กองทุนรวม
บลจ.อีสท์สปริง คัด 3 กองทุน ES-GCORE ,ES-HEALTHCARE , ES-GAINCOME จัดพอร์ตเดือนกันยายน เน้นกระจายความเสี่ยงและโอกาสสร้างการเติบโต


 

บลจ.อีสท์สปริง แนะนำจัดพอร์ตลงทุนเดือนกันยายน โดยคัดเลือก 3 กองทุน ได้แก่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) เป็นแกนหลักของพอร์ต เพื่อกระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก ขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) ช่วยเสริมความยืดหยุ่นด้วยหุ้นกลุ่ม Defensive และ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) กระจายการลงทุนข้ามสินทรัพย์เพื่อโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตในภาวะที่ตลาดยังไม่แน่นอน

นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อีสท์สปริง เปิดเผยว่า การลงทุนในเดือนกันยายน บลจ.อีสท์สปริง แนะนำให้นักลงทุนจัดพอร์ตด้วยแนวทาง “คัดสรรเชิงคุณภาพและกระจายความเสี่ยงอย่างสมดุล” โดยคงน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไว้ในระดับที่เหมาะสม แต่เลือกลงทุนอย่างมีคุณภาพและกระจายตัวมากขึ้น หลังเริ่มเห็นการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุน (Rotation) ออกจากหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมามากอย่างเทคโนโลยีและ AI เข้าสู่หุ้นกลุ่ม Value และ Defensive ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยแนะนำ 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME)

 
“บลจ.อีสท์สปริง พบว่าตลาดการลงทุนทั่วโลกในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาผันผวนอย่างหนักในช่วงต้นเดือน ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งในครึ่งเดือนหลัง โดยดัชนี MSCI AC World Index ปรับตัวขึ้น 2.7% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีแรงซื้อกลับเข้ามาต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังผู้นำด้านชิป AI ของโลกอย่าง Nvidia รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปีบัญชี 2026 ที่ 96.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 106% จากปีก่อน และรายได้จากธุรกิจ Data Center ที่ 89 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 117% พร้อมให้ประมาณการรายได้ไตรมาสถัดไปที่ 108 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลบวกต่อเนื่องมายังตลาดหุ้นไต้หวันที่เป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมชิปและฮาร์ดแวร์ AI ของโลก ขณะที่ฝั่งตราสารหนี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เพิ่มวงเงินโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล (Treasury Buyback Program) จากอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อรอบ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ถึง 4 พฤศจิกายน 2027 ช่วยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีย่อลงจากระดับ 5.34% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 19 ปี มาอยู่ที่ 5.23% ก่อนจะขยับกลับไปใกล้เคียงระดับเดิม ณ สิ้นเดือน ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ได้หนุนให้ราคาทองคำโดดเด่นที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือกด้วยผลตอบแทนราว 9.8% ภายในเดือนเดียว (ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026)

สำหรับเดือนกันยายน บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ายังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอีกหลายด้าน ทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อค่าเงินและสภาพคล่องของตลาดทุนโลก โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นที่แผนลดภาษีบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับตัวสูงขึ้น สวนทางกับแนวทางของธนาคารกลางที่อาจต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน ขณะที่สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังอยู่ในภาวะ “ไร้สงครามแต่ไม่สงบ” (No War, No Peace) ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์ทรงตัวในระดับสูง และกดดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงช้ากว่า นอกจากนี้ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเมื่อเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน 2026 ดังนั้น พอร์ตการลงทุนจึงควรเน้นการกระจายความเสี่ยง มากกว่าการฝากความหวังไว้กับธีมการลงทุนเพียงธีมเดียว” นายยิ่งยง กล่าว

สำหรับกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Core Equity (ES-GCORE) ลงทุนในกองทุนหลัก Goldman Sachs Global CORE Equity Portfolio Class I Shares (Acc.)(Snap) โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของมูลค่าทรัพย์สินในตราสารทุนทั่วโลก ซึ่งมีการใช้ BIG DATA (เช่น ข้อมูลจาก Google searches, Facebook, ภาพจากดาวเทียม) และ Machine Learning ในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริหารจัดการโดย Goldman Sachs Asset Management Fund Services Limited ทั้งนี้ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่าท่ามกลางตลาดหุ้นโลกที่ผันผวนและกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท การคัดเลือกหุ้นอย่างเป็นระบบด้วยปัจจัยเชิงปริมาณจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเฟ้นหาหุ้นคุณภาพดีที่ระดับราคายังเหมาะสมได้ โดยกองทุนหลักพิจารณาทั้งปัจจัยพื้นฐาน ระดับความถูกแพง และแนวโน้มอุตสาหกรรม เพื่อคัดเลือกหุ้นทั่วโลกราว 200-300 บริษัท ขณะที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องในปีนี้ กองทุนนี้จึงตอบโจทย์การเป็นแกนหลักของพอร์ตการลงทุน ทั้งในมิติของประเทศที่เข้าลงทุน อุตสาหกรรมที่หลากหลาย และจำนวนหุ้นที่ถือครองอย่างเหมาะสม เพื่อโอกาสลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม

