เศรษฐกิจ-บทวิจัยเศรษฐกิจ
Special Report : "เงินบาทอ่อน" เกมสองด้านของเศรษฐกิจไทย ใครได้ประโยชน์? ใครจ่ายแพงขึ้น?


 

       by วิภาดา จิณณวาโส
 
เมื่อพูดถึง "เงินบาทอ่อนค่า" ภาพที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึงคือข่าวร้าย เพราะหมายถึงต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อเงินดอลลาร์ และต้นทุนสินค้านำเข้าหรือการเดินทางต่างประเทศมีโอกาสสูงขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง เงินบาทที่อ่อนลงก็สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ส่งออกและธุรกิจที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศได้เช่นกัน

ดังนั้น เงินบาทอ่อนจึงไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยกำลังแย่เสมอไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ต้องดูว่า “เงินบาทอ่อนแล้วเงินไหลไปทางไหน” ใครเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ และใครเป็นฝ่ายรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ภาพของเงินบาทในช่วงนี้สะท้อนเรื่องดังกล่าวได้ค่อนข้างชัดเจน โดยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ค่าเงินบาทอ้างอิงอยู่ที่ 33.256 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 จาก 33.382 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ขณะที่การเคลื่อนไหวในวันที่ 23 กันยายน 2569 ยังมีลักษณะผันผวน โดยเงินบาทเปิดตลาดที่ราว 33.11 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยับมาเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 33.10-33.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงการซื้อขายระหว่างวัน สะท้อนว่าแม้เงินบาทมีแรงหนุนให้แข็งค่าขึ้นในช่วงเช้า แต่ทิศทางระหว่างวันยังเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยตลาด

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินบาทมีแรงหนุนในช่วงนี้คือราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลง หลังความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางผ่อนคลายลงบางส่วน ประกอบกับความหวังต่อการเจรจาทางการทูตระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่บริเวณ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

เรื่องนี้มีความสำคัญกับเงินบาทโดยตรง เพราะไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ผู้นำเข้าต้องใช้เงินดอลลาร์มากขึ้นเพื่อชำระค่าสินค้า จึงเพิ่มความต้องการดอลลาร์และกดดันเงินบาท ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันลดลง ความต้องการดอลลาร์เพื่อชำระค่าน้ำมันก็มีโอกาสลดลงตาม ทำให้แรงกดดันต่อเงินบาทผ่อนคลายลง

จึงเห็นได้ว่าในช่วงนี้เงินบาทไม่ได้เคลื่อนไหวตามทิศทางของดอกเบี้ยสหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดจากหลายแรงพร้อมกัน ทั้งทิศทางเงินดอลลาร์ ราคาน้ำมัน สถานการณ์ตะวันออกกลาง กระแสเงินทุนต่างชาติ และข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะหลังธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมวันที่ 16 กันยายน 2569  การดำเนินนโยบายดังกล่าวทำให้ตลาดยังต้องจับตาว่าเฟดจะเดินหน้านโยบายการเงินอย่างไรต่อ ซึ่งมีผลต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์และสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท

แต่การที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้หมายความว่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่าลงทุกครั้ง เพราะในตลาดจริงมีปัจจัยอื่นเข้ามาหักล้างกันได้ เช่น ในวันที่ 23 กันยายน 2569 แม้เงินดอลลาร์ยังมีแรงประคองจากท่าทีของ Fed แต่เงินบาทกลับได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลงและความหวังต่อสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันตลาดยังจับตาตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers Index)  หรือ PMI ของเศรษฐกิจหลัก ซึ่งสามารถทำให้ค่าเงินแกว่งตัวระหว่างวันได้

