสาหกรรมต่อเนื่อง และฐานะการเงินของรัฐบาลท้องถิ่น
 
• สำหรับไทยและอาเซียน สินค้าจีนที่เข้ามาแข่งขันมากขึ้นอาจกดดันผู้ผลิตในประเทศและเพิ่มการแข่งขันในตลาดส่งออก แต่เครื่องจักร วัตถุดิบ และการลงทุนจากจีนก็ช่วยลดต้นทุนและสนับสนุนฐานการผลิตของภูมิภาคได้เช่นกัน

ภาคการผลิตของจีนยังคงแข็งแกร่ง โรงงานจีนส่งออกสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ไปจนถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวได้ช้า ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้น และภาคธุรกิจยังชะลอการลงทุน จีนจึงยังเติบโตได้ แต่ต้องพึ่งพาการผลิตและการส่งออกมากขึ้น เพื่อชดเชยกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ

เศรษฐกิจยังโต แต่โตไม่เท่ากันทุกภาคส่วน

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า GDP ขยายตัว 4.3% ในไตรมาสที่สองของปี 2026 ชะลอลงจาก 5.0% ในไตรมาสแรก ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโต 4.7% ในช่วงครึ่งปีแรก แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว แต่การเติบโตยังกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียังเติบโตได้ดี โดยการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้น 5.0% ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี ขณะที่การลงทุนด้าน Information Services เพิ่มขึ้น 19.2% และ Electronic and Communication Equipment เพิ่มขึ้น 7.1% สวนทางกับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมที่ลดลง 6.7%

การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีจึงช่วยชดเชยความอ่อนแอในส่วนอื่นของเศรษฐกิจได้บางส่วน ขณะที่การบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวได้ช้า

ทำไมคนจีนยังไม่อยากใช้จ่าย
ยอดค้าปลีกของจีนในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ยอดค้าปลีกในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปีขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่ยอดค้าปลีกรถยนต์ลดลงถึง 17.0% ในเดือนเดียวกัน ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าครัวเรือนจีนยังระมัดระวังการใช้เงิน แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัว ส่วนหนึ่งอาจมาจากมาตรการสนับสนุนการนำสินค้าเก่ามาแลกซื้อสินค้าใหม่ในช่วงก่อนหน้า ซึ่งกระตุ้นให้ครัวเรือนซื้อรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไปแล้ว

แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือความเชื่อมั่นของครัวเรือนที่ยังไม่ฟื้นกลับมาเต็มที่ บ้านเป็นสินทรัพย์สำคัญของครัวเรือนจีน เมื่อราคาที่อยู่อาศัยลดลงต่อเนื่อง ความมั่งคั่งของครัวเรือนก็ลดลงตาม เมื่อรวมกับความไม่แน่นอนด้านรายได้และการจ้างงาน หลายครอบครัวจึงเลือกเก็บเงินไว้มากกว่านำออกมาใช้จ่าย

เมื่อครัวเรือนใช้จ่ายน้อย ธุรกิจก็ขายสินค้าได้น้อยลงและระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น การจ้างงานและรายได้จึงฟื้นตัวได้ยาก และย้อนกลับมากดดันความเชื่อมั่นของครัวเรือนอีกครั้ง การทำให้คนจีนกลับมาใช้จ่ายจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการกระตุ้นการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับรายได้ การจ้างงาน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนด้วย

เมื่อปัญหาอสังหาริมทรัพย์กระทบเศรษฐกิจทั้งระบบ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีน ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2026 การลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ลดลง 19.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการขายอาคารพาณิชย์สร้างใหม่ลดลง 13.1% และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรโดยรวมลดลง 6.7% นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนยังลดลงถึง 9.4%

ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะการสร้างบ้านเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ที่ดิน การก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ที่ดินและกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมาก

เมื่อภาคอสังหาริมทรัพย์หดตัวเป็นเวลานาน ผลกระทบจึงกระจายไปยังธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการลงทุนและการจ้างงาน แม้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจะเติบโตได้ดี แต่ด้วยขนาดและความเชื่อมโยงของภาคอสังหาริมทรัพย์กับเศรษฐกิจจีน การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่จึงยังไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

การส่งออกยังช่วยประคองเศรษฐกิจ
ในช่วงที่กำลังซื้อภายในประเทศยังอ่อนแอ ตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญต่อโรงงานจีนมากขึ้น โดยในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2026 มูลค่าการส่งออกของจีนเพิ่มขึ้น 14.0% ขณะที่การส่งออกสินค้าเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 21.2% และคิดเป็นเกือบสองในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนกระแสการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าบางกลุ่ม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้จีนสามารถใช้ความแข็งแกร่งด้านการผลิตมาชดเชยอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงได้บางส่วน
 