ในขณะที่กองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Healthcare (ES-HEALTHCARE) ซึ่งเป็นกองทุน Feeder Fund ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Janus Global Life Sciences Fund ในสัดส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักลงทุนในตราสารทุนทั่วโลกที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences) ครอบคลุมทั้งการวิจัย พัฒนา ผลิต และการให้บริการด้านสุขภาพและยา บริหารจัดการโดย Janus Capital Management LLC และ Janus Capital Funds plc นับเป็นโอกาสการลงทุนที่ บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ามีความน่าสนใจในจังหวะนี้ เนื่องจากกระแสการหมุนเวียนเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีเข้าสู่กลุ่ม Value และ Defensive ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรของกลุ่ม Healthcare ซึ่งเติบโตในระดับเลขหลักเดียวในปี 2026 มีแนวโน้มกลับไปเติบโตมากกว่า 20% ในปี 2027 ตามประมาณการเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ (ที่มา: Bloomberg ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026) นอกจากนี้ปัจจัยลบที่กดดันกลุ่มนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นนโยบายควบคุมราคายาภายใต้กฎหมาย Inflation Reduction Act การตัดลดงบประมาณ Medicaid หรือความกังวลว่ายาสำคัญหลายรายการจะหมดสิทธิบัตรในปี 2028ล้วนถูกสะท้อนเข้าไปในระดับราคาไปแล้วบางส่วน ทำให้ Downside ของกลุ่มนี้ค่อนข้างจำกัด และเหมาะกับบทบาทการเป็นสินทรัพย์เชิงรับที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

และกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Multi Asset Income (ES-GAINCOME) ที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Amundi Funds Income Opportunities ชนิดหน่วยลงทุน Class I2 USD บริหารจัดการโดย Amundi Luxembourg S.A. โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักมีการลงทุนแบบยืดหยุ่นในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกที่สร้างกระแสรายได้ ทั้งตราสารทุน พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน และตราสารอนุพันธ์ โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างกระแสรายได้ (Income) ให้กับผู้ลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ประเมินว่ากองทุนนี้เหมาะกับสถานการณ์ที่ความผันผวนของตลาดหุ้นโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังระดับราคาของหุ้นกลุ่มผู้ชนะเดิมอย่างเทคโนโลยี AI และชิปเริ่มตึงตัว ความคาดหวังของตลาดปรับสูงขึ้น และตอบรับข่าวลบได้ง่ายกว่าเดิม การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นควบคู่กับความยืดหยุ่นในการปรับสัดส่วนตามภาวะตลาด จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และเสริมให้พอร์ตการลงทุนไม่ต้องพึ่งพาทิศทางของตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียว

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนการตัดสินใจลงทุน ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ หรือขอรับหนังสือชี้ชวนผ่านช่องทางการขายของบลจ.อีสท์สปริง หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ทั้งนี้ การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน การฝากเงินมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้ และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนด หรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้ เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน /หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ กองทุน ES-HEALTHCARE นี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินจำนวนมาก และกองทุน ES-GAINCOME มีการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและ/หรือตราสารที่มีสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝง (Structured Note) ซึ่งอาจทำให้กองทุนมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โฆษณานี้ถูกว่าจ้างและได้รับการสนับสนุนโดย บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด
 

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 15 ก.ย. 2569 เวลา : 15:06:39
13-10-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (12 ต.ค.69) ลบ 5.91 จุด ดัชนี 1,571.74 จุด

2. MTS Gold คาดราคาทองคำฟื้นตัวกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 4,200 เหรียญ โดยหากราคาสามารถสร้างฐานเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมั่นคง มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 4,250 เหรียญ

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (12 ต.ค.69) ลบ 3.55 จุด ดัชนี 1,574.10 จุด

4. กรุงศรีคาดเงินบาทสัปดาห์นี้ซื้อขายในกรอบ 33.30-33.70 ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯและความเห็นประธานเฟด

5. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (12 ต.ค.69) บวก 0.88 จุด ดัชนี 1,578.53 จุด

6. ทองเปิดตลาดวันนี้ (12 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 250 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 67,600 บาท

7. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.35 - 33.65 บาท/ดอลลาร์

8. พยากรณ์อากาศวันนี้ (12 ต.ค.69) ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง 70% ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ กรุงเทพปริมณฑล-ภาคกลาง-ภาคตะวันออก 30% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 20%

9. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (12 ต.ค.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.51 บาทต่อดอลลาร์

10. ประกาศ กปน.: 15 ต.ค. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนสุขุมวิทสายเก่า

11. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 7.04 จุด ดัชนี 1,577.65 จุด

12. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (9 ต.ค.69) บวก 2.74 จุด ดัชนี 1,573.35 จุด

13. MTS Gold คาดราคาทองคำปรับตัวลงทดสอบบริเวณ 4,100 เหรียญ อีกครั้ง ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดเหนือ 4,150 เหรียญ ขณะที่เช้านี้ปรับขึ้นต่อบริเวณ 4,170 เหรียญ

14. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวก 16.30 ดอลลาร์ ฟื้นตัวหลังร่วงแรง จับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด

15. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (8 ต.ค.69) บวกเล็กน้อย 51.77 จุด, S&P500-Nasdaq ปิดลบ กังวลน้ำมันพุ่ง-หุ้นชิปร่วง

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ October 13, 2026, 6:14 am