เมื่อมองกลับมาที่ภาคธุรกิจ สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า “เงินบาทอ่อนหรือแข็ง” แต่ต้องดูว่าโครงสร้างรายได้และต้นทุนของแต่ละธุรกิจเป็นอย่างไร โดยกลุ่มแรกที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ คือ ผู้ส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินดอลลาร์ แต่มีต้นทุนจำนวนมากเป็นเงินบาท เช่น หากผู้ส่งออกขายสินค้าในต่างประเทศและได้รับเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเงินบาทอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะคิดเป็นรายได้ 32 ล้านบาท แต่หากเงินบาทอ่อนมาอยู่ที่ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เงินจำนวนเดียวกันจะแลกกลับมาได้ 34 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกทุกคนจะได้ประโยชน์เต็มจำนวน เพราะผู้ส่งออกจำนวนมากก็ต้องนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศเช่นกัน หากต้นทุนเหล่านั้นเป็นเงินดอลลาร์ ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ผลประโยชน์จากรายได้ที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทจึงต้องหักกับต้นทุนที่สูงขึ้นด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “เงินบาทอ่อนช่วยส่งออก” จึงเป็นจริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นประโยชน์แบบเท่ากันทั้งระบบ

อีกกลุ่มที่มีโอกาสได้ประโยชน์ คือ ภาคการท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นำเงินสกุลต่างประเทศมาใช้ในไทยจะสามารถแลกเงินบาทได้มากขึ้นเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการใช้จ่ายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์จริงยังขึ้นอยู่กับจำนวนและพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงต้นทุนของธุรกิจท่องเที่ยวเอง

ในทางกลับกัน กลุ่มที่รับผลกระทบโดยตรง คือ ธุรกิจที่ต้องนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงผู้บริโภคที่ซื้อสินค้านำเข้า เดินทางไปต่างประเทศ หรือมีภาระชำระเงินเป็นสกุลต่างประเทศ เพราะเงินบาทที่อ่อนลงหมายถึงต้องใช้เงินบาทมากขึ้นเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจำนวนเท่าเดิม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังสามารถส่งต่อไปยังราคาสินค้าได้ หากผู้ประกอบการไม่สามารถดูดซับต้นทุนไว้เองทั้งหมด แต่การส่งผ่านก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหรือเต็มจำนวนเสมอไป ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการแข่งขัน อำนาจต่อรอง และความสามารถของธุรกิจในการปรับราคา

จุดนี้ทำให้ “ราคาน้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญอีกครั้ง เพราะเงินบาทอ่อนกับน้ำมันแพงเป็นแรงกดดันที่สามารถเสริมกันได้ หากเงินบาทอ่อนพร้อมกับราคาน้ำมันสูง ต้นทุนการนำเข้าพลังงานของไทยจะถูกกดดันจากทั้งอัตราแลกเปลี่ยนและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยผ่อนแรงกดดันส่วนหนึ่ง แม้ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน

ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง แม้การส่งออกและการลงทุนจะได้แรงหนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ความแตกต่างของดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐ จึงเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ต้องติดตาม ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมดของค่าเงินบาท เพราะหากราคาน้ำมัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หรือกระแสเงินทุนเปลี่ยน ทิศทางเงินบาทก็สามารถเปลี่ยนตามได้เช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาจึงไม่ใช่การพยายามตัดสินว่า “เงินบาทอ่อนดีหรือไม่ดี” แต่คือความเร็วและความผันผวนของการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการกระจายตัวของผลกระทบไปยังภาคเศรษฐกิจต่างๆ หากเงินบาทอ่อนอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอยู่ในระดับที่ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ ผู้ส่งออกและธุรกิจที่มีรายได้จากต่างประเทศอาจได้รับประโยชน์ ขณะที่ธุรกิจนำเข้าก็ยังสามารถบริหารความเสี่ยงผ่านการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ แต่หากค่าเงินเคลื่อนไหวเร็วและผันผวนมาก ความไม่แน่นอนก็จะเพิ่มขึ้นทั้งสำหรับผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้บริโภค