แต่การพึ่งพาการส่งออกมากขึ้นก็มีผลตามมา เมื่อสินค้าจีนเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น การแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศอื่นย่อมเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศมากขึ้นตามไปด้วย

ไทยและอาเซียนได้รับทั้งผลกระทบและประโยชน์
สำหรับไทยและอาเซียน สินค้าจีนที่เข้ามาในภูมิภาคมากขึ้นสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตท้องถิ่น โดยเฉพาะ SMEs ที่แข่งขันด้านต้นทุนได้ยาก ขณะเดียวกัน ผู้ส่งออกอาเซียนยังต้องแข่งขันกับสินค้าจีนมากขึ้นในตลาดสำคัญอย่างยุโรปและสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน จีนก็เป็นส่วนสำคัญของ Supply Chain ในเอเชีย เครื่องจักร ชิ้นส่วน และวัตถุดิบจากจีนช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับโรงงานในอาเซียน ขณะที่บริษัทจีนจำนวนมากกำลังขยายฐานการผลิตออกไปต่างประเทศ ทั้งเพื่อเข้าใกล้ตลาดปลายทาง กระจายความเสี่ยง และรับมือกับอุปสรรคทางการค้า

จีนจึงเป็นหนึ่งในแหล่งเงินลงทุนต่างประเทศรายสำคัญของภูมิภาค โดย FDI จากจีนสู่อาเซียนในปี 2024 มีมูลค่า 19.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับประเทศในอาเซียน เงินลงทุนเหล่านี้เปิดโอกาสทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อกับ Supply Chain ของจีน แต่ประโยชน์ที่จะได้รับจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศสามารถดึงกิจกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยี และการจ้างงานไว้ในประเทศได้มากเพียงใด

ความท้าทายต่อไปคือทำให้คนจีนกลับมาใช้จ่าย
ที่ผ่านมา จีนสร้างการเติบโตจากการลงทุน การผลิต และการส่งออกจนกลายเป็น “โรงงานของโลก” แต่ในระยะต่อไป จีนต้องทำให้รายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเติบโตตามไปด้วย เพื่อให้การบริโภคภายในประเทศเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ

จีนมีศักยภาพในการผลิตสินค้าในระดับที่มีไม่กี่ประเทศในโลกทำได้ และกำลังสร้างความสามารถใหม่ในอุตสาหกรรมตั้งแต่ AI เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงาน แต่การเพิ่มกำลังการผลิตเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากรายได้และความเชื่อมั่นของครัวเรือนไม่เติบโตตามไปด้วย และตราบใดที่การผลิตยังขยายตัวเร็วกว่าความต้องการภายในประเทศ จีนก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับสินค้าที่ผลิตออกมา ซึ่งหมายถึงการแข่งขันในตลาดโลกที่มากขึ้น และความเสี่ยงที่จะเผชิญมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้ามากขึ้นตามไปด้วย
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 07 ก.ย. 2569 เวลา : 19:07:54
08-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (7 ก.ย.69) บวก 23.24 จุด ดัชนี 1,618.82 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลดลงเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับตัวลงราว 2.5% หลังขึ้นทดสอบบริเวณ 4,500 เหรียญ ในช่วงวันศุกร์

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (7 ก.ย.69) บวก 22.97 จุด ดัชนี 1,618.55 จุด

4. พยากรณ์อากาศวันนี้ (7 ก.ย.69) ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคอีสาน ส่งผล "กรุงเทพปริมณฑลและทุกภาค" ฝนตก 60% เว้นภาคใต้ 40%

5. ทองเปิดตลาดวันนี้ (7 ก.ย.69) ร่วง 400 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 69,550 บาท

6. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (7 ก.ย.69) บวก 6.04 จุด ดัชนี 1,601.62 จุด

7. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 32.75 - 33.30 รอเงินเฟ้อชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

8. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (7 ก.ย.69) ทรงตัว ที่ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์

9. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.00 บาท/ดอลลาร์

10. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (4 ก.ย.69) บวก 18.66 จุด ดัชนี 1,595.58 จุด

11. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (4 ก.ย.69) บวก 11.90 จุด ดัชนี 1,588.82 จุด

12. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยปรับขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,500 เหรียญ ก่อนเผชิญแรงขายทำกำไร และกลับมาทรงตัวเหนือ 4,470 เหรียญ

13. พยากรณ์อากาศวันนี้ (4 ก.ย.69) ภาคอีสาน ฝนตกหนัก 70% กรุงเทพปริมณฑล-ภาคเหนือ-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 40%

14. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (3 ก.ย.69) พุ่ง 624.16 จุด ขานรับผู้ว่าเฟดหนุนคงดอกเบี้ยเดือนนี้

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (3 ก.ย.69) พุ่ง 125.30 ดอลลาร์ รับแนวโน้มเฟดคงดอกเบี้ยเดือนนี้

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 8, 2026, 3:23 am