ในมุมของเศรษฐกิจไทย ประเด็นจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “เงินบาทแข็ง” หรือ “เงินบาทอ่อน” ว่าฝั่งไหนดีกว่า แต่คือการดูว่าเศรษฐกิจไทยสามารถเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของค่าเงินให้กลายเป็นประโยชน์ต่อรายได้และการลงทุนในประเทศได้มากแค่ไหน เพราะในวันที่เงินบาทอ่อน ผู้ส่งออกอาจได้เงินเพิ่มเมื่อแปลงรายได้กลับมาเป็นเงินบาท ขณะเดียวกันผู้นำเข้าก็ต้องจ่ายแพงขึ้น และในวันที่น้ำมันลดลง แรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าก็อาจผ่อนลงอีกชั้นหนึ่ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน

สุดท้ายแล้ว ค่าเงินบาทจึงไม่ใช่ตัวเลขที่บอกว่าเศรษฐกิจดีหรือแย่ แบบตรงไปตรงมา แต่เป็นกลไกที่ส่งผ่านผลประโยชน์และต้นทุนระหว่างผู้เล่นแต่ละกลุ่ม สิ่งที่ต้องดูจึงไม่ใช่แค่ว่าเงินบาทกำลังไปทางไหน แต่ต้องดูด้วยว่า เมื่อมันเคลื่อนไปทางนั้น ใครกำลังได้ประโยชน์ ใครกำลังรับต้นทุน และเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้มากน้อยเพียงใด

บันทึกโดย : Adminวันที่ : 23 ก.ย. 2569 เวลา : 21:22:34
23-09-2026
เบรกกิ้งนิวส์
1. "รถดีเซล" เลี้ยวเข้าปั๊ม ด่วน!!! พรุ่งนี้ ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์/ลิตร

2. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 6.26 จุด ดัชนี 1,610.70 จุด

3. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 6.39 จุด ดัชนี 1,610.83 จุด

4. MTS Gold คาดราคาทองคำยังผันผวนในกรอบแคบ หลังลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,290 เหรียญ ก่อนมีแรงซื้อกลับและปิดบริเวณ 4,350 เหรียญ

5. ดัชนีดาวโจนส์ปิดเมื่อคืน (22 ก.ย.69) ร่วง 185.14 จุด แรงซื้อหุ้นกลุ่ม AI ดัน Nasdaq ทำนิวไฮต่อเนื่อง

6. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (22 ก.ย.69) ร่วง 7.50 ดอลลาร์ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลาง

7. พยากรณ์อากาศวันนี้ (23 ก.ย.69) อุตุฯ เตือน "กรุงเทพปริมณฑล-ภาคตะวันออก" ฝนตกหนัก 80% ภาคกลาง-ภาคใต้ ฝั่ง ตอ. 70% ภาคใต้ ฝั่ง ตต. 60% ภาคเหนือ-ภาคอีสาน 40%

8. ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.25 บาท/ดอลลาร์

9. ทองเปิดตลาดวันนี้ (23 ก.ย.69) ปรับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ ขายออก 68,950 บาท

10. ค่าเงินบาทเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.11 บาทต่อดอลลาร์

11. ตลาดหุ้นไทยเปิดวันนี้ (23 ก.ย.69) บวก 1.44 จุด ดัชนี 1,605.88 จุด

12. ประกาศ กปน.: ด่วน!!! คืนวันพรุ่งนี้ 23 ก.ย. 69 น้ำไหลอ่อนไม่ไหล ถนนคู่ขนานทางพิเศษกาญจนาภิเษก (ด้านใต้)

13. ตลาดหุ้นไทยปิดวันนี้ (22 ก.ย. 69) บวก 6.41 จุด ดัชนี 1,604.44 จุด

14. ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าวันนี้ (22 ก.ย.69) บวก 11.34 จุด ดัชนี 1,609.37 จุด

15. ทองนิวยอร์กปิดเมื่อคืน (21 ก.ย.69) ร่วง 41 เหรียญ เหตุดอลลาร์แข็งค่า-กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย

อ่านข่าว เบรกกิ้งนิวส์ ทั้งหมด
Feed Facebook Twitter More...

อัพเดทล่าสุดเมื่อ September 23, 2026, 11:13 